www.siamboots.com


ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiPure 11Pro Black/Infrared/White


 "Testing!" adiPure 11Pro : รองเท้าคลาสสิคที่ใส่สบาย  คล่องตัว
และยิงมันส์เต็มหลังเท้า แต่ผมก็ยังอยากได้หนังจิงโจ้อยู่ดี !!

   
   อาดิดาส adiPure 11Pro คือซีรี่ย์รองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิค  เจเนอเรชั่นที่ 5 ของตระกูล adiPure
ที่ค่ายแถบสามขีดเปิดตัวทำตลาดในปี 2012 นี้  ที่ถูกปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น  แต่ยัง
คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และตัวตนของรองเท้าฟุตบอลประเภทเก๋าเรียกพ่อเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม  บทความนี้
SiamBoots จะขอรีวิวทดสอบการใช้งานจริงของ adiPure 11Pro ว่ามีศักยภาพน่าคบหามากน้อยเพียงใด

   แม้ว่ารองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro นั้นได้ออกทำตลาดมาได้ระยะเวลานึงแล้ว  แต่ช่วงตลอด
ระยะเวลาที่ผ่านมา  ทาง อาดิดาส (ประเทศไทย) มีการจัดกิจกรรมต่างๆ มากมายออกสู่สาธารณะชน
ประกอบกับ ณ ตอนที่รองเท้าฟุตบอลพันธุ์เก๋าเพิ่งออกสู่ตลาดสดๆ ใหม่ๆ   รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์สปีด
adiZero F50 2012 ทั้งสองเวอร์ชั่น  ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการรีวิวทดสอบการใช้งานของ SiamBoots  และ
ยังมีรองเท้าฟุตบอลจากยี่ห้ออื่นๆ ถูกส่งมาให้ผมทำการรีวิวอีกมากมาย  จนผมเองไม่ได้ติดตามสอบถาม
การส่งรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จากทางอาดิดาสแต่อย่างใด

   
   แต่ระยะหลังไม่นานมานี้  ผมได้รับข้อความ  รวมถึงอีเมล์จากท่านผู้ติดตาม SiamBoots สอบถามถึง
การรีวิวรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส รุ่น adiPure 11Pro ว่าจะมีมาให้ติดตามได้อ่านกันเมื่อไหร่  เนื่องจาก
ต้องการข้อมูลไปเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มาใช้งาน  ซึ่งในวันเสาร์ที่
25 สิงหาคม 2012 ที่ผ่านมา  ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ คุณจ็อบ  วรวรรธน์ เตชะมนตรีกุล
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของบริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด อย่างเป็นกันเอง  ที่งาน
เชลซี ยูธ ฟุตบอล คลินิก แต่ก็ดันลืมที่จะบอกเล่าเรื่องการรีวิว adiPure 11Pro ให้ได้รับทราบ
โชคดีที่ในวันนั้น  คุณจ็อบได้แนะนำ คุณเดย์ ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลเรื่องต่างๆ  และก็ยัง
ได้ย้ำกับผมว่า "คุณแกนมีธุระอะไร ให้ใช้งานคุณเดย์ได้เต็มที่ โทรจิกได้เลย และคุณเดย์จะเป็นคน
โทรจิกผมอีกที  หรือถ้าคุณแกนมีเรื่องด่วน  ก็สามารถโทรหาผมได้โดยตรงเลยก็ได้"  

   หลังจากนั้นมาไม่กี่วัน  ผมก็นึกได้ว่า "อ้าว เห้ย ลืมแจ้งเรื่อง adiPure 11Pro เลย"  นึกได้ก็ทำการ
ติดต่อไปยังคุณเดย์ในทันที  วันรุ่งขึ้นก็ได้รับการติดต่อให้เข้าไปรับรองเท้าฟุตบอล adiPure 11Pro
อย่างรวดเร็วทันใจ  พร้อมให้ทำการรีวิวทดสอบการใช้งานอย่างตรงไปตรงมา  วิเคราะห์วิจารณ์
เปรียบเทียบแบบตรงๆ ไม่ต้องเกรงใจ  อะไรดีก็ว่าดี  อะไรไม่ดีก็ลงความเห็นไป  ซึ่งเรื่องนี้  ผมเอง
มีโอกาสได้นั่งคุยกับคุณจ็อบอย่างเป็นกันเอง  นานร่วม 30 นาที  ที่ช็อปอาดิดาส สาขาเซ็นทรัลเวิร์ด 
มาแล้ว  ว่าผมสามารถทำได้อย่างเต็มที่  เพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์  ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคที่
ตามอ่านการรีวิวรองเท้าฟุตบอลของ SiamBoots  จะได้รับประโยชน์สูงสุด  แต่ยังรวมถึงทางอาดิดาส
เองที่จะได้รับประโยชน์ในการพัฒนารองเท้ารุ่นใหม่ๆ เช่นกัน  และที่ทำให้ผมดีใจสุดๆ ก็คือเฉดสีของ
adiPure 11Pro ที่ได้รับมา เป็นเฉดสีใหม่ล่าสุดที่ถูกส่งมอบมายังมือผม  ก่อนที่มันจะถูกปล่อยออกวาง
ตลาดเสียด้วยซ้ำ

     
   รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ adiPure เจเนอเรชั่นแรกสุดสามารถออกตัวได้ดีได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง  และ
ได้ถูกยกไปเทียบเคียงกับรองเท้าฟุตบอลโครตเก๋าระดับตำนานอย่าง Copa Mundial อย่างน่าชื่นชม 
จนแทบจะเข้าข่ายเป็นรองเท้าฟุตบอลหายากแล้วในปัจจุบัน  แต่ในเจเนอเรชั่นหลังๆ มานี้  ไม่ว่าจะเป็น
adiPure III และ adiPure IV อาจจะเริ่มอยู่ตัว  ดูนิ่งๆ ไม่มีกระแสความร้อนแรงตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นัก
โจทย์ความท้าทายของอาดิดาส  ก็คือการที่จะต้องทำเจเนอเรชั่นที่ 5 ของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้ให้
กลับมามีกระแสความนิยมและได้รับการพูดถึงมากขึ้นกว่าเดิมให้ได้  แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ !?
  
   ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เจเนอเรชั่นของ adiPure 11Pro จะถูกเปลี่ยนแปลงไปจากเจเนอเรชั่นที่ผ่านๆ มาเป็น
อย่างมาก  ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อเจเนอเรชั่นจากการรันลำดับที่  ซึ่งสิ้นสุดลงแค่ adiPure IV แต่ยังรวมถึง
รายละเอียดต่างๆ ของตัวรองเท้าอีกมากมาย  การปรับดีไซน์ให้ดูทันสมัยมากขึ้น  การลดน้ำหนักตัวลง
จากเดิมแบบก้าวกระโดด  การปรับเปลี่ยนรูปแบบของชุดพื้นให้เป็นแพล็ตฟอร์มเดียวกับรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ
ของอาดิดาสทั้งหมด   ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก  ว่าการพัฒนาเจเนอเรชั่นที่ 5
ของรองเท้าฟุตบอลตระกูล adiPure จะตอบโจทย์สิ่งที่นักฟุตบอลต้องการ  ได้มากน้อยเพียงใด

   วันนี้..ผมจะพาทุกท่านมาร่วมทดสอบการใช้งานจริง  รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro เฉดสี
ใหม่สำหรับฤดูกาล 2012-2013 ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น  จริงๆ แล้วผมได้รับมอบรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จาก
บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด มาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือนเต็มๆ เห็นจะได้  ใจจริงอยาก
จะขึ้นบทความนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้  เพราะตัวรองเท้าเองก็ทำตลาดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
รวมถึงช่วงนี้ไม่มีคิวการรีวิวชนกับรองเท้ารุ่นอื่น  จริงๆ บทความนี้มันน่าจะเสร็จได้สักพักแล้ว  แต่น่าเสียดาย
ที่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา  พายุฝนโหมกระหน่ำกรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างหนักหน่วง  ตารางเวลา
สำหรับการลงสนามทดสอบรองเท้าที่วางเอาไว้  บ้างก็ต้องยกเลิก  บ้างก็พอจะลงสนามได้  แต่ก็เล่นได้
ไม่ปกติสุขสักและเต็มที่เท่าไหร่  รวมถึงอุปกรณ์ถ่ายภาพก็ต้องเก็บหนีละอองฝนบ้างอะไรบ้าง  สุดท้าย
แล้ว  บทความนี้ก็จำเป็นต้องขึ้นล่าช้ากว่าที่หวังเอาไว้  เพื่อให้ผมสามารถเก็บเวลาในการลงสนามทดสอบ
การใช้งาน รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro ได้ตามมาตรฐานที่วางเอาไว้  เอาเป็นว่าขอแอบบอก
ไว้นิดๆ แล้วกันครับว่า รองเท้ารุ่นนี้...เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคสมัยใหม่  ที่ได้ดึงเอาความ
สามารถในการเคลื่อนที่มารวมเอาไว้

   
   Details

   
   อาดิดาสได้สร้างสรรค์รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ adiPure 11Pro ออกมาในฐานะรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์เก๋า
สมัยใหม่  ที่ยังคงมีเอกลักษณ์ในเรื่องของการออกแบบที่เรียบง่าย  แต่ได้เพิ่มแนวเส้นสายเข้ามาเพื่อให้ดู
มี ความทันสมัยตามกระแสแฟชั่น  สำหรับเจเนอเรชั่นนี้ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 อย่างเป็นทางการของรองเท้า
ฟุตบอลตระกูล adiPure ที่ถือกำเนิดลืมตาดูโลกมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ค.ศ. 2008  

    adiPure 11Pro ถูกเปิดตัวพร้อมจำหน่ายทั่วโลกอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2012 ที่ผ่านมา
หลังจากได้ที่ปล่อยให้ adiPure IV มีอายุในการทำตลาดมาราวๆ 1 ปี กับอีก 3 เดือน  ตามปกติของสมัยนี้
ด้วยเฉดสีที่มีให้เลือกถึง 2 เฉดสี คือ ขาว-แดง และ ดำ-เขียว  ตามตำรับตำราเฉดสีพื้นฐานของรองเท้าฟุตบอล
ประเภทนี้  แม้ว่าการทำตลาดในช่วงแรกอาจจะดูไม่ครึกโครมมากมายนัก  แต่ตัวรองเท้าก็สามารถทำตลาด
ด้วยตัวของมันเองได้ดีพอสมควร  โดยเฉพาะรุ่นท็อปที่มีชื่อรุ่นเป็นชื่อเดียวกับซีรี่ย์ว่า adiPure 11Pro  ทั้งนี้
อาดิดาสยังเติมเต็มตลาดในระดับสูงสุดด้วยการผลิตรุ่น adiPure 11Pro SL ที่ถูกดีไซน์ออกมาภายใต้ราย-
ละเอียดและเฉดสีเฉพาะตัว  แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ  มีน้ำหนักเบา  และใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยมออกมาจำหน่าย
อีกด้วย

   
   ภาพลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอล adiPure 11Pro ที่แม้ภายนอกจะมีดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิม  แต่ยัง
ต้องยอมรับว่า  รองเท้าฟุตบอลโฉมใหม่โฉมนี้ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์แห่งความเก๋าและคลาสสิคอย่างบอกไม่ถูก
และมีหลายความคิดเห็นที่ระบุว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบภายนอกที่ลงตัวที่สุด
ในปีนี้ของอาดิดาสเลยก็ว่าได้  

