www.siamboots.com


ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2013 Synthetic


 "Testing!" adiZero F50 2013 หนังสังเคราะห์ : ดีขึ้นกว่าเดิม
แต่ยังคงให้อารมณ์ของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วอารมณ์ดิบๆ เหมือนเดิม


   
   วันนี้มาหาคำตอบเกี่ยวกับศักยภาพการใช้งานของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วจากอาดิดาส  ในอีกเวอร์ชั่น
นึงกันบ้าง  จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เจ้าของตำแหน่ง
รองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก  และในเจเนอเรชั่นนี้ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงในหลาย
จุด  จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้ารองเท้าความเร็วแสงยอดนิยมรุ่นนี้  จะมีทีเด็ดในด้านไหนบ้าง  มาร่วมหา
คำตอบไปพร้อมๆ กันเลย

   จริงๆ แล้ว ผมได้แจ้งในบทความ Hand On! ไปว่า  คิวการรีวิวทดสอบของรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบา
adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ จากอาดิดาสคู่นี้  น่าจะต้องถูกคั่นกลางด้วย ไนกี้ Mercurial
Vapor IX เนื่องจากต้องสลับแบรนด์กันบ้างในกรณีที่มีรองเท้ามากกว่า 1 แบรนด์อยู่ในมือ  แต่เนื่องจาก
บทความรีวิวของ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ได้ถูกเขียนและเก็บภาพไปเสร็จสิ้นแล้ว
ส่วนจรวดทางเรียบสีส้มพระอาทิตย์ตกจากทางไนกี้  แม้ผมจะได้ทดสอบลงสนามไปบ้างแล้ว  แต่ก็ยังไม่ได้
เก้บภาพอย่างครบถ้วนกระบวนความนัก  ก็เลยตัดสินใจว่าขอเอา adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ขึ้นก่อนเลยแล้วกัน  จะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้  

   ทิ้งช่วงประมาณ 3 สัปดาห์เห็นจะได้  หลังจากที่ผมได้รับ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ มาจากการ
สนับสนุนอย่างเป็นทางการจาก บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  แล้วผมก็ได้รับ adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ในเฉดสีเหลืองอร่าม  ซึ่งเป็นเฉดสีเปิดตัว  มาไว้ในครอบครอง  เพื่อที่จะได้รีวิว
ทดสอบการใช้งานอย่างต่อเนื่อง  หลังจากที่คะแนนและผลการทดสอบเชิงประสิทธิภาพก็แสดงออกมาให้เห็น
ถึงความยอดเยี่ยมของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วหนังวัวแท้ไปแล้ว   ประเด็นต่อเนื่องจึงมาตกอยู่กับคำถาม
ที่ว่า เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ที่เป็นฝาแฝดกันนั้น  จะมีศักยภาพในเชิงการใช้งานที่ยอดเยี่ยมเหมือนกันหรือไม่
และถ้าเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้วที่เป็นหนังสังเคราะห์เหมือนกัน  จะมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด
เชื่อว่าคำถามเหล่านี้ยังคงติดอยู่ในใจของคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านแน่นอน

   
   โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ผมถือว่าอาดิดาสได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของรองเท้ารุ่นนี้
ไปจากเดิมพอสมควร   เพราะนับตั้งแต่ที่อาดิดาสเปิดตัวและวางจำหน่ายไปตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2012  
ยอมรับเลยว่าตัวผมเองมีโอกาสได้เดินจับลูบๆ คลำๆ ที่ช็อปอาดิดาสนับครั้งไม่ถ้วน  จบแทบจะสนิทชิดเชื้อ
เป็นพี่น้องกันไปแล้ว  ก็ตามประสาคนบ้ารองเท้าฟุตบอลนั่นแหละครับ  สิ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจเมื่อแรก
สัมผัสก็คงจะหนีไม่พ้นลักษณะผิวหน้าผิวสัมผัส ของ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ที่ดูดี
มีระดับ มีมิติลวดลายมากขึ้น  จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนรองรุ่นนี้จากคุณจ็อบ  วรวรรธน์ เตชะมนตรีกุล
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม
ผมก็เลยจัดแจงพาลงควบในสนามทดสอบทันที  รีบมากจนลืมเก็บภาพกับบรรยากาศสวยๆ  สุดท้ายเลยต้อง
เอากลับมานั่งขัดนั่งเช็คให้เอี่ยมอ่อง  ก่อนที่จะจับขึ้นกล้องเป็นนายแบบอีกครั้ง