 
   บรรดาพรีเซนเตอร์ดาวดังที่อาดิดาสดึงตัวมาเซ็นสัญญาเพื่อโปรโมทรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ adiPure 11Pro
นั้นอาจจะไม่มากมายเท่ากับซีรี่ย์ Predator® Lethal Zones และ adiZero F50 2012   แต่ก็ถือว่ามีชื่อชั้นเป็น
ระดับซุปเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอลเช่นกัน  เช่นดาวเตะ 2 ตัวหลักของทีมชาติเยอรมันนี  และสโมสร
บาเยิร์น มิวนิค อย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ และ ฟิลิปป์ ลาห์ม  โดยเฉพาะในรายแรกที่ถือเป็น
พรีเซนเตอร์หมายเลขหนึ่งของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ด้วยความสามารถในเรื่องของทักษะความสามารถ
ชั้นเชิง  และการคุมเกมส์ในแดนกลางของเขา  สามารถที่จะบรรยายสรรพคุณและตัวตนของ adiPure 11Pro
ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ  ในขณะที่แบ็คจอมบุก  กัปตันทีมชาติเยอรมันนี  ก็มีความสามารถการเล่น
ที่เก๋า  ทักษะยอดเยี่ยม  แถมยังเติมเกมบุกทางริมเส้นได้อย่างเมามันส์เสียเหลือเกิน  นี่แหละนะคือข้อดีของ
น้ำหนักตัวรองเท้าที่น้อยลงกว่าเดิมนั่นเอง

   
   ซุปเปอร์สตาร์อีกหนึ่งคนที่มีบทบาทในตำแหน่งพรีเซนเตอร์ตัวหลักของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  มาอย่าง
ยาวนาน  จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกองกลางตัวเก่งทีมชาติอังกฤษ  จากสโมสรสิงโตน้ำเงินครามเชลซี
"แฟรงก์  แลมพาร์ด" นี่คือหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลก  กับสไตล์การเล่นแบบชั้นเชิงด้วยทักษะขั้นสูง
เหมาะสมกับตัวตนของรองเท้าฟุตบอล adiPure 11Pro อย่างไม่มีข้อสงสัย  ทั้งยังมีการจ่ายบอลและการ
ยิงประตูที่รุนแรง แม่นยำอีกด้วย

   
   อีกหนึ่งซุปเปอร์สตาร์ที่ก้าวเข้ามาสร้างสีสันต์ความตื่นตาตื่นใจให้กับรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro
คงจะหนีไม่พ้น "ซานติ คาร์ซอล่า" กองกลางทีมชาติสเปนชุดแชมป์โลก และแชมป์ยุโรป สมัยล่าสุด  จาก
สโมสรอาร์เซน่อล  กองกลางร่างเล็กคนนี้  ไม่ได้มีเพียงแค่ทักษะการเล่นขั้นสูงเท่านั้น  แต่ยังเปี่ยมไปด้วยความ
สามารถในการพาบอลไปกับเท้าที่แม่นยำ  การเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว  และยังปิดด้วยการยิงประตูที่รุนแรง  เขาถือ
เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกอยากลงสนามด้วยอาดิดาส adiPure 11Pro

   มองดูรายชื่อบรรดานักฟุตบอลอาชีพชื่อดัง  ที่สวมใส่อาดิดาส adiPure 11Pro ลงสนามแข่งขัน  ล้วนแล้ว
แต่มีรายชื่อของนักฟุตบอลเชิงสูงทั้งนั้นเลย  ซึ่งรวมถึง "คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ" และ "โยฮันน์  กูร์กคุฟฟ์"
สองกองกลางจอมเก๋าที่แฟนบอลทั่วโลกรู้จักหน้าค่าตากันเป็นอย่างดี  เพียงเท่านี้ก็น่าจะบ่งบอกถึงมนต์ขลัง
และความเก๋าของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro ที่ภายนอกมีดีไซน์ที่ทันสมัย  ได้อย่างเต็มเปี่ยม
แล้วล่ะครับ
   
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiPure 11Pro

   หลังจากที่ได้ทราบประวัติความเป็นมาของรองเท้ารุ่นนี้คร่าวๆ กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  น่าจะดีถ้าจะ
ทำความรู้จักและสัมผัส จับมือทักทาย กับ adiPure 11Pro ก่อนที่จะสวมใส่ลงสนาม  จะได้รู้กันว่ารองเท้า
ฟุตบอลรุ่นเก๋าคู่นี้มีข้อมูลทางเทคนิคตรงไหนเป็นไฮไลท์น่าสนใจบ้าง (ข้อความทั้งหมดต่อจากนี้ได้ถูก
นำเสนอในส่วนของบทความ "Hand On!" แล้ว หากท่านใดได้ติดตามอ่านไปเรียบร้อยแล้ว  ก็สามารถ
ข้ามไปยังหัวข้อถัดไปได้เลย)

  
   รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro ยังคงถูกบรรจุมาในกล่องกระดาษสีดำลายสามขีด  ซึ่งเป็น
เอกลักษณ์ของอาดิดาสที่เราๆ ท่านๆ ต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี  เมื่อเปิดฝากล่อง  ก็จะพบกับรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นเก๋าดีไซน์ทันสมัย  วางตัวนอนสลับหัวท้ายกัน  นอกเหนือจากตัวรองเท้าแล้ว  ก็ไม่มีของแถม
สิ่งอื่นใดบรรจุมาให้  ซึ่งก็คงจะถือเป็นเรื่องปกติของทางอาดิดาสแล้วล่ะ

   เมื่อได้หยิบจับเอาเจ้า adiPure 11Pro ขึ้นมาวางไว้บนมือ  สัมผัสแรกนอกเหนือจากน้ำหนักตัวที่อยู่ใน
พิกัดไม่หนักไม่เบาจนเกินไป  เพราะรองเท้าฟุตบอลคู่นี้มีน้ำหนักอยู่ที่ 232 กรัม  ก็ยังพบว่ารูปทรง
ของตัวรองเท้านั้นมีความเรียวยาว  โดยเฉพาะช่วงกลางที่จับถนัดสัมผัสกระชับมือ

   
   เริ่มต้นการสำรวจตรวจตรารองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro ในเรื่องของวัสดุหลักของหน้าผ้า
และตัวรองเท้า  หลายท่านอาจจะยังสับสนและเข้าใจผิดว่ารองเท้ารุ่นนี้ใช้หนังจิงโจ้แบบที่ผ่านมา   เพราะ
ในเจเนอเรชั่นนี้ อาดิดาสได้เปลี่ยนมาเลือกใช้หนังวัวกระทิง (Taurus Leather)  เพื่อคุณสมบัติในเรื่อง
ของน้ำหนักที่เบาลง  ในขณะที่ความทนทานยังเทียบเท่ากับหนังจิงโจ้ที่เคยใช้กับทั้ง 4 เจเนอเรชั่นแรกของ
รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้  แต่หนังรองเท้ารุ่นนี้จะไม่ค่อยฟูหรือนุ่มมากเท่าไหร่นัก  อารมณ์สัมผัสของ
หน้าผ้า  จะออกไปในทางหนักแน่นมากกว่า
(หนังจิงโจ้จะยังใช้กับรุ่น adiPure 11Pro SL เท่านั้น)

   เส้นสายตรงหัวรองเท้าซึ่งถูกดีไซน์ให้มีความพริ้วไหว  ถือเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ช่วยเสริมให้ภาพรวม
ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มีความทันสมัย  ไม่คลาสสิคจ๋าแบบทื่อๆ จนอาจจะดูตกสมัยนิยมจนเกินไป  ซึ่ง
ผิวหน้าสัมผัสของส่วนนี้จะเป็นวัสดุสากๆ  เพื่อเพิ่มสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของการสัมผัสกับลูกบอล
ได้บ้าง  โดยเส้นสายส่วนนี้จะมีเฉพาะ adiPure 11Pro ซึ่งเป็นรองเท้าระดับท็อปเพียงรุ่นเดียว

   
   ทั้งนี้ยังรวมถึงแนวด้ายเย็บบนตัวรองเท้าที่เดินแบบเส้นคู่  ตามแนวยาวของลำตัวรองเท้า  ดีไซน์ลงตัว
เข้ากับเส้นสายตรงหัวรองเท้า  โดยแนวด้ายเส้นคู่จะไม่ทำให้ผิวหน้าสัมผัสของรองเท้าเป็นลอนสูงขึ้นมา
มากนัก  เพื่อลดการรบกวนการสัมผัสระหว่างเท้ากับลูกฟุตบอล   

   ***เรียนตามตรงจากประสบการณ์ที่เคยสัมผัสกับรองเท้าฟุตบอลหนังวัวกระทิงของอาดิดาสมา  ตั้งแต่
ซีรี่ย์ adiPower Predator  จะพบว่าถ้าหนังที่เป็นสีดำ  จะไม่ค่อยมีความฟูหรือความนุ่มเทียบเท่ากับหนัง
ที่เป็นเฉดสีอื่นๆ  ซึ่งเป็นคำถามที่ยังคงสงสัยต่อไปว่าเกิดจากสาเหตุใด

  
   แถบลายสามขีด  เครื่องหมายทางการค้าอันเป็นเอกลักษณ์ของอาดิดาส  ที่บริเวณข้างเท้าด้านในและ
ข้างเท้าด้านนอกของรองเท้ารุ่นนี้  เป็นพื้นที่เปิดกว้างขนาดใหญ่  ตามแบบฉบับของรองเท้าประเภทนี้
ที่สำคัญ..พื้นที่บริเวณนี้จะไม่ใช่หน้าผ้าสัมผัสหนังแท้  จะเป็นการใช้วัสดุประเภทหนังสังเคราะห์ผสมกับ
วัสดุจำพวกเส้นใย  เพื่อช่วยให้ฟีลลิ่งการโอบกระชับกับเท้าเวลาสวมใส่นั้นทำได้ดีขึ้น  และบนหน้า
สัมผัสของแถมสามขีดก็มีเส้นสายที่ขรุขระ  เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการควบคุมลูกฟุตบอลให้ดีขึ้น

   แนวร้อยเชือกรองเท้ายังคงเป็นแบบแนวสมดุลตรงกลางหลังเท้าแบบไม่มีลิ้นปิดเชือก  และยังพบว่า
adiPure 11Pro คู่นี้มีรูร้อยเชือกรองเท้าคู่บนสุดที่สูงกว่ารองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาส  เผื่อเวลาที่ผู้ใช้
ต้องการผูกแนวร้อยเชือกให้มีความกระชับมากขึ้นกว่าปกติ  ก็จะได้สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ  ทั้งนี้
ยังพบว่าเชือกรองเท้าแบบมาตรฐานที่ติดตัวมาตั้งแต่แหล่งผลิต จะมีเส้นเชือกที่หนาและมีเนื้อผ้าที่แข็ง
กว่าเชือกรองเท้าของ adiZero F50 2012 และ Predator® Lethal Zones

  
   ส่วนด้านหลังรองเท้าเป็นเกราะกันกระแทกส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายแบบภายใน (Internal Heel Counter)
ดีไซน์เข้ารูปกับส่วนโค้งของส้นเท้า  โดยวัสดุหุ้มส้นด้านนอกก็เป็นหน้าผ้าหนังแท้  มีการเจาะรูขนาดใหญ่
เต็มไปหมด  แต่ก็เป็นแค่การดีไซน์เท่านั้น  ไม่ได้เจาะทะลุทั้งตัวรองเท้า  จึงอาจจะไม่ได้ช่วยเรื่องการระบาย
อากาศมากเท่าไหร่นัก  ด้านในเสริมด้วยวัสดุประเภทพลาสติกแข็ง  เพื่อช่วยล็อกข้อเท้าและลดแรงปะทะ
และยังพบว่าปลายหุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้  จะไม่สูงขึ้นไปมากจนถึงตอนกลางของเอ็นร้อยหวาย  มีผลดี
ในเรื่องของการสวมใส่ที่สบาย  และตัดปัญหาอาการกัดของรองเท้าตรงแนวเอ็นร้อยหวายให้หมดไป

  
   วัสดุหุ้มส้นด้านในของ adiPure 11Pro จะเป็นหน้าผ้าแบบหนังสังเคราะห์  ไม่มีการเคลือบเงา  ทำให้มี
สัมผัสที่ฝืด  สร้างแรงเสียดทานกับข้อเท้าของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี  จากที่สัมผัสจะรู้สึกว่าความนุ่มของ
หุ้มส้นนั้นอาจจะน้อยเกินไปหน่อย  โดยฟองน้ำจะถูกบรรจุแค่แนวขอบด้านบนของหุ้มส้นเท่านั้น  ต่ำลงไป
เพียงนิดเดียว  ก็จะสัมผัสได้ถึงวัสดุพลาสติดของแนวเกราะป้องกันส้นเท้า  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง
รองเท้าแล้ว  ก็คงต้องติดตามอ่านในส่วนของการรีวิวการทดสอบต่อไป  ว่าหุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้จะมี
การตอบสนองเกี่ยวกับความสบายตรงส่วนนี้มากน้อยเพียงใด

  
   มาต่อกันที่แผ่นรองพื้นด้านในซึ่งสามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้ จุดเด่นอยู่ที่ผิวหน้าสัมผัส
ซึ่งเป็นวัสดุแบบหน้าผ้าหนังกลับ  ให้สัมผัสสากๆ
  สามารถสร้างแรงเสียดทานกับฝ่าเท้าได้เป็นอย่างดี  
จะช่วยป้องกันอาการลื่นไถลเวลาที่ฝ่าเท้าเปียกเนื่องจากเหงื่อ  และด้านใต้ของแผ่นรองพื้นข้างซ้าย  จะมีช่อง
สำหรับสวมใส่อุปกรณ์จับความเร็วอัฉริยะ MiCoach Speed Cell ที่จะช่วยเพิ่มความสนุกในการออกกำลังกาย
ให้มากยิ่งขึ้น

   
   วัสดุที่อาดิดาสนำมาใช้ผลิตเป็นแผ่นรองพื้นรองเท้าด้านในนั้นเป็นโฟม EVA เป็นชิ้นเดียวทั้งแผ่น  ไม่มี
การเสริมวัสดุโฟม adiPrene
ซึ่งช่วยการรองรับแรงกระแทกแบบแผ่นรองพื้นของ Predator® Lethal Zones
ไว้ที่ด้านใต้แผ่น  และเห็นได้ว่าจะมีการเดินด้ายเย็บเส้นคู่ตลอดแนวขอบแผ่นรองพื้น  เพื่อเพิ่มเติมสีสันต์และ
เสริมความแข็งแรงทนทานในการใช้งาน

  
   ลักษณะอีกอย่างของแผ่นรองพื้นที่ติดตัวรองเท้าอาดิดาส adiPure 11Pro คือจะเป็นแผ่นรองพื้นที่
ไม่ค่อยหนามากนัก  เนื้อโฟมถือว่าอัดตัวหนาแน่นกว่าแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่ได้เคยสัมผัส
มา  เมื่อลองใช้แรงกดด้วยนิ้วมือ  พบว่าเนื้อโฟมจะไม่ค่อยยุบเมื่อกดและขยายตัวเมื่อปล่อยมากนัก
   
  
   มาปิดท้ายด้วยชุดพื้นและรูปแบบแนววางปุ่ม FG ของ adiPure 11Pro ที่อาดิดาสเปลี่ยนแปลงจาก
เดิมแบบยกชุด  ให้มีรูปแบบเดียวกันกับรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ที่ทำตลาดในปัจจุบันของอาดิดาส  สังเกตได้
ชัดเจนคือชุดปุ่มส่วนหน้าที่มีปุ่มจำนวน 7 ปุ่ม  แบ่งเป็นปุ่มตามแนวขอบรองเท้า  หน้า กลางและหลัง  
แบ่งหน้าที่การทำงานเกี่ยวกับการรับแรงกดที่เหมาะสม  และจะมีปุ่ม 1 ปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า  ซึ่งมีหน้าที่
สำคัญในการช่วยกระจายแรงกดในจังหวะการปรับเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่นั่นเอง  

    สำหรับรูปแบบปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้ซีรี่ย์นี้  จะเป็นปุ่มกลมทั้งหมด  เพื่อให้ศักยภาพในเรื่องของสมดุล
การยึดเกาะกับพื้นสนาม  ให้การยืนพื้นที่สบายเท้า  แต่แบบฉบับของรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิค
แตกต่างจากปุ่มของทั้ง adiZero F50 2012 และ Predator® Lethal Zones ซึ่งเป็นปุ่มแบบสามเหลี่ยม  
ที่ให้ศักยภาพในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากกว่า  แต่จะด้อยในเรื่องของความสบายในการยืนพื้นสนาม

   
   ชุดปุ่ม FG ส่วนหลังเป็นปุ่มกลมจำนวน 4 ปุ่ม  โดนคู่ปุ่มหลังสุดจะมีขนาดปุ่มที่ใหญ่กว่า  เพื่อรองรับ
แรงกดจากน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่  

   จากที่สังเกตชุดปุ่มคู่กลางส่วนหน้า   พอจะบอกได้ว่าปุ่มรองเท้าของ adiPure 11Pro จะไม่ใช่แค่การ
ติดกาวระหว่างปลายปุ่มกับโคนปุ่ม
  แต่จะเป็นการฉีดขึ้นรูปปุ่มให้มีแกนกลาง  ฝังเข้าไปยังโคนปุ่ม
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดพื้น  เพื่อความทนทานแข็งแรง  ในส่วนของชุดพื้นทั้งแผงผลิตจากพลาสติก
TPU
ฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ภายใต้เทคโนโลยี Sprint Frame อันเลื่องชื่อของอาดิดาส
ที่ปัจจุบันใช้กับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของอาดิดาสทุกรุ่น  เพื่อช่วยการลดน้ำหนักตัวของรองเท้า
มีความยืดหยุ่นและการดีดตัวที่เหมาะสม  เพิ่มศักยภาพการสปริงของฝ่าเท้า  และยังมีความแข็งแรง
ทนทานในระดับที่น่าพอใจอีกด้วย

   Feeling

   
   มาเริ่มต้นส่วนของการทดสอบรองเท้าด้วยการแนะนำสำหรับการเลือกไซด์รองเท้าของอาดิดาส adiPure 11Pro
กันก่อนดีกว่า  อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ารองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่น  แม้จะอยู่ในสังกัดยี่ห้อเดียวกัน  แปะป้าย
บอกขนาดไซด์รองเท้าขนาดเดียวกัน  แต่พอเอามาใส่เข้าจริงๆ แล้วกลับพบว่าขนาดไซด์จริงของรองเท้านั้น
ไม่ตรงกัน  หรือที่เรียกกันว่า ตรงไซด์ , โอเวอร์ไซด์ หรือ อันเดอร์ไซด์ นั่นเอง  ดังนั้นผมจึงจำเป็นต้องมา
แนะนำการเลือกไซด์รองเท้าให้เหมาะสม  โดยยึดถือการเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่เคยได้
รีวิวทดสอบการนั่นเอง

   9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm คือขนาดไซด์จากป้ายของ adiPure 11Pro เฉดสีประจำการ
แข่งขันยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกส์ 2012/13 คู่ที่ผมกำลังสวมใส่เพื่อที่จะทดสอบอยู่นี้  หากดูด้วยตา  จะพอสังเกตุ
ได้ว่ารูปร่างรูปทรงของรองเท้ารุ่นนี้  ค่อนข้างจะมีรูปทรงที่เรียวยาว  ด้านกว้างไม่กว้างนัก  แต่ที่น่าสนใจ
ก็คือตัวรองเท้าจะมีทรงสูงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เวลาที่จะสวมใส่เท้าเข้าไปในรองเท้านั้นทำได้อย่าง
ง่ายดาย  ไม่จำเป็นต้องคลายแนวร้อยเชือกให้หลวมมากนัก  

     
   เมื่อสวมใส่ adiPure 11Pro พร้อมกับกระชับแนวร้อยเชือกและผูกปมเชือกด้วยความแน่นในระดับปกติ
ตามที่คาดไว้ไม่มีผิดเลยครับ  ก็คือพื้นที่บริเวณหัวรองเท้าจะเหลือประมาณครึ่งหัวแม่มือกดลงไป  ชัดเจนว่า
ขนาดความยาวของรองเท้าฟุตบอลของอาดิดาสนั้นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็น Predator® Lethal Zones
และ adiZero F50 2012 รวมถึง adiPure 11Pro คู่นี้ที่กำลังสวมใส่อยู่  สรุปได้ว่าจะมีการโอเวอร์ในด้านยาว
ประมาณ 0.3-0.5 เซ็นติเมตร
ในขณะที่ผมสามารถใส่รองเท้าฟุตบอลจากไนกี้ ไซด์ 27.5 cm เหมือนกันนี้
ได้อย่างพอดิบพอดีแทบจะทุกรุ่นเลยก็ว่าได้  

   
   ในเรื่องของความกระชับตามด้านกว้าง ของรองเท้าฟุตบอลจากอาดิดาสคู่นี้  ทำได้ค่อนข้างดีพอสมควร
โดยพื้นที่บริเวณแนวสามขีด  ทั้งข้างเท้าด้านในและด้านนอก  ซึ่งใช้วัสดุที่ทำจากหนังสังเคราะห์ผสมกับพวก
เส้นใย  สามารถโอบกระชับกับข้างเท้าได้เป็นอย่างดี  ส่วนรูปทรงรองเท้าที่เป็นทรงสูง  ส่งผลให้ตรง
หลังเท้าของผมไม่ถูกบีบกดด้วยตัวรองเท้าจนอึดอัดมากนัก (คนที่เคยใส่ Predator® X มาก่อน น่าจะรู้ดีว่า
การถูกบีบกดตรงหลังเท้าจนปวดหน้าเขียวหน้าแดงมันเป็นอย่างไร) ฟีลลิ่งกำลังดี   และยังส่งผลดีต่อรูปทรง
รองเท้าเมื่อสวมใส่  สามารถเข้ารูปกับลักษณะเท้าของผู้สวมใส่ได้อย่างหลากหลาย  ใส่แล้วสวยงาม
และดูดี