   เอาเป็นว่าวันนี้ SiamBoots จะขอพาคุณผู้อ่านทุกท่านมาร่วมหาคำตอบว่า  รองเท้าฟุตบอล adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
  มีจุดเด่นจุดด้อยในด้านไหนอย่างไรบ้าง  รวมถึงขอเสนอแนะต่างๆ ที่ได้พบเจอ
หลังจากที่ผมได้ลงสนามด้วยรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ซึ่งทั้งหมดนี้จะขอวิพากษ์วิจารณ์ผ่านตัวหนังสือกันแบบ
ตรงๆ ไม่อ้อมค้อม  ดีก็ว่าดี  ด้อยก็ว่าด้อย  ค่อยๆ แนะนำกันไป  เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่านในการ
เลือกใช้เลือกหารองเท้าฟุตบอลคู่ใจได้อย่างตรงตามความต้องการที่สุด  ถือเป็นสไตล์การรีวิวที่ผมเองนั้น
ยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด  ตามเจตนารมณ์ของการเป็นสื่อฯ ที่ดี  ซึ่งเป็นอะไรที่ผมตั้งใจมาตั้งแต่ก่อตั้งเว็บ-
ไซด์แห่งนี้แล้ว

   แต่ก่อนที่ผมจะปิดส่วนของการอารัมภบทเบื้องต้นนี้ลง  แล้วเข้าสู่ช่วงที่มีสาระกันอย่างจริงๆ จังๆ  ก็ขอแอบ
บอกเพื่อสร้างความน่าสนใจของ อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ก่อนเลยว่า "รองเท้า
รุ่นนี้ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วอารมณ์ดิบๆ โดยแท้จริง  เน้นการเคลื่อนที่ที่ว่องไว  ทั้งยัง
มาพร้อมกับความกระชับสร้างความมั่นใจได้ดีขึ้นกว่าเดิม"
  ส่วนรายละเอียด  บทวิเคราะห์วิจารณ์นั้น
จะเป็นอย่างไร  ผมยังคงยืนยันว่าไม่อยากให้คุณผู้อ่านทุกท่านพลาดไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว  เพราะรับรองว่า
บทความที่แสนยาวเหยียดบทความนี้  จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ทุกท่านสามารถรับรู้ได้ว่ารองเท้าฟุตบอล
รุ่นนี้  จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้  ดังนั้นขอเน้นย้ำว่าให้อ่านให้ครบถ้วน  การเลื่อนลงไป
ด้านล่างสุดแล้วเปรียบเทียบคะแนนหัวข้อต่างๆ  ไม่สามารถระบุได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้รุ่นนั้นตรงตามความต้องการ
ของตัวท่านเองหรือไม่  หากไม่มีเวลามากมาย  ก็ขอให้เข้ามาอ่านเรื่อยๆ วันละหัวข้อสองหัวข้อก็ได้  เอาเป็นว่า
เราไปลุยและหาคำตอบในบทความรีวิวการทดสอบการใช้งานจริง  รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
 กันเลยดีกว่าครับ...
      
   Details


   
   ก่อนอื่นเรามาทำรู้จักกับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้กันก่อนดีกว่า  นับตั้งแต่ที่กำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลก  ต้องรับศึก
ยูโร 2004  ในชื่อว่า F50  มีออกมาด้วยกันทั้งสิ้น 2 เจเนอเรชั่น  ซึ่งตอนช่วงต้นนั้น  อาดิดาสได้เน้นเอาหนังจิงโจ้
แท้มาผสานกับดีไซน์การออกแบบที่ดูทันสมัย ให้อารมณ์โฉบเฉี่ยว  แตกต่างจากดีไซน์ดั้งเดิมของรองเท้าฟุตบอล
ในตลาด ณ ตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง  และเน้นการใช้อุปกรณ์ปิดแนวร้อยเชือกแบบเต็มรูปแบบ (Full cover)  อย่างไร
ก็ตาม  คุณสมบัติในเรื่องน้ำหนักตัวก็ยังไม่ได้เด่นชัดถึงความเบาแต่อย่างใด  จากภาพด้านบนคือโฉมแรกสุดของ
อาดิดาส F50   ก่อนที่ในปี 2005 อาดาสได้อัพเดตหน้าตาและดีไซน์  เป็นโฉมที่เราๆ ท่านๆ เรียกติดปากกันว่า
F50 Spiderman นั่นเอง

   
   หลังจากนั้น  ยุคที่ 2 ของซีรี่ย์ F50 ก็เริ่มขึ้นตอนช่วงฟุตบอลโลก 2006 ที่อาดิดาสได้พลิกตัวตนของมัน
ออกไปเป็นอย่างมากมาย โดยใช้ชื่อว่า F50 tunit+ ซึ่งหลายคนน่าจะรู้จักกันดีในฐานะรองเท้าฟุตบอลที่
สามารถเปลี่ยนปุ่มได้  แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่มากมายมหาศาล  ทำให้มันยังไม่ถูกมองว่าเป็นรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์แห่งความเร็ว  อาดิดาสใช้เวลากว่า 5 เจเนอเรชั่น  ได้แก่ F50.6, F50.7, F50.8, F50.9 และ F50 i
ในการเดินสายการผลิตรองเท้าฟุตบอลแนวเอนกประสงค์นี้  โดยที่ในตลาดนั้นไม่มีแบรนด์ไหนทำออกมา
ขายเลย  