   
   เรื่องของฟีลลิ่งตรงหุ้มส้นด้านในและเกราะป้องกันเอ็นร้อยหวาย  โดยภาพรวมแล้วอาดิดาส adiPure 11Pro
ให้ฟีลลิ่งได้ในระดับกลางๆ  กล่าวคือ  ไม่แน่นกระชับอะไรมากมายนัก  แต่ก็ไม่ได้อึดอัดหรือมีแนวโน้มว่า
จะมีอาการกัดส้นเท้าของผมแต่อย่างใด  อาจจะเพราะวัสดุหุ้มส้นด้านในที่เป็นหน้าผ้าแบบหนังสังเคราะห์
ยัดฟองน้ำเอาไว้ไม่มาก และไม่ฟูจนถึงขั้นโอบกระชับเข้ารูปกับข้อเท้าจนสมบูรณ์แบบแบบพวกหุ้นส้นหน้าผ้า
กำมะหยี่

   นอกเหนือจากเรื่องของฟีลลิ่งการสวมใส่  มีอีกเรื่องนึงที่อยากจะขอลงความเห็นเอาไว้  ก็คือเชือกรองเท้า
แบบมาตรฐานที่ได้มา  เนื้อผ้าของเชือกค่อนข้างแข็ง  ทำให้การผูกปมเชือไม่ค่อยแน่นมากนัก  และยังรู้สึก
ว่าเชือกค่อนข้างสั้นไปนิดนึงด้วย  ถ้าจะให้ดีอยากให้เอาเชือกรองเท้าแบบเดียวกับ Predator® Lethal Zones
และ adiZero F50 2012 ที่ปลายเชือกจะฟูๆ นิ่มๆ ผูกปมได้แน่นหนา  มาใช้น่าจะดีกว่านี้นะ 

   สรุปคำแนะนำสำหรับการเลือกขนาดไซด์ของอาดิดาส adiPure 11Pro ซึ่งผมยืนยัน นั่งยัน นอนยัน
ได้เลยว่า โอเวอร์ในด้านยาวประมาณ 0.3-0.5 เซ็นติเมตร ถ้าใครใช้รองเท้าฟุตบอลอาดิดาสอยู่แล้ว
ก็เลือกซื้อขนาดไซด์เดิมได้เลย  ส่วนเรื่องของรูปทรงรองเท้าที่หากกะเกณฑ์ด้วยสายตาแล้วจะดูเรียวยาว
เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ใช่ปัจจัยสำหรับการเลือกไซด์รองเท้ารุ่นนี้สักเท่าไหร่  เพราะตัวรองเท้าสามารถเข้ารูป
กับลักษณะเท้าของผู้สวมใส่ได้ค่อนข้างหลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีหน้าเท้ากว้างและหน้าเท้าแคบก็ตาม  

   Testing  

   เอาล่ะครับ ได้เวลามาเริ่มบททดสอบรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro แบบใส่จริงเตะจริงตามแบบ
ฉบับเฉพาะของ SiamBoots ที่จะทดสอบในหัวข้อต่างๆ พร้อมให้คะแนน  เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบได้ง่าย
รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมา  อะไรดีก็ว่าดี  ส่วนไหนที่ด้อยก็บอกกันไปตรงๆ  เพื่อหวัง
เอาไว้ให้เป็นประโยชน์และเป็นข้อมูลสำหรับผู้อ่านทุกท่านให้มากที่สุด  

   ความสบายในการสวมใส่

   
   หลังจากที่ได้สวมใส่รองเท้าพร้อมกับกระชับแนวร้อยเชือกและผูกปมเชือกให้แน่นแบบปกติที่พึงกระทำแล้ว
ก็ลงวอร์มร่ายกาย  เคลื่อนที่บนพื้นสนามหญ้าเทียม Winning 7 สนามเดิมที่คุ้นเคย  สิ่งแรกที่รู้สึกได้ก็คือ
เรื่องของความสบายในการสวมใส่ ของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม  โดยเฉพาะส่วนหลังเท้า
ที่ตัวรองเท้านั้นเป็นแบบทรงสูง  ทำให้หลังเท้าไม่โดนบีบกดจนรู้สึกปวด
 ส่วนตามแนวด้านข้าง
แรกๆ ก็พอจะรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง  แต่พอใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง  ความกระชับกลับเข้าที่เข้าทางในระดับ
ที่กำลังดี  ไม่แน่นและไม่หลวมจนเกินไป  

   
   ในจังหวะการเคลื่อนที่   แรกๆ ที่ใช้งานอาจจะมีอาการเมื่อยฝ่าเท้าอยู่บ้าง  แต่ไม่นานอาการนี้ก็จะหายไป
จนหมด  ยังรวมถึงเรื่องของการระบายความร้อนจากการใช้งานในสนามฟุตบอลหญ้าเทียม  ซึ่งทำได้ตาม
มาตรฐานที่สูงจนน่าพอใจ  ตัวรองเท้าแทบจะไม่กักเก็บความร้อนเอาไว้เลย

   โดยภาพรวมแล้ว adiPure 11Pro คู่นี้มีจุดเด่นในเรื่องของความสบายในการสวมใส่เป็นอย่างมาก
ตัวรองเท้าไม่บีบจนเกินไป  โดยเฉพาะบริเวณหลังเท้าที่เป็นอะไรที่สวมใส่ได้สบายมาก ที่สำคัญ
ยังสามารถเข้ารูปกับลักษณะเท้าของผู้สวมใส่ได้ค่อนข้างหลากหลายแรกๆ อาจจะมีอาการเมื่อยฝ่าเท้าอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวเดียวก็เริ่มหายไปแล้ว  ทั้งนี้ยังรวมถึงประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้สามารถ
ทำได้ดี  สรุปแล้วคงต้องยอมรับว่า adiPure 11Pro เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ให้ความสบายในการสวมใส่ได้ดีกว่า
ทั้ง Predator® Lethal Zones และ adiZero F50 2012  และยังรวมถึงซีรี่ย์คู่แข่งโดยตรงอย่าง ไนกี้
Tiempo Legend IV
ที่ทางอาดิดาส adiPure 11Pro คู่นี้  ทำได้ดีกว่าอีกด้วย
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 9/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   เมื่อวอร์มร่างกายได้ที่แล้ว  ก็ได้เวลาลงสนามแบบจริงจัง  ใส่แบบเต็มที่โดยมี adiPure 11Pro เป็นอาวุธ
คู่เท้า  ในส่วนนี้จะเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของระบบรองรับแรงกระแทกว่ามีดีมากน้อยแค่ไหน
จะเป็นอย่างไรเมื่อแผ่นรองพื้นด้านในของรองเท้ารุ่นนี้  มาในแบบที่แตกต่างจากแผ่นรองพื้นของรองเท้า
อีก 2 ซีรี่ย์ที่อาดิดาสทำตลาดควบคู่กันอยู่...อย่างชัดเจน   

   พอได้ลองเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ฟีลลิ่งที่ได้จากชุดแผ่นรองพื้นของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ทำได้ดีกว่าที่ผม
คาดคิดไว้  ที่ผมคาดคิดเอาไว้คืออะไรน่ะเหรอครับ !?  ก็คิดเอาไว้ว่าระบบการรองรับแรงกระแทกของ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้น่าจะแย่กว่า Predator® Lethal Zones น่ะสิ  สาเหตุที่ทำให้ผมคาดการณ์เอาไว้เช่นนี้
ก็คือแผ่นรองพื้นของ adiPure 11Pro นั้นไม่มีการเสริมแนวโฟม adiPrene ซึ่งเป็นวัสดุสำหรับช่วยผ่อนแรง
กระแทกจากการเคลื่อนที่เอาไว้น่ะสิ

   
   แต่พอเอาเข้าจริง  ผลลัพธ์ที่ออกมาทำให้รู้ว่าแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้สามารถตอบสนองเกี่ยวกับ
การรองรับแรงกระแทกได้ดีไม่แพ้แผ่นรองพื้นของ Predator® Lethal Zones เลย  เรียกได้ว่าเกินคาด
มานิดนึง  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ารายละเอียดเนื้อโฟมของแผ่นรองพื้นของ adiPure 11Pro นั้น
เป็นเนื้อโฟมที่ค่อนข้างหนาและแน่น  แม้ว่าเนื้อโฟมจะไม่พองฟูเหมือนแผ่นรองพื้นของไนกี้ CTR 360
Maestri III
ก็ตาม  แต่ถ้าลองออกแรงกดด้วยนิ้วมือ  เนื้อโฟมจะยุบตัวลงไปได้ในระดับหนึ่งและคืนตัว
ออกมาแบบเดิม  จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกของแผ่นรองพื้นชุดนี้
ทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ

   ติดแค่ว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นท็อปยุคใหม่ๆ ของอาดิดาส  ที่ใช้ชุดพื้นนอกแบบ Sprintframe ที่พอถอด
แผ่นรองพื้นด้านในออก  ก็จะเจอโครงชุดพื้นนอกที่เป็นพลาสติกแข็งๆ โดยตรง  เป็นผลทำให้ฟีลลิ่งการ
รองรับแรงกระแทกของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสสมัยใหม่ดูจะแข็งทื่อมากเกินไปนิดนึง เพราะประสิทธิ-
ภาพการรองรับแรงกระแทกทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับแผ่นรองพื้นเพียงอย่างเดียวนั่นเอง

   สรุปโดยภาพรวม  ชุดแผ่นรองพื้นและระบบการรองรับแรงกระแทกของรองเท้าฟุตบอล adiPure 11Pro
คู่นี้  ยังมีประสิทธิภาพที่เป็นรองไนกี้ Tiempo Legend IV ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรง  แต่ทำได้ดีกว่าโฉมเก่า
อย่าง adiPure IV อยู่บ้างเล็กน้อย 

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 7/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   มาที่เรื่องของการเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  จากจังหวะการสปรินซ์ออกตัวเต็มสปีด  ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่แปลกใหม่สำหรับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ประเด็นแรกเลยก็คือน้ำหนักตัวของรองเท้าที่เบาขึ้นกว่าโฉมเก่า
เป็นอย่างมาก  จากน้ำหนัก 278 กรัม ถูกลดลงให้เหลือเพียง 232 กรัม  ผนวกกับชุดพื้นแบบ Sprintframe
ที่ให้สปริงฝ่าเท่าได้ดีกว่าชุดพื้นแบบเก่าที่แข็งๆ หนาๆ ทื่อๆ  ส่งผมให้รองเท้าฟุตบอลคู่นี้เป็นรองเท้าที่ให้
ความสามารถในการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก  

   การยึดเกาะพื้นสนามอาจจะไม่ได้หนักแน่นอะไรมากนัก  เพราะปุ่มอยู่ในระดับกลางถึงสั้น  ซึ่ง
ถือเป็นเรื่องปกติของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสสมัยนี้  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลปุ่ม FG คู่นี้พอจะใช้งานใน
สนามฟุตบอลหญ้าเทียมได้อย่างเหมาะสมเหมือนกัน  

   
   แต่รูปแบบปุ่ม FG ของรองเท้าคู่นี้  ซึ่งเป็นปุ่มกลมแบบเดียวกันทั้งหมด  ไม่ใช่ปุ่มสามเหลี่ยมที่ช่วยเอื้อ
ต่อการส่งสปีดในจังหวะการวิ่งสักเท่าไหร่  ดังนั้นจุดเด่นของชุดปุ่ม FG ของอาดิดาส adiPure 11Pro
จะอยู่ที่ความสมดุลในการกระจายแรงมากกว่า  ดังนั้นการเคลื่อนที่ที่เหมาะสมของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้
จะไม่ได้เน้นการติดสปีดวิ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง  แต่จะเหมาะสมต่อการเคลื่อนที่แบบรอบ
ทิศทาง
  โดยเฉพาะปุ่มขนาดใหญ่คู่กลาง  ที่อยู่บริเวณชุดพื้นส่วนหน้า  จะเป็นคู่ปุ่มที่รับน้ำหนักตัว
ของผู้สวมใส่  เมื่อเกิดการเปลี่ยนทิศทางซ้าย-ขวา  ด้วยความที่เป็นปุ่มกลม  จึงทำให้เป็นจุดหมุนสำหรับ
การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ได้อย่างดีเยี่ยม

   เกี่ยวกับเรื่องของการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  หลังจากที่ผมได้ทดสอบการใช้งานมาแล้ว  ต้องบอก
เลยว่า  อาดิดาส adiPure 11Pro คู่นี้  ให้การเคลื่อนที่ที่ฉับไวมากขึ้น  เมื่อเทียบกับเจเนอเรชั่นที่
แล้ว
  โดยประสิทธิภาพการยึดเกาะกับพื้นสนามและการเคลื่อนที่  จะให้การตอบสนองเกี่ยวกับการ
เคลื่อนที่แบบอิสระรอบทิศทาง
  การเคลื่อนที่ซ้ายทีขวาที  รอบด้านครบ 360 องศา  และยังให้
สมดุลการกระจายแรงกดจากน้ำหนักตัวและการกลับตัวที่ดีเยี่ยม  ไปๆ มาๆ แล้ว ผมกลับชอบ
ความอิสระในการเคลื่อนที่ที่ของรองเท้ารุ่นนี้มากกว่าไนกี้ Tiempo Legend IV เสียด้วยซ้ำ

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 8/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   มาต่อกันด้วยเรื่องของการทดสอบ้ ฟีลลิ่ง  ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน ของรองเท้า
ฟุึตบอลที่ผมเพิ่งจะลงความเห็นว่าเป็นหนึ่งในรองเท้าที่ให้การสวมใส่ที่สบายที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้
ซึ่งแม้ว่าดูเผินๆ แล้ว 2 หัวข้อนี้อาจจะมีคะแนนที่สวมทางตรงกันข้ามก็ตาม  แต่เอาเข้าจริง  อาดิดาส
ได้ทำให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นเก๋าคู่นี้มีประสิทธิภาพในการโอบกระชับตอนกลางของเท้าได้ดีมาก
ด้วยการออกแบบให้วัสดุคาดกลางตัวรองเท้าที่เป็นแถบสามขีดนั้นทำมาจากหนังสังเคราะห์  จึงให้
ฟีลลิ่งการโอบรับกระชับได้ดีในระดับที่น่าพอใจ   เมื่อเทียบกับความสบายในการสวมใส่ที่มีมาให้อย่าง
เกินพิกัด

   แต่ส่วนที่ดูจะไม่ถูกใจผมสักเท่าไหร่นัก  ก็คือส่วนหุ้มส้นข้อเท้า  ที่ใช้วัสดุผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์
ผิวเรียบๆ  แถมฟองน้ำที่ถูกใส่เอาไว้ก็น้อยเกินไป ทำให้การหุ้มส้นนั้นทำได้ไม่เต็มที่สม่ำเสมอมากนัก
บางส่วนก็มีช่องว่าง  บางส่วนก็ให้สัมผัสที่แข็งจนเกินไป  มีผลบ้างต่อการสร้างความมั่นใจใน
จังหวะที่ต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง  แต่ด้วยหุ้มส้นและเกราะป้องกันทรงต่ำ  ทำให้พอจะช่วยขจัด
ปัญหาการกัดบริเวณส้นเท้าออกไปได้จนเกือบหมด

   ปิดท้ายกันที่ผิวสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านใน  แม้ว่าผิวหน้าสัมผัสจะปูด้วยวัสดุผ้ากำมะหยี่  ที่สัมผัส
แล้วดูสากๆ มีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ดี  แต่พอใช้งานจริง  จะเกิดการลื่นไถลภายในรองเท้าอยู่ดี
โดยเฉพาะลักษณะรองเท้าของอาดิดาสที่จะเหลือพื้นที่ตามด้านยาวอยู่นิดๆ  และจะเห็นผลชัดเจนสำหรับ
ผู้ที่สวมใส่ถุงเท้าใหม่แกะห่อ ยังไม่ได้ซัก  ที่มีหน้าผ้าลื่นๆ อยู่แล้ว  ก็ยิ่งไปกันใหญ่  อาจจะพอแก้ปัญหา
อาการลื่นไถลได้ด้วยการเลือกใช้ถุงเท้าที่เนื้อผ้าเป็นขุยๆ หนาๆ   แต่นั่นก็ถือเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ประสิทธิภาพของตัวรองเท้าฟุตบอลโดยตรงอยู่ดี

  ดังนั้นคงต้องยอมรับว่ารองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro นั้นมีดีในเรื่องของการโอบกระชับ
ตอนกลางตามขวางของเท้าได้ดีมาก
  ดีกว่าคู่แข่งโดยตรงอย่าง Tiempo Legend IV อยู่เล็กน้อย
และแน่นอนว่าดีกว่า แกรนด์สปอร์ต Copa X-Treme II รองเท้าฟุตบอลทรงอ้วนด้วย  แต่สุดท้ายแล้ว
adiPure 11Pro ก็ยังตกม้าตายในเรื่องของหุ้มส้นที่ไม่กระชับ และเกิดช่องว่าง  รวมถึงผิวหน้าแผ่นรองพื้น
ที่ยังแก้ปัญหาอาการลื่นไถลให้หมดไปไม่ได้  อย่างไรก็ตาม...เมื่อหักลบกลบหนี้  ผมก็ยังขอลงคะแนน
ในหัวข้อนี้ให้กับรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้อยู่ที่ 7/10  ซึ่งแปลว่า  ฟีลลิ่ง  ความกระชับและความมั่นใจเมื่อ
ใช้งาน
ของรองเท้าฟุตบอลจากอาดิดาสรุ่นนี้  มีดีพอๆ กันกับ Tiempo Legend IV และทำได้ดีกว่า
Copa X-Treme II นั่นเอง
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 7/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   มาต่อกันที่ความสามารถการสัมผัสและการควบคุมลูกฟุตบอล  ซึ่งถือเป็นความสามารถพื้นฐานของ
รองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคที่ควรจะต้องทำได้ดี  ดังนั้นประเด็นนี้จึงถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็น
อย่างมาก  สำหรับการทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส รุ่น adiPure 11Pro

   เรื่องแรกที่จะพูดถึงคือการสัมผัสบอลด้วยพื้นที่ด้านหน้า  คงต้องเรียนตามตรงเลยว่าวัสดุหน้าผ้าซึ่งทำ
จากหนังวัวกระทิงของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้มันไม่ได้มีความหนานุ่มมากมายเท่าไหร่นัก ฟีลลิ่งการสัมผัส
บอลจะแตกต่างจากไนกี้ Tiempo Legend IV อย่างสิ้นเชิง  ใครที่ชอบหน้าผ้าหนังแบบฟูๆ นุ่มๆ จะหาไม่ได้
จากรองเท้าฟุตบอลคู่ที่ผมกำลังทดสอบอยู่นี้  การจับการสัมผัสบอลแรกของ adiPure 11Pro จะให้อารมณ์
การสัมผัสที่เต็มเท้า  แต่ไม่นุ่มเท้า
  ดังนั้นใครที่พอจะมีทักษะการจับบอลแรกที่ดีอยู่แล้ว  ทั้ง adiPure 11Pro
และ Tiempo Legend IV จะให้ผลลัพธ์การจับบอลแรกที่ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่  แต่ถ้าผู้เล่นคนใดที่ยัง
จับบอลแรกได้ไม่ดีนัก  รองเท้าฟุตบอลพันธุ์เก๋าจากทางฝั่งไนกี้  จะช่วยเหลือคุณได้ดีกว่าพอสมควรเลย
ทีเดียว

   ***สิ่งที่ผมรู้สึกได้เกี่ยวกับความนุ่มของหนัง  คือเมื่อใช้งานครั้งแรก  หนังของรองเท้าจะยังแข็งๆ ด้านๆ
แต่พอผ่านการใช้งานไปสักประมาณ 3-4 ครั้ง  หนังจะมีความนุ่มและฟูขึ้นกว่าตอนแรกอีกพอสมควร  จน
พอจะรู้สึกถึงความแตกต่างได้

   อาจจะมีคำถามเพิ่มเติมมาว่าแนวเส้นสายตรงหัวรองเท้า  ที่มีผิวสัมผัสสากๆ นั้นมีประโยชน์ช่วยเหลือใน
การสัมผัสบอลหรือไม่ อย่างไร  หลังจากที่ผมได้ทดสอบสวมใส่ลงสนามมามากพอสมควร  บอกได้เลยว่า
แนวเส้นสายตรงนั้น  ไม่ได้ช่วยเหลือเกี่ยวกับการสัมผัสหรือควบคุมบอลเท่าไหร่นัก   หลักๆ ก็คงจะเพื่อ
ความสวยงามเท่านั้นแหละนะ

   
   การรับและส่งบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในเป็นอะไรที่แตกต่างไปจากที่รองเท้าฟุตบอลประเภทนี้
ควรจะเป็น  กล่าวคือ  เวลาที่ได้แปรส่งบอลไปให้เพื่อนร่วมทีมด้วยข้างเท้าด้านใน  พื้นที่ของรองเท้าที่จะ
สัมผัสกับลูกฟุตบอลนั้นจะเป็นบริเวณแถบสามขีด  ซึ่งเป็นวัสดุประเภทหนังสังเคราะห์ที่มีการเคลือบผิว
ทำให้การสัมผัสบอลนั้นไม่มีความนุ่มเลยแม้แต่น้อย  ประมาณว่า Pass Zone ของ Predator® Lethal Zones
นั้นให้การแปรบอลที่นุ่มเท้าและควบคุมทิศทางได้ง่ายกว่าเยอะ  

   ก็คงต้องยอมรับการประสิทธิภาพการแปรบอลด้วยข้างเท้าด้านในของอาดิาส adiPure 11Pro นั้นจะ
ให้อารมณ์แข็งๆ  การควบคุมทิศทางจะยากกว่าชาวบ้านเขาพอสมควร เรียกได้ถ้าเป็นคนที่แปรบอลแม่นๆ
ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร  แต่ถ้าแปรแม่นบ้างไม่แม่นบ้าง  รองเท้ารุ่นนี้จะยากต่อการพยายามควบคุม
ทิศทางการแปรบอลพอสมควร
  