   
   และแล้ว 1 เดือนก่อนศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้จะเริ่มต้นขึ้น  วงการรองเท้าฟุตบอลก็ถึง
คราวสนั่นหวั่นไหวกับรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก !! จากอาดิดาส  ภายใต้ชื่อซีรี่ย์ใหม่ว่า
adiZero F50 นับเป็นยุคที่ 3 ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้จากอาดิดาส  ที่ถูกพลิกโฉมจากแต่ก่อนไป  ราวกับ
ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ยั่งไงยั่งงั้น  รองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาที่สุดในโลกโฉมนี้นับเป็นเจเนอเรชั่นแรก
ในตระกูล adiZero F50

   
   อย่างไรก็ตาม  ระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี  อาดิดาสก็ถึงคราวปรับโฉมรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาที่สุด
ในโลกของตนเอง  ซึ่งถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีกระแสร้อนแรงที่สุดในตอนนั้น  ตอนช่วงต้นปี 2011  เนื่อง
จากอาดิดาสสามารถพัฒนารองเท้าฟุตบอลให้มีน้ำหนักเบายิ่งขึ้น  ทำให้ระดับรุ่นของรองเท้าสายสปีดโฉมนี้
มีเพิ่มขึ้น  เป็นรองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อป  ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า adiZero F50 Prime  

   สำหรับ adiZero F50 โฉมปี 2011 ที่เห็นกันจากภาพด้านบนนี้  มีข้อมูลที่น่าสนใจและก็ทำให้หลายคนเข้าใจ
ผิดพอสมควร  เพราะมันไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ adiZero F50 แต่อย่างใด และสื่อฯ
ในวงการหลายราย  ก็ระบุว่านี่เป็นเพียงแค่ไมเนอร์เชนจ์ (Minor Change) หรือปรับโฉมหน้าตานิดหน่อย เพื่อ
ให้สอดรับกับการออกรองเท้าระดับโครตท็อปของอาดิดาสเท่านั้นเอง

   
   อาดิดาส adiZero F50 เจเนอเรชั่นที่ 2 อย่างแท้จริง  คือรุ่นที่เปิดตัวและทำตลาดในปี 2012  และยังเป็นรุ่นที่
ประเดิมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในขณะนั้น  อุปกรณ์จับความเร็วระดับไฮเทคที่เรียกว่า miCoach SPEED_CELL™
ซึ่งสมารถใส่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับตัวรองเท้าได้  เพื่อวัดระยะทาง  ความเร็วและคำนวณเชิงสถิติต่างๆ มากมาย
ถือเป็นอีกวิวัฒนาการสำคัญในวงการรองเท้าฟุตบอล  นอกเหนือจากนั้น  ตัวรองเท้าก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก
เดิมจนสามารถเรียกว่าเป็น adiZero F50 เจเนอเรชั่นที่ 2 ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  อย่างไรก็ตาม  ด้วยเหตุผล
เกี่ยวกับยอดขายของ adiZero F50 Prime รองเท้าระดับโครตท็อปในโฉมที่แล้ว  ทำให้ในเจเนอเรชั่นที่ 2 ปี 2012
นี้  อาดิดาสได้ยกเลิกสายการผลิตของรองเท้าระดับโครตท็อปไปในที่สุด

   
   แล้วก็มาตามนัด กับโฉมใหม่ล่าสุดประจำปี 2013 ที่เรากำลังจะรีวิวทดสอบกันนี้  แม้ว่าจะได้ฤกษ์เปิดตัว
และวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2012 แล้วก็ตาม  สำหรับ adiZero F50 2013 นั้น
นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล adiZero F50  หรือหากนับมาตั้งแต่ต้นกำเนิดของรองเท้าตระกูลนี้
ก็ถือได้ว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 10 หรือเป็นโฉมที่ 11 เข้าให้แล้ว (โอ๊ย งง...)  ภาพรวมหลักๆ ที่ดูเปลี่ยนไป
คงหนีไม่พ้นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ  ส่วนระดับรองเท้าก็ยังคงมีทำตลาดหลักๆ ด้วยกัน 3 ระดับ  ไล่มา
ตั้งแต่ระดับท็อป  คือ adiZero F50 ซึ่งมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์และหนังแท้  รองลงมาจะเป็นรุ่น
adiZero F30 ซึ่งในเจเนอเรชั่นนี้จะพิเศษตรงที่มีเวอร์ชั่นหนังแท้เพิ่มขึ้นมา (แต่ไม่เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย
อย่างเป็นทางการ) ในขณะที่โฉมเก่าๆ รุ่นนี้จะมีเฉพาะหนังสังเคราะห์เท่านั้น  ส่วนรุ่นล่างมีชื่อว่า adiZero F10
จะมีเฉพาะหนังสังเคราะห์เท่านั้น  ซึ่งหลายๆ ท่านก็น่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว

   
   และเรื่องที่เราๆ ท่านๆ ต่างก็รู้กันดีอยู่แล้วอีกเรื่องหนึ่ง  ก็คงจะหนีไม่พ้นนักเตะซุปเปอร์สตาร์ผู้ทำหน้าที่เป็น
พรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  นั่นคือ "ลีโอเนล เมสซี่" นักเตะหมายเลขหนึ่งของโลก  เจ้าของ
รางวัลบัลลงดอร์ 4 สมัยซ้อน คนแรกของโลก  อย่างไม่ต้องคาดเดากันเลยว่าอาดิดาสจะดันหรือสับเปลี่ยนใคร
มาทำหน้าที่แทนยอดดาวยิงทีมชาติอาร์เจนติน่าคนนี้หรือไม่  เพราะซุปเปอร์สตาร์รายนี้  เป็นพรีเซนเตอร์หลัก
ยาวนานถึง 8 เจเนอเรชั่นติดต่อกันเข้าให้แล้ว  จนบางคนสถาปนารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ของอาดิดาสว่า
เป็น "รุ่นเมสซี่" ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกด้วย

   
   อย่างไรก็ตาม  รายชื่อของพรีเซนเตอร์ระดับซุปเปอร์สตาร์ที่อาดิดาสเซ็นสัญญาเพื่อเป็นพรีเซนเตอร์ให้
กับ adiZero F50 2013 นั้นยังมีอีกมากมายหลากหลายคน  อาทิ ดาวิด ซิลบา, ดาวิด บีย่า, แกเร็ท เบลล์,
ชินจิ คากาวะ, ลูคัส โพลดอลสกี้, คาริม เบเซม่า และ เอเซเกล ลาเวซซี่
เป็นต้น  ซึ่งบรรดานักเตะ
ระดับโลกทั้งหมดนี้  ต่างก็สามารถแสดงศักยภาพของรองเท้า adiZero F50 2013 ออกมาให้ได้เห็นกันแล้ว
นอกเหนือจากนี้  ยังมีนักฟุตบอลอาชีพคนอื่นๆ อีกมากมาย  ที่เลือกใช้งานรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็ว
ระดับแสงจากอาดิดาส ลงสนามแข่งขัน  จึงถือเป็นเรียกปกติ  ที่เราจะได้เห็นหน้าค่าตาของรองเท้าฟุตบอล
ซีรี่ย์นี้อยู่ในสนามแข่งขัน  ถูกสวมใส่อยู่ที่เท้านักเตะทั้ง 2 ทีม นั่นเอง
   
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์

   ในเมื่อเรารู้จักประวัติความเป็นมาและรายละเอียดในส่วนการตลาดของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้กันไปบ้างแล้ว
ทีนี้  ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบกัน  เรามาทำความรู้จักกับตัวตนของ อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
คู่นี้กันก่อนดีกว่า  และหากท่านตัดสินใจที่จะซื้อรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มาใช้งาน  จะมีอะไรที่
ให้มาภายในกล่องรองเท้ากันบ้าง  ซึ่งส่วนนี้  จะขออนุญาตยกเอาบทความ Hand On! มาแปะเอาไว้  หากท่านใด
ได้อ่านไปแล้ว  ก็สามารถข้ามลงไปที่หัวข้อถัดไปได้เลยครับ

   
   เมื่อเปิดฝากล่องขึ้นมา  สิ่งแรกเลยที่สามารถสังเกตเห็นถึงความแตกต่าง  ที่มากับ adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
นั่นก็คือ ชุดแผ่นรองพื้นอีก 1 ชุด ที่ถูกประกบและรัดเอาไว้ด้วยแถบกระดาษ
วางใส่เพิ่มเติมเข้ามาในกล่อง  ทำให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ที่มาจากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการนั้น
จะต้องมีชุดพื้นทั้งหมด 2 ชุด ถึงจะครบถ้วนกระบวนความ

   นอกจากตัวรองเท้าและแผ่นรองพื้นอีก 1 ชุดที่แถมเพิ่มเติมมาแล้ว  ก็ไม่มีอุปกรณ์พิเศษอะไรแถมมาให้
จะมีแผ่นกระดาษที่มีคำแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลรักษารองเท้าประเภทหนังแท้ และหนังสังเคราะห์  รวมถึง
ข้อมูลที่ระบุงว่าปุ่มรองเท้าฟุตบอลประเภทใด  เหมาะสมกับสนามฟุตบอลลักษณะไหน  เอามาไว้ให้คุณอ่าน
ไว้เป็นข้อมูล  มากมายหลากหลายภาษา  สามารถอ่านได้ตามความถนัดกันเลย  

   
   มาโฟกัสกันที่ตัวรองเท้ากันเลยแล้วกันครับ  เพราะเมื่อหยิบจับเอาเจ้า อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
ในเฉดสีเหลือง  ซึ่งเป็นเฉดสีเปิดตัวขึ้นมาวางไว้บนมือ  สิ่งแรกที่คงต้องพูดถึงก็คงหนีไม่พ้น
เรื่องของน้ำหนักตัวรองเท้า  หากยังจำกันได้  เวอร์ชั่นหนังแท้ที่เราเพิ่งจะได้รีวิวเสร็จสิ้นกันไปนั้น  มีน้ำหนัก
อยู่ที่ 202 กรัม (ไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm)  แต่สำหรับ เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ที่กำลัง
วางอยู่บนพื้นของผมตอนนี้  ไซด์เดียวกัน เท่ากัน  จับเอาขึ้นเครื่องชั่งเครื่องเดียวกัน  ตัวเลขที่ปรากฏออกมา
นั้นอยู่ที่ 163 กรัม/ข้าง เท่านั้น !! ที่แหละคือความแตกต่างหลักๆ ของเวอร์ชั่นทั้งสอง  