   สรุปเบ็ดเสร็จแล้ว  รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro คู่นี้นั้น  ไม่ได้มีประสิทธิภาพในเรื่องของ
การสัมผัสและการควบคุมลูกฟุตบอลแบบที่รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิคควรจะเป็น  สาเหตุหลัก
ก็คงจะเป็นหน้าผ้าหนังวัวกระทิงที่ไม่ฟูไม่นุ่มสักเท่าไหร่  ในขณะที่พื้นที่แปรบอลและสัมผัสบอลบริเวณ
ข้างเท้านด้านใน  จุดที่จะต้องสัมผัสลูกฟุตบอลก็ดันเป็นหนังสังเคราะห์แข็งๆ เสียนี่   ในขณะที่คู่แข่ง
รายสำคัญอย่างไนกี้ Tiempo Legend IV นั้นเป็นหน้าผ้าหนังจิงโจ้นุ่มๆ  ให้การแปรบอลแต่ละครั้งทำได้
นุ่มเท้ากว่า  การควบคุมทิศทางทำได้ง่ายกว่า  นี่ยังรวมถึงพื้นที่ข้างเท้าด้านในของแกรนด์สปอร์ต Copa
X-Treme II
ก็ยังมีความนุ่มและหนักแน่นกว่าเสียด้วยซ้ำ

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 7/10


   การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   การรีวิวทดสอบการใช้งานจริงในครั้งนี้  ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าเวลาที่ลงสนามแข่งขันด้วยอาดิดาส adiPure 11Pro
กลับจะชื่นชอบการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  แม้จะไม่ได้ไปด้วยความเร็วแบบพวกรองเท้าสายพันธุ์สปีด  แต่
จะเป็นการพาบอลไปเรื่อยๆ  เลี้ยงบอลติดเท้า  เคลื่อนที่แบบซ้ายทีขวาที  มากกว่าปกติวิสัยเมื่อเทียบกับ
สไตล์การเล่นของตัวผมเอง  ที่จะถนัดการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมมากกว่า

   โดยเฉพาะการเลี้ยงแตะบอลด้วยหลังเท้านั้นถือว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ทำได้ดีเกินคาด  อารมณ์ฟีลลิ่ง
การสัมผัสแม้จะไม่นุ่มเท้า  แต่ adiPure 11Pro มีดีในเรื่องของการแตะบอลที่เต็มเท้าเป็นอย่างมาก  ขณะที่
หน้าผ้าหนังวัวแท้ก็ยังมีประโยชน์ในเรื่องของการกะเกณฑ์น้ำหนักการเลี้ยงบอลที่หนักแน่น  ง่ายดายต่อการ
ควบคุมระยะ  สามารถทำให้การเลี้ยงบอลด้วยหลังเท้า หรือพื้นที่ส่วนหน้าของรองเท้านั้นทำได้อย่างเชื่องเท้า
และมีประสิทธิภาพ  ยังรวมถึงลักษณะโครงสร้างของตัวรองเท้า  ที่มีการโค้งเว้าเข้ากับความกลมของลูกบอล
ได้ดีในระดับที่น่าพอใจ  แม้ว่าลักษณะแนวด้ายเย็บจะไม่ใช่แบบแนวขวางเพื่อบังคับรอยยับของตัวรองเท้า
ก็ตาม  ทั้งนี้ อาดิดาส adiPure 11Pro ยังมีความได้เปรียบในเรื่องของการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ด้วยน้ำหนัก
ตัวรองเท้าที่อยู่ในพิกัดเบา  ภาพลักษณ์ของรองเท้าที่ออกมาจึงเป็นการเชื้อเชิญให้ผู้ใช้งานรองเท้ารุ่นนี้จัดการ
เลี้ยงพาบอลจู่โจมคู่แข่งมากขึ้นกว่าที่รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิครุ่นอื่นๆ จะทำได้

   
   อย่างไรก็ตาม  การเลี้ยงบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในนั้นถือเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ดีเท่ากับรองเท้าของ
คู่แข่งเลย  เนื่องจากพื้นที่สัมผัสแตะบอลบริเวณนี้ไม่เปิดกว้างสักเท่าไหร่  และพื้นที่แนวแถบสามขีด
ยังเป็นวัสดุหนังสังเคราะห์แบบแข็งๆ หนาๆ อีกด้วย ดังนั้นการเลี้ยงแตะบอลด้วยข้างเท้าด้านในจึงจำเป็น
ต้องอาศัยการปรับตัว  ทั้งในเรื่องของการบังคับทิศทาง  และการควบคุมน้ำหนัก

   สรุปได้ว่าจุดเด่นของการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro นั้นจะมี
เฉพาะการแตะเลี้ยงบอลด้วยพื้นที่บริเวณหัวรองเท้าและหลังเท้าเท่านั้น  เนื่องจากวัสดุหน้าผ้าแบบหนังวัว
กระทิงช่วยทำให้การสัมผัสบอลนั้นทำได้อย่างเต็มเท้า  การควบคุมน้ำหนักและระยะทำได้อย่างดีเยี่ยม  ผนวก
รวมกับรูปแบบแนววางปุ่มเฉพาะตัวของรองเท้ารุ่นนี้  ที่ให้ความสมดุลในการลงน้ำหนักและการเปลี่ยนทิศทาง
การเคลื่อนที่รอบตัว  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro เหมาะกับสไตล์การเลี้ยงพาบอลไป
กับเท้าแบบแม่นยำ  การเปลี่ยนทิศทางทั้งเลี่ยงซ้ายหลบขวา  สามารถทำได้ดี  และยังไม่ใช่แค่การเลี้ยงพา
บอลไปแบบเอื่อยๆ เท่านั้น  เพราะด้วยน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบา  ผู้ใช้ยังจะสามารถกำหนดระดับความเร็วการ
เลี้ยงบอลหลบหลีกคู่แข่งได้ดั่งที่ใจต้องการอีกด้วย

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   เริ่มหัวข้อการทดสอบการยิงประตูและเปิดบอลโด่งของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิคจากอาดิดาส
ด้วยเรื่องของสัมผัสและการถ่ายเทแรงเหวี่ยง  แน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการส่งแรงเหวี่ยงหรือแรงยิง
ก็คือลักษณะของชุดพื้นและปุ่มรองเท้า  หลังๆ มานี้  อาดิดาสทำให้ผมได้รับรู้ว่าชุดพื้นปุ่มแบบใหม่ทั้งหมด
ของรองเท้าฟุตบอลในสังกัดทั้ง 3 ซีรี่ย์   จะมีปุ่มคู่กลางส่วนหน้าขนาดใหญ่  จะจิกลงไปยังพื้นสนามเต็มๆ
แค่เพียง 2 ปุ่มเท่านั้น  ทำให้เท้าหลักที่วางมีประสิทธิภาพในเกี่ยวกับการรับแรงกดที่มั่นคงมากๆ
เมื่อการวางเท้าหลักทำได้ดีแล้ว  เท้าข้างที่เหวี่ยงเพื่อยิงลูกฟุตบอลจึงทำได้ดีพอสมควร  จากการทดสอบ
การใช้งานในสนามฟุตบอลหญ้าเทียมที่ประจำที่เดิม  ผมสามารถรู้สึกได้ว่า adiPure 11Pro มีความมั่นคง
ในการวางเท้ายิงดีที่เท่าในกลุ่มของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิค !!


   อย่างไรก็ตาม  หน้าผ้าหนังวังกระทิงที่ไม่หนานุ่มมากนัก  ทำให้อารมณ์การสัมผัสลูกบอลในจังหวะการ
ยิงประตูหรือเปิดบอลโด่งอย่างเต็มแรงนั้นเกิดแรงปะทะสะท้อนมายังเท้าจนรู้สึกเจ็บๆ คันๆ เหมือนกัน 
และเรื่องนี้คือหนึ่งสิ่งที่ adiPure 11Pro มีความแตกต่างจากรองเท้าฟุตบอลประเภทเดียวกันรายอื่นๆ  
แต่ถ้าถามผมว่ามันคือข้อด้อยหรือเปล่า ??   ผมขอตอบว่าจะใช่ก็ใช่  หรือจะไม่ใช่ก็ไม่ใช่  !! เอ๊ะ ยังไง
คือหน้าผ้าหนังวัวกระทิงนั้นมีเนื้อหนังที่หนักแน่นกว่าหนังจิงโจ้หรือหนังแท้ที่มีลักษณะฟูๆ นุ่มๆ  มีผลดี
ในเรื่องของการสัมผัสบอลที่หนักแน่น  ลูกบอลที่ถูกยิงจะพุ่งออกไปจากเท้าได้รวมเร็วกว่า
และสัมผัสที่เต็มเท้าก็พอจะเป็นด้านบวกของการควบคุมทิศทางและความมั่นส์ในการซัลโว
ประตูคู่แข่งอยู่บ้าง
  แต่ด้วยน้ำหนักตัวรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ค่อนข้างเบ้า (เมื่อเทียบกับรองเท้าประเภท
เดียวกัน) ทำให้พละกำลังความรุนแรงของลูกยิงที่ออกไปจากรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ดูจะด้อยกว่าคู่แข่งราย
อื่นๆ ในตลาดอยู่พอสมควรเลยทีเดียว

   
   ในเรื่องของการกดสันนิ้วหัวแม้เท้าลงไปเตะที่ใต้ลูกฟุตบอลเพื่อเปิดบอลโด่งของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ก็
สามารถทำได้ดี  เพราะลักษณะของหัวรองเท้าที่ไม่สูงนัก  รวมกับปุ่มคู่หน้าสุดที่ไม่กรีดขวางการเตะระดับต่ำ  
ทำให้รองเท้าคู่นี้สามารถใช้เพื่อการเปิดบอลโด่งได้อย่างไม่ยากเย็น 

   แต่ในเรื่องของการการปั่นไซร้โค้ง  รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro คงต้องยอมจำนนแต่
โดยดี  หน้าผ้าสัมผัสบริเวณหัวรองเท้าแทบจะไม่มีสันมีนูนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการปั่นไซด์โค้ง
เลยแม้แต่น้อย  แตกต่างจากลักษณะแนวด้านเย็บของไนกี้ Tiempo Legend IV ซึ่งมีสันมีนูนที่ชัดเจนกว่า
ดังนั้นถ้าคิดจะเอารองเท้าฟุตบอลคู่ที่ผมกำลังทดสอบอยู่นี้ไปยิงประตูหรือเปิดบอลโด่งให้มีการปั่นโค้ง
คงพึ่งทักษะความสามารถเฉพาะตัวของผู้สวมใส่เป็นหลัก  ดังนั้นการยิงประตูและเปิดบอลแบบพุ่งตรง
จะเหมาะสมต่อรองเท้าฟุตบอลคู่นี้มากที่สุด   

   โดยภาพรวมแล้ว  อาดิดาส adiPure 11Pro คู่นี้  จะสามารถตอบโจทย์การยิงประตูหรือเปิดบอลโด่ง
ให้กับผู้ที่ชื่นชอบการยิงประตูบอลแบบเต็มเท้า  ที่ไม่แคร์เรื่องของความนุ่มหรือการรักษาสุขภาพเท้า
รวมถึงยังปรารถนาประสิทธิภาพการวางเท้าหลักที่มั่นคงมากๆ (สำหรับการใช้งานในสนามหญ้าเทียม)
และชอบการยิงหรือเปิดบอลแบบพรุ่งตรงมากกว่าการปั่นไซด์โค้ง  ดังนั้นคงต้องบอกว่าประสิทธิภาพ
ในการยิงประตูด้วยอาดิดาส adiPure 11Pro ไม่ได้ด้อยไปกว่าหน้าผ้าหนังจิงโจ้แท้แบบหนานุ่มเลยแม้
แต่น้อย  เพียงแต่จะมีข้อดีข้อเด่นข้อด้อยที่แตกต่างกันไปคนละแบบ