   และด้วยความที่อยากเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว นั่นคือ adiZero F50 2012 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
เหมือนกัน  ก็เลยกลับไปดูข้อมูล Hand On! ที่มีอายุมาเกือบจะครบ 1 ปี แล้ว  ก็พบว่าคราวนั้น  น้ำหนักตัวของ
รองเท้าสายสปีดโฉมเก่ารุ่นนั้น  ปรากฏออกมาด้วยตัวเลข 165 กรัม/ข้าง  ซึ่งถ้าตัดสินกันด้วยตัวเลข  ก็ระบุ
ได้เลยว่า adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ มีน้ำหนักตัวลดลงจากเดิม 2 กรัม !!!  แต่ถ้าถามว่า
ตอนที่ถืออยู่นี้  รู้สึกถึงความแตกต่างที่เบากว่าเดิมหรือเปล่า  บอกได้เลยว่า "ไม่มีทาง" ครับ

   ในเรื่องของรูปทรงรองเท้า  ต้องยอมรับว่ารองเท้าสายสปีดความเร็วแสงเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์คู่นี้  มีลักษณะ
ตัวรองเท้าดูเป็นทรงกว่า  โดยเฉพาะบริเวณหลังเท้าที่มีลักษณะสูงโปร่งกว่าโดยไม่จำเป็นต้องยัดดันทรงรองเท้า
เอาไว้ด้านใน  และความกว้างของตัวรองเท้าก็ดูจะแคบลงกว่าเวอร์ชั่นหนังวัวแท้นิดนึง  


   
   รายละเอียดแรกคงต้องมาดูกันที่วัสดุหลักที่อาดิดาสเลือกใช้มาผลิตเป็นหน้าผ้าและตัวรองเท้าให้กับรองเท้า
ฟุตบอลเบาหวิวรุ่นนี้  ที่เรียกๆ แค่ว่า เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ นั้น  อาจจะทำให้หลายคนคิดว่าเป็นหนังสังเคราะห์
ที่ใช้กับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ทั่วๆ ไป  ซึ่งผิด  เพราะหนังสังเคราะห์ที่อาดิดาสหยิบเอามาใช้ผลิตเป็นตัวของ
รองเท้านั้นเรียกว่า หนังสังเคราะห์สปรินซ์สกิน (Sprintskin synthetic) ซึ่งเป็นหนังสังเคราะห์แบบพิเศษ
ที่มีความหนาเพียงแค่ 1.5 มิลลิเมตร เพื่อให้ตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบาขึ้น  เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของอาดิดาส
โดนหนังสังเคราะห์สุดบางนี้  จะถูกใช้แค่รองเท้ารุ่น adiZero F50 ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาส
เท่านั้น  แต่ปัจจุบัน  ได้มีการโอนถ่ายไปใช้งานกับรองเท้ารุ่น Predator® Lethal Zones SL ด้วย  

   
   สำหรับความพิเศษบริเวณผิวหน้าสัมผัส ของอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คู่นี้
ก็คือการมีลวดลายที่มีมิติมากขึ้น  เพื่อเพิ่มความสามารถในการสัมผัสบอลมากขึ้น  ลักษณะของหน้าสัมผัส
โดยรวม  จะมีความเรียบสม่ำเสมอกัน  ไม่มีวัสดุจำพวกแถบยางเหมือนในเจเนอเรชั่นที่แล้วมาเกะกะ  นั่นทำให้
พื้นที่สำหรับการสัมผัสและจับบอลของรองเท้ารุ่นนี้เปิดกว้างกว่าเดิม  ในขณะที่ผิวหน้าสัมผัสนั้นได้
มีการเคลือบผิวด้วยสารที่ให้สัมผัสคล้ายฟิล์มบางๆ  จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพใน
การจับสัมผัสบอลได้ดีขึ้นหรือไม่ อย่างไร

   ส่วนของแถบสามขีดสีดำ ตอน adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ นั้นจะเป็นการเอาชิ้นวัสดุมาตัดเย็บ
ลงไปอีกชั้นหนึ่ง  ทำให้แถบสามขีดอันเป็นสัญลักษณ์ทางการค้าของอาดิดาสนั้นมีมิติมากขึ้น  แต่สำหรับ
แถบสามขีดของเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ นั้นจะเป็นการพิมพ์ลายกราฟฟิกลงไปบนหนังเลย  ทำให้
พื้นผิวบริเวณดังกล่าวนั้นเรียบสนิท  

   
   อีกสิ่งหนึ่งที่จะมีเฉพาะเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  ก็คือแถบกันหัวเปิดบริเวณรอบแนวหัวรองเท้า  ซึ่งมี
ลักษณะเป็นพลาสติกผิวขรุขระ หุ้มทับแนวหัวรองเท้าเพิ่มไปอีก 1 ชั้น  และจะเห็นได้ว่าแนวกันหัวเปิดของ
รองเท้ารุ่นนี้  มีความสูงขึ้นมาจากพื้นรองเท้ามากกว่าโฉมที่แล้วพอสมควร  

   
   เชือกรองเท้ามาตรฐานที่ติดตัว อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ มาจากแหล่งผลิต
ตอนกลางจะเป็นเชือกเส้นแบน  เพื่อไม่ให้รบกวนการสัมผัสบอลเมื่อร้อยอยู่บนแนวหลังเท้า  ส่วนตอนปลาย
ของเชือก  เนื้อผ้าของเส้นเชือกจะฟูและมีความนิ่ม  เพื่อให้การผูกปมเชือกนั้นสามารถทำได้อย่างแน่นหนา
ไม่หลุดหรือคลายตัวออกเมื่อใช้งาน  ทั้งนี้...ลักษณะของรูร้อยเชือกซึ่งเป็นส่วนของตัวรองเท้านั้นจะแข็ง
ดูแล้วจะไม่สามารถดึงกระชับแนวร้อยเชือกได้ดีและแน่นเท่ากับเวอร์ชั่นหนังวัวแท้

   
   เทคโนโลยีสปรินซ์เว็บ (Sprintweb) ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีเฉพาะรองเท้ารุ่นนี้เท่านั้น  โดยสิ่งนี้คือส่วนของ
โครงสร้างรองเท้าที่ติดเอาไว้ด้านใน  ทำหน้าที่พยุงตัวรองเท้าให้มีความเป็นรูปเป็นร่าง  คล้ายใยของแมงมุม
นั่นเอง  เพื่อให้หนังของรองเท้าซึ่งบางมาก  มีความแข็งแรงทนทานและเป็นโครงร่าง   ตรงจุดนี้ถือเป็นปัจจัย
หลักที่ทำให้ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คู่นี้มีลักษณะของตัวรองเท้าที่สูงโปร่งกว่าเวอร์ชั่น
หนังวัวแท้  ซึ่งไม่มีโครงสร้างแบบนี้นั่นเอง

   
   มาต่อกับที่หุ้มส้นด้านในของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้กัน  โดยลักษณะของหุ้มส้นจะเป็นหน้าผ้าจากวัสดุประเภท
หนังสังเคราะห์  ที่มีผิวหน้าขรุขระ  ให้สัมผัสสากๆ สามารถดึงดูดกับส้นเท้าได้ในระดับหนึ่ง  ส่วนความนุ่ม
ของหุ้มส้นนั้น  อยู่ในระดับกลางๆ  เพราะด้านในมีการยัดฟองน้ำเอาไว้ไม่มากนัก  ทำให้หุ้มส้นไม่ค่อยฟูนุ่ม
เหมือนกับหุ้มส้นแบบที่เป็นหน้าผ้ากำมะหยี่  ซึ่งรายนั้นจะนิยมยัดฟองน้ำไว้หนาแน่นกว่า  ส่วนของปลายหุ้มส้น
จะเป็นลักษณะของปลายสูง  เวลาสวมใส่ปลายหุ้มส้น  จะขึ้นมาปกปิดถึงตอนกลางของแนวเอ็นร้อยหวายของ
ผู้สวมใส่  เพื่อสร้างความกระชับและความมั่นใจในทุกจังหวะการเคลื่อนที่

   
   มาสำรวจต่อกันที่แผ่นรองพื้นของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วแสง อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
กันต่อเลยแล้วกัน  สำหรับรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้สามารถถอดแผ่นรองพื้นแยกออกมาจากตัว
รองเท้าได้  และอย่างที่ได้บอกไปแล้วในตอนเปิดฝากล่องว่า  รองเท้ารุ่นนี้มีแผ่นรองพื้นทั้งสิ้น 2 แบบ คือ
คือ แบบน้ำหนักเบา (Lightweight) ซึ่งเป็นแบบที่ติดตัวรองเท้ามาเลย  จากภาพด้านบนถืออันสีเหลือง  
และอีกแบบก็คือ แบบสบาย (Comfort) ซึ่งเป็นอีกชุดที่แถมมาให้เป็นพิเศษ  และเป็นชุดแผ่นรองพื้นแบบ
เดียวกับที่ติดตัว adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ มา

   
   สำหรับแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้  จะขอโฟกัสมาที่แผ่นรองพื้นแบบ Lightweight แล้วกันนะครับ  เนื่อง
จากเป็นแผ่นรองพื้นแบบมาตรฐานที่ติดตัวรองเท้ามาตั้งแต่แรก  นั่นแปลว่าทางอาดิดาสต้องการที่จะให้ผู้ใช้
ใช้แผ่นรองพื้นแบบนี้มากกว่า  โดยแผ่นรองพื้นแบบ Lightweight จะมีผิวหน้าแบบเส้นใยผ้าไนล่อน  สัมผัส
ลื่นๆ ไม่หนึบเท่าไหร่นัก  ตลอดทั่วทั้งแผ่นรองพื้นจะมีการเจาะรูทั่วไปหมด  เพื่อช่วยลดน้ำหนักโดยรวมของ
ตัวรองเท้าลงไปได้อีกหน่อย
   
   
   
   เมื่อจับเอาแผ่นรองพื้นทั้ง 2 แบบ มาเปรียบเทียบความหนากัน  แค่มองไกลๆ ก็สามารตัดสินได้เลยว่าแผ่น
รองพื้นแบบ Lightweight นั้นมีเนื้อโฟมบางกว่า แบบ Comfort เป็นอย่างมาก  แม้ว่าทั้ง 2 แบบ  จะผลิตจาก
โฟม EVA ฉีดขึ้นรูป  แต่ลักษณะของเนื้อโฟมนั้นจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน 

   
  โดยแผ่นแบบ Lightweight (อันใกล้) จะมีเนื้อโฟมไม่แน่นมากนัก  ลองใช้นิ้วมือออกแรงกดแล้วโฟมค่อนข้าง
จะจมลงไปมากกว่า  และตลอดแนวใต้แผ่นรอง  ก็ไม่มีวัสดุโฟมรองรับแรงกระแทก adiPrene มาเสริม  ในขณะ
ที่แผ่นแบบ Comfort (อันไกล) นั้นมีลักษณะของเนื้อโฟมที่หนากว่ามาก  เนื้อโฟมแน่น  และมีการเสริมโฟม
adiPrene ซึ่งมีความยืดหยึ่นและรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่า  ตลอดแนวตามยาวของด้านใต้แผ่นรองพื้น  ดังที่
เห็นเป็นชิ้นโฟมสีเขียวอ่อน  เพื่อช่วยเพื่อประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทก  ได้ดีกว่า  ในขณะที่ต้องแลก
มาด้วยน้ำหนักตัวรองเท้าโดยรวมที่มากขึ้นนั่นเอง

   
   ก่อนที่จะลงไปปิดท้าย ณ ส่วนของชุดพื้นนอกและปุ่มรองเท้า  เรามาดูกันที่เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวาย
แบบภายนอก (External Heel Counter) โดยเกราะหุ้มส้นที่เห็นอยู่นี้  ผลิตจากพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปเป็น
ชิ้นเดียวกับชุดพื้นรองเท้า  มีการพิมพ์ตัวนูนว่า Sprint Frame ซึ่งเป็นชื่อเรียกเทคโนโลยีของชุดพื้น  โดยจะ
ขอกล่าวถึงในส่วนถัดไป  กลับมาที่เกราะป้องกันส้นเท้าแบบภายนอก  จะมีลักษณะโป่งนูนออกมา  มีความแข็ง
ในระดับที่ดีใช้ได้เลย  แต่ก็ถือได้ว่าให้การป้องกันการปะทะได้ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ  เพราะถือเป็นรองเท้าฟุตบอล
สายสปีดเพียงรุ่นเดียวตอนนี้  ที่ใช้เกราะป้องกันแบบภายนอก  

   ถัดมาจะเห็นแนวกราฟฟิกเส้นสีดำ-สีเทา  และมีตัวอักษรพิมพ์สีเขียวระบุว่า -- adizero --  วัสดุตรงส่วนนี้จะเป็น
หนังสังเคราะห์ (Synthetic leather) มีลักษณะที่ลู่กระชับบีบเข้าไปด้านใน  ซึ่งจะช่วยบีบกระชับกับเท้า
ผู้สวมใส่ได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว
 เพื่อเพิ่มความมั่นใจในทุกๆ จังหวะการเคลื่อนที่ตามสไตล์ของรองเท้า
ประเภทความเร็วแสงเช่นนี้

   
   ชุดพื้นนอกของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  มีเทคโนลยีที่อาดิดาสเรียกว่า "Sprint Frame" ซึ่งตั้งชื่อเรียกตาม
ความสามารถของชุดพื้น  โดยชุดพื้นชุดนี้ถูกฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมดด้วยพลาสติก TPU  ตรงกลาง
มีช่วงสำหรับใส่อุปกรณ์จับความเร็วอัฉริยะ miCoach SPEED_CELL™  แต่ด้วยการออกแบบให้มีเส้นสาย
ลายนูนเป็นสัน  จากส่วนหน้าไปยังส่วนท้ายของชุดพื้น  และลักษณะของชุดพื้นที่ไม่หนาจนเกินไป  ทำให้
ชุดพื้น Sprint Frame ชุดนี้  มีคุณสมบัติในการดีดสปริงตัวได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะจังหวะการเคลื่อนที่
ด้วยปลายเท้า   ทำให้ชุดพื้นแบบนี้  ได้ถูกใช้มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกของอาดิดาส adiZero  และปัจจุบัน
ได้รับการยอมรับถึงประสิทธิภาพ  จึงถูกประยุกต์ใช้กับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของอาดิดาสในทุกๆ ซีรี่ย์
ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   ส่วนปุ่มรองเท้าแบบ FG นี้ ก็เป็นเหมือนเดิมเช่นเดียวกัน  ด้วยปุ่มรองเท้ารูปทรงสามเหลี่ยม  วางตัวทำมุม
องศาที่แตกต่างกัน  มีขนาดเล็กใหญ่เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ ตามความเหมาะสม  จุดขายอยู่ที่คู่ปุ่มด้านหน้าสุด
ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม  ชี้ด้านแหลมไปทางข้างหน้า  ด้านท้ายปุ่มมีพื้นที่ที่จะจิกลงไปยังพื้นสนาม  และส่งแรง
เคลื่อนที่ไปยังพื้นสนาม  เพื่อประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ไปด้านหน้าที่รวดเร็ว   ส่วนคู่ปุ่มขนาดใหญ่ตรงกลาง
จะทำงานประสานกับปุ่มเล็กๆ จำนวน 3 ปุ่ม ที่อยู่ถัดไป  คอยทำหน้าที่กระจายน้ำหนัก  และรักษาสมดุลของ
การทรงตัว  รวมถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่

   
   ส่วนด้านหลังจะเป็นปุ่มสามเหลี่ยม 4 ปุ่ม  โดยปุ่มคู่หลังสุดจะมีขนาดใหญ่กว่า คอยทำหน้าที่รับน้ำหนักตัว
ของผู้สวมใส่  ทั้งนี้  ปุ่มรองเท้าทั้งหมด 11 ปุ่ม  ไม่ได้ถูกฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกับชุดพื้น  แต่จะใช้เทคนิคการ
เชื่อมติดด้วยกาวอัดความร้อน  โดยฝังแกนกลางขนาดเล็กและตื้น 3 แกน เชื่อมลงไปยังชุดพื้นเท่านั้น  ประเด็น
เรื่องของความแข็งแรงทนทาน  ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์กันต่อไปในระยะยาว

   Feeling

   
   มาเริ่มต้นการสวมใส่ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ด้วยการแนะนำการเลือกไซด์รองเท้า
ให้มีขนาดไซด์ที่เหมาะสมกับเท้าของท่านก่อน  โดยรองเท้าสายสปีดคู่ที่ผมกำลังใส่อยู่นั้น  มีขนาดไซด์ที่
ระบุบนป้ายบอกไซด์ว่า 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm ซึ่งเป็นขนาดไซด์มาตรฐานที่ตัวผมเอง
เพื่อมราจะพยายามเลือกมาใส่ให้เหมือนๆ กันกับรองเท้ารุ่นอื่น  จะได้นำมาเปรียบเทียบการใช้งานได้แม่นยำ
ขึ้นนั่นเอง

   หลังจากที่ได้สวมใส่เข้าไปที่เท้า  แล้วดึงกระชับแนวร้อยเชือก  จากนั้นก็ผูกปมเชือกหนึ่งทบและตามด้วย
หูกระต่ายตามปกติ  จะพบว่ารูปทรงของรองเท้าจะไม่ลู่หรือบีบเข้ารูปเนียนกระชับทุกสัดส่วนเหมือนกับ
adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้  โดยหนังรองเท้าตอนกลางนั้นจะมีช่วงว่างและรอยยับให้เห็น  ซึ่งเป็น
ปกติของรองเท้าฟุตบอลหนังสังเคราะห์ที่มีลักษณะแข็งๆ เช่นนี้

  
   ตรงหัวรองเท้าที่แทบจะเป็นปกติของอาดิดาสแล้วล่ะ  ที่จะเหลือพื้นที่ว่างพอที่จะให้วางนิ้วหัวแม่มือลงไปแนบ
ได้เต็มๆ เลย  รูปแบบเดิมที่เคยเจอกับ adiPure 11Pro , Predator® Lethal Zones , Predator® Lethal Zones
SL
พอดิบพอดี  ซึ่งนั่นหมายความว่า adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คู่ที่กำลังสวมใส่อยู่นี้มีการ
โอเวอร์ไซด์ทางด้านยาว ประมาณ 0.4 - 0.5 cm  ในขณะที่เวอร์ชั่นหนังแท้ที่เป็นฝาแฝดกันนั้น  จะเหลือพื้นที่
ตรงหัวนี้น้อยกว่านิดนึง

   แต่แม้ว่าพื้นที่ตรงหัวรองเท้าจะเหลือขนาดนั้น  เท้าด้านในก็ไม่สามารถเลื่อนหรือไถลหรือขยับไปยังด้านหน้า
ที่เป็นพื้นที่ว่างได้อีก  เพราะตรงแนวด้านข้างของนิ้วเท้า  ทั้งนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วก้อย  นั้นถูกบีบล็อคโดยตัว
รองเท้า  แน่นหนาพอสมควร  ซึ่งอารมณ์ที่เหลือหัวแบบนี้จะคล้ายๆ กับ ไนกี้ Mercurial Vapor VIII นั่นแหละ

   
   ฟีลลิ่งตอนกลางเท้าพบว่าตัวรองเท้านั้นบีบกระชับได้ดีพอสมควร  แต่หนังรองเท้าบางจุดจะมีลักษณะยับ