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   
   ทดสอบประสิทธิภาพในเชิงรุกไปทั้งหมดแล้ว  มาปิดท้ายกันด้วยประสิทธิภาพใน "เชิงรับ" ของรองเท้า
ฟุตบอลจากอาดิดาสคู่นี้กันบ้าง   เริ่มจากพื้นที่ส่วนหัวรองเท้า  ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการโดนคู่แข่งเปิดปุ่ม
เหยียบย่ำได้ง่าย  พบว่าหน้าผ้าหนังวัวกระทิงของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้  ช่วยลดความเจ็บปวดจากการ
ถูกปุ่มสตั๊ดเหยียบเข้าใส่ได้ในระดับกลางๆ เท่านั้น
  เนื่องจากหนังหน้าผ้าไม่ฟูหรือนุ่มมากนัก  ไปๆ
มาๆ รองเท้าฟุตบอลสายสปีดร่วมค่ายอย่าง adiZero F50 2012 เวอร์ชั่นหนังวัวแท้  กลับให้การปกป้อง
หลังเท้าจากการถูกเหยียบได้ดีกว่า adiPure 11Pro คู่นี้เสียด้วยซ้ำ

   ส่วนบริเวณหุ้มส้นและเกราะป้องกันข้อเท้าและเอ็นร้อยหวายของรองเท้ารุ่นนี้  ที่เน้นการสวมใส่ที่สบาย
เป็นหลัก  จึงสามารถให้การป้องกันการปะทะได้ในระดับกลางๆ  เท่านั้น  สาเหตุที่ดูจะทำให้หุ้มส้นของ
รองเท้ารุ่นนี้ให้การป้องได้สู้ไนกี้ Tiempo Legend IV ไม่ได้  ก็เพราะหุ้มส้นของ adiPure 11Pro ยังมี
ช่องว่าง  หน้าผ้าสัมผัสแข็ง  และให้การโอบรัดกระชับได้ไม่ดีนักนั่นเอง

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10

   Conclusion  

   
   คะแนนการทดสอบการหัวข้อต่างๆ พอจะบอกถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส
adiPure 11Pro รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์คลาสสิคที่ทำตลาดในปี 2012  ได้ค่อนข้างชัดเจนพอสมควร  อย่างไร
ก็ตาม  ก่อนที่ผมจะสรุปรวบยอดถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ด้วยตัวหนังสือ
อีกครั้งหนึ่ง   ผมจะขอจัดการเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยกับรองเท้าฟุตบอลคู่แข่งรุ่นอื่นๆ ในตลาดเสียก่อน
ให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจน  ก่อนที่จะส่งท้ายด้วยการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่างๆ
นานา  เกี่ยวกับรองเท้าคู่นี้  และข้อเสนอแนะในการพัฒนาต่อไป  หลังจากที่ได้ใช้เวลาในสนามแข่งขันกับมัน
มามากพอสมควรแล้ว

   adiPURE 11Pro =vs= Tiempo Legend IV

   การเปรียบเทียบรองเท้าแบบตัวๆ ในครั้งนี้  ผมขออนุญาตเปรียบเทียบกับ ไนกี้ Tiempo Legend IV เท่านั้น  
เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ครองตลาดอยู่ในปัจจุบัน  และครั้งก่อนที่ผมเคยรีวิวอาดิดาส adiPure IV ไปเมื่อเกือบ
2 ปีที่แล้ว  ก็ยังมีรายละเอียดการรีวิวที่ไม่ละเอียดยิบเช่นปัจจุบันนี้  บอกกันตรงๆ เลยว่าผมนั้นลืมเจเนอเรชั่น
ที่แล้วของรองเท้าตระกูลเก๋าจากอาดิดาสไปแทบหมดสิ้นแล้ว  ครั้นจะไปหยิบเอา Copa X-Treme II ที่เพิ่ง
จะรีวิวไปเมื่อเร็วๆ นี้ มาเปรียบเทียบ  ก็ยากที่จะทำได้  เนื่องจากรองเท้าฟุตบอลทั้งสองรุ่นนี้เป็นรองเท้าคนละ
คลาสกันโดยสิ้นเชิง

   
   แน่นอนว่ารองเท้าฟุตบอลไนกี้ Tiempo Legend IV คือคู่แข่งรายใหญ่รายสำคัญที่สุด  และดูจะมีชื่อชั้น
ที่ดีกว่า  การทำตลาดมาก่อนกว่าครึ่งปี  ก็ดูจะทำให้รองเท้าพันธุ์เก๋าจากไนกี้ดูจะมีภาษีที่ดีกว่าอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่ผมได้ทดสอบการใช้งาน อาดิดาส adiPure 11Pro ก็พบว่ารองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์คลาสสิคทั้งสองคู่กลับมีความแตกต่างกันค่อนข้างที่จะชัดเจนมาก

   โดยรองเท้าพันธุ์เก๋าดีไซน์โฉบเฉี่ยวจากทางฝั่งอาดิดาส  จะมีดีในเรื่องของการสวยใส่ที่สบายเท้า
เป็นอย่างมาก  ในขณะที่มีความกระชับทีดีในช่วงตอนกลางของเท้า  และยังมีจุดเด่นในเรื่องของการ
เคลื่อนที่ที่ดีกว่า Tiempo Legend IV  ทั้งในเรื่องของความเบา  และแนววางปุ่มที่ให้อิสระในการเคลื่อนที่
แบบรอบด้าน  การกระจายน้ำหนักตัวที่สมดุลกว่าอีกด้วย  ในเรื่องของการสัมผัมบอล  ทั้งการจับบอล
การส่งบอลและการยิงประตู  adiPure 11Pro จะเป็นไปในทางการสัมผัสที่เต็มเท้า  แบบบางๆ  เนื่องจาก
หน้าผ้าหนังวัวกระทิงนั้นดูจะบางเกินไป  ไม่ฟูไม่นุ่มอย่างที่รองเท้าคลาสสิครุ่นท็อปควรจะเป็น

   ทางฝั่งของค่ายเครื่องหมายถูก  ดูจะตอบโจทย์ความเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคได้ดีกว่า
โดยเฉพาะเรื่องของหน้าผ้าหนังจิงโจ้แท้ที่หนานุ่ม  ให้การสัมผัสบอลที่นุ่มเท้า  การจับบอลแรกที่ทำได้
อย่างดีเยี่ยม  ดูจะตอบโจทย์บรรดานักเตะที่ชื่นชอบรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิคได้ตรงจุดกว่า

   ปิดท้ายในเรื่องของความคุ้มค่าสมราคา  เปรียบเทียบระหว่าง adiPure 11Pro ซึ่งมีราคาค่าตัว
5,590 บาท  กับ Tiempo Legend IV  ที่มีราคาค่าตัว 5,500 บาท  แน่นอนว่าประเด็นการเปรียบเทียบ
ความคุ้มค่าคงจะมุ่งไปที่วัสดุหน้าผ้าที่ใช้ทำตัวรองเท้า  หลายคนมองว่าหน้าผ้าหนังจิงโจ้แท้หนานุ่ม
ของทางฝั่งไนกี้นั้นให้ความคุ้มค่าสมราคากว่าแน่นอน  และผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มองเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม  ถ้ามองให้ลึกลงไป  "องค์ประกอบและภาพรวมเชิงประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่าง
ชัดเจนเช่นนี้  น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะชี้ว่าคุณควรจะเลือกคบหารองเท้าฟุตบอลรุ่นไหนเป็นอาวุธ
ในยามลงสนามมากกว่า..."

    
   หลังจากจบการเปรียบเทียบรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro กับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผมก็จะขอสรุปปิดท้ายถึงตัวตนในเชิงประสิทธิภาพการใช้งานจริงของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  เพื่อเป็นการสรุป
รวบยอดให้คุณผู้อ่านทุกท่านสามารถจับประเด็นได้ง่ายขึ้น   ก่อนที่จะลงความคิดเห็นให้ข้อเสนอแนะช่วงท้าย
สุดๆ ของบทความนี้  ตามที่ได้เคยทำมาโดยตลอด

   
จากข้อความที่ผมได้สรุปถึงประสิทธิภาพของเจ้า adiPure 11Pro รองเท้าฟุตบอลพันธุ์เก๋า โฉมปี 2012 
จากอาดิดาส  พอจะบอกได้ว่าประสิทธิภาพของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ไม่ได้เน้นไปทางสายประเภทคลาสสิค
เสียทั้งหมด  และจะถือว่ารองเท้าฟุตบอลคู่นี้มีกลิ่นอายสายเลือดความเร็วผสมปนมาบ้างก็มาได้  ยังรวมถึง
อารมณ์ดุดัน  ยิงมันส์เต็มหลังเท้าที่คล้ายจะเป็นคุณสมบัติของรองเท้าสายพาวเว่อร์อยู่นิดๆ หน่อยๆ อีกด้วย
แตกต่างจากไนกี้ Tiempo Legend IV ที่ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลคลาสสิคอย่างแท้จริง  ดังนั้นถ้าจะมองใน
มุมมองของความเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคของ adiPure 11Pro แล้ว  คะแนนในส่วนนี้จึงถูกตัด
ลงไปพอสมควร

   สุดท้ายเป็นการให้คะแนนความคุ้มค่ากับราคาค่าตัว 5,590 บาท ของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้  คงต้องยอมรับ
กันตามตรงว่าปัจจัยใหญ่โตที่ส่งผลทำให้ความคุ้มค่าสมราคา  ของ adiPure 11Pro สู้รองเท้าประเภทเดียว
กันของแบรนด์อื่นๆ ไม่ได้  ก็คือหน้าผ้าหนังจิงโจ้แท้ที่อาดิดาสตัดออกไปจากรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  
ในขณะที่ไนกี้ได้ให้หนังจิงโจ้แท้สุดหนานุ่มกับ Tiempo Legend IV และขายในราคาค่าตัวที่ถูกกว่า 90 บาท
อีกด้วย  จุดนี้แหละที่ผมถือว่าส่งผลกระทบต่อมุมมองในเรื่องของความคุ้มค่า  ที่บรรดากลุ่มลูกค้าจับเอามา
เปรียบเทียบกันอย่างไม่ต้องสงสัย

   แต่ในเรื่องของความคงทนแข็งแรงของ adiPure 11Pro  โดยเฉพาะเรื่องของชุดพื้นและปุ่ม  ที่อาจจะยัง
มีหลายคนตั้งคำถามถึงอายุการใช้งาน  ตรงจุดนี้ตัวผมเองมีความคิดเห็นว่าชุดพื้นและปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้
มีความแข็งแรงทนทานมากที่สุดในหมู่ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสทั้ง 3 ซีรี่ย์ (ระดับท็อปเหมือนกัน)  และ
รูปแบบปุ่มแบบกลม  ก็ยิ่งมั่นใจได้ถึงความแข็งแรงทนทานที่มากกว่าปุ่มแบบสามเหลี่ยม  เพราะปุ่มกลมนั้น
จะมีการแบ่งภาระในการรับน้ำหนักและแรงกระแทกที่สมดุลกว่านั่นเอง  สำหรับช่องใส่ miCoach Speed Cell
ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ผู้ใช้สามารถเติมเต็มและค้นหาศักยภาพของตัวเองได้เมื่อต้องการ  อย่างไรก็ตาม
เรื่องนี้ผมคงไม่ขอนำมาวิเคราะห์วิจารณ์ลงคะแนนให้กับความคุ้มค่าของตัวรองเท้า  เนื่องจากเป็นอุปกรณ์
ที่ต้องซื้อเพิ่มเติม  ดังนั้น..คะแนนความคุ้มค่าของรองเท้ารุ่นนี้ขอให้ไว้ที่ 7/10 คะแนน

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคลาสสิค 7/10
   - ความคุ้มค่า 7/10

   
   มีหลายอย่างที่ผมสามารถสัมผัสได้จาก adiPure 11Pro  พูดกันในเรื่องของข้อดีข้อเด่นหลักๆ
ผมขอลงความเห็นว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ให้ความสบายในการสวมใส่
เป็นอย่างมาก
  เป็นรองเท้าที่ไม่กดหลังเท้า  และมีการเข้ารูปกับลักษณะเท้าของผู้สวมใส่ได้
หลากหลายรูปแบบ  และยังเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคที่ให้อิสระในการเคลื่อนที่
มากที่สุดในกลุ่ม
  ทั้งในเรื่องของน้ำหนักเบา ทำให้เกิดความว่องไว  ลักษณะของปุ่มแบบ FG
ให้การกระจายน้ำหนักตัวที่สมดุล  และการยึดเกาะกับพื้นสนามหญ้าเทียมในระดับที่ดีเพียงพอ
ทั้งยังให้การวางเท้าหลักในจังหวะการยิงประตูที่มั่นคง
  ไม่รู้ว่าอาดิดาสอาจต้องการที่จะพัฒนา
รองเท้าฟุตบอลคลาสสิคของตนเอง  ให้มีความสามารถในการเคลื่อนที่และพาบอลไปกับเท้า
มากขึ้นกว่าคู่แข่งในตลาดหรือไม่  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ  ผมถือว่าอาดิดาสทำมันออกมาได้ดี
เกินคาดเลยทีเดียว

   ในเรื่องข้อด้อยหลักๆ ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  คงหนีไม่พ้นหน้าผ้าหนังวัวกระทิง  ที่มัน
"นุ่มไม่เท่าหนังจิงโจ้" น่ะสิ  แม้ว่าการใช้งานรองเท้าไปสัก 3-4 ครั้ง  จะช่วยให้หนังวัวกระทิง
ของรองเท้ารุ่นนี้มีความนุ่มขึ้นกว่าครั้งแรก  จนรู้สึกได้ก็ตาม  เพราะตามความเป็นจริงแล้ว  
บรรดานักเตะที่ชื่นชอบและเลือกใช้รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิค  นั้นจะให้ความสำคัญ
ที่ความนุ่มของตัวรองเท้าเป็นหลักแม้ว่าอาดิดาสจะยังเดินสายการผลิตรุ่น SL ซึ่งเป็นรุ่นที่ยัง
ใช้หนังจิงโจ้แท้ออกมาจำหน่ายอยู่ก็ตาม  อีกจุดหนึ่งที่อาจจะไม่ได้ถือเป็นจุดด้อยอะไรมากมาย  
ก็คือระบบรองรับแรงกระแทกและผิวหน้าของแผ่นรองพื้น  ที่ยังไม่สามารถป้องกันการลื่นไถล
ของฝ่าเท้าได้ดีนัก


   สรุปแล้ว "อาดิดาส adiPure 11Pro เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคสมัยใหม่  ที่ได้ดึง
เอาความสามารถในการเคลื่อนที่มารวมเอาไว้  เป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนึ่งที่ใส่สบาย  ไม่กด
หลังเท้า  สวนทางกับรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ในปัจจุบันที่เน้นความกระชับ  ทั้งนี้ยังจับเอาชุดพื้น
Sprintframe มารวมร่างกับปุ่ม FG แบบปุ่มกลมได้อย่างลงตัว  ช่วยเพิ่มอิสระในการเคลื่อนที่
แบบรอบด้าน  อย่างไรก็ตาม..รองเท้ารุ่นนี้คงจะไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคที่น่า
สนใจที่สุดในตลาดตอนนี้  ถ้าอาดิดาสยังไม่สามารถทำวัสดุหนังแท้ให้หนานุ่มกว่าที่เป็นอยู่
นี้ได้เทียบเท่ากับคู่แข่งได้"


   แล้วจะซื้อรุ่นไหนดี !?
   ตัดเรื่องของความชื่นชอบแบรนด์ออกไปก่อน  แล้วมาวิเคราะห์กันด้วยรายละเอียดทางการใช้งานล้วนๆ

   -> หากปรารถนารองเท้าฟุตบอลที่ให้ความสบายในส่วนหน้าและกลางเท้า  รับรองว่า adiPure 11Pro
สามารถทำได้ดีกว่า
   -> แต่ถ้าอยากได้รองเท้าที่มีหุ้มส้นที่นุ่มกระชับ  ยังไงก็คงต้องมองไปที่ Tiempo Legend IV
   -> หากอยากได้รองเท้าสายพันธุ์คลาสสิค  แต่กลับชื่นชอบสไตล์การเล่นแบบเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนาม
รวมถึงการเลี้ยงพาบอลตะลุยฝ่าคู่แข่งไปแบบเรื่อยๆ ทีละคนๆ  ให้กำเงินไปซื้อ adiPure 11Pro ได้เลย
   -> หากท่านเป็นพวกนักฟุตบอลโครตเก๋า  ชอบการจับบอลแบบเนียนๆ  ใช้ทักษะการเล่นล้วนๆ  เน้นการ
จับบอลและจ่ายบอลแบบง่ายๆ  คงต้องเลือกใช้บริการ Tiempo Legend IV
   -> แต่หากต้องการรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบากว่า  จนเกือบจะกลายพันธุ์เป็นรองเท้าสายพันธุ์สปีด
ก็คงมีแต่ adiPure 11Pro เท่านั้นที่ตอบโจทย์ได้
   -> ถ้าชอบรองเท้าที่ให้ประสิทธิภาพการรองรับแรงกระแทกที่ดีกว่า  ก็คงต้องซื้อ Tiempo Legend IV
   -> ถ้าอยากให้รองเท้าฟุตบอลสามารถช่วยจับความเร็วและระยะทางในการวิ่ง ก็ต้องไปซื้อ miCoach
Speed Cell
มาใช้งานกับ adiPure 11Pro
   -> แต่ถ้าอยากได้รองเท้าหนังจิงโจ้นุ่มๆ หนาๆ ก็คงต้องเลือกซื้อ Tiempo Legend IV เป็นคำตอบสุดท้าย
   -> หากชอบดีไซน์หน้าตาที่ดุดัน  และแอบโฉบเฉี่ยวตามยุคสมัย  ผมเชื่อว่า adiPure 11Pro นั้นมีลุคเช่นนั้น
มากกว่า
   -> ถ้าท่านชื่นชอบ ซานติ คาร์ซอล่า แบบผม  ก็รีบไปถอย adiPure 11Pro ได้เลย
   -> แต่ถ้าเป็นเรื่องของความคุ้มค่าราคาค่าตัว  คงต้องยอมให้ Tiempo Legend IV ได้ข้อนี้ไปครอง

   ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่ารองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ
คุณผู้อ่านได้  วันนี้  ท่านสามารถไปจับจองเป็นเจ้าของรองเท้าฟุตบอลคลาสิคดีไซน์ล้ำสมัยที่มีจุดเด่นมากมาย
หลากหลายด้าน  ได้แล้วที่ ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์ มานซ์ คอนเซ็พท์ สโตร์ทุกสาขา และที่
ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ในราคาคู่ละ 5,590 บาท


   ข้อเสนอแนะเพื่อเติม

   
   อ่านกันมาจนจะปิดบทความแล้ว  เชื่อว่าหลายๆ ท่าน่าจะคาดเดาได้ว่าเรื่องใดที่ผมจะลงเป็นข้อเสนอแนะ
ไปยังทีมพัฒนาผู้กำหนดชะตากรรมของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสในเจเนอเรชั่นต่อๆ ไป ของซีรี่ย์คลาสสิค
ยุคใหม่จากค่ายแถบสามขีด  แม้ว่าอาดิดาสจะชูสรรพคุณของหนังวัวกระทิง  ว่าเป็นวัสดุที่ให้ความทนทาน
น้ำหนักเบา  และให้สัมผัสที่เต็มเท้ากว่า  ที่สำคัญ..ไม่ต้องไปเสียเวลาบินไปจับจิงโจ้ที่ประเทศออสเตรเลียด้วย
แต่อาดิดาสต้องไปลืมว่า เอกลักษณ์ที่สำคัญของรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคก็คือหนังแท้หนาๆ นุ่มๆ  
นักฟุตบอลที่เลือกเดินเข้าหารองเท้าฟุตบอลประเภทนี้  ย่อมจะปรารถนาถึงหนังแท้นุ่มๆ เป็นสำคัญ  มิฉะนั้น
คงไปเลือกสนใจรองเท้าฟุตบอลประเภทอื่นๆ ไปแล้ว  หรือไม่จริง !?!?

   ดังนั้นอาดิดาสจำเป็นต้องตัดสินใจให้ดีกว่า "หนังจิงโจ้แท้หนาๆ นุ่มๆ" ควรจะถูกนำกลับมาใช้กับ
รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้อีกทีหรือไม่  และผมเองมีความเชื่อว่าถ้าหนังจิงโจ้ถูกนำกลับมาใช้  คะแนนการ
ทดสอบหลายๆ อย่างจะสูงขึ้นกว่านี้อีกหลายคะแนนเลยทีเดียว  โดยเฉพาะในส่วนหัวข้อการสัมผัสบอล
การป้องกันแรงปะทะ  คุณสมบัติของความเป็นรองเท้าสายพันธุ์คลาสสิค  และที่สำคัญ  ความคุ้มค่าราคา
ที่จะมีคะแนนสูงขึ้นจนเรียกความน่าใช้งานได้มากขึ้นกว่านี้อีกมากโขเลยทีเดียว !!!  ส่วนแผ่นรองพื้น
ด้านในรองเท้า  ผมมีความรู้สึกว่าถ้าอาดิดาสนำแผ่นรองพื้นแบบ Comfort ของ adiZero F50 2012
มาประยุกต์ใช้  ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าสัมผัสที่ให้การยึดเกาะกับฝ่าเท้าที่ดีกว่า  และแนวโฟมช่วยรองรับแรง-
กระแทกตลอดแนวใต้แผ่นรองพื้น  จะต้องช่วยทำให้ประสิทธิภาพของ adiPure 11Pro คู่นี้  ดีขึ้นกว่าเดิม
อย่างแน่นอน  คอนเฟิร์ม !!

   
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

   - ความสบายในการสวมใส่ 9/10
   - การรองรับแรงกระแทก 7/10
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 810
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 7/10
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 7/10
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10
   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "คลาสสิค" 7/10
   - ความคุ้มค่า 7/10

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก              
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม            
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล              
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ              
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคลาสสิค              
ความคุ้มค่า              

   
   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - พี่อู๊ด , doraemyung
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 10 ตุลาคม 2012 เวลา 23.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต" 

   
   

ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiPure 11Pro Black/Infrared/White

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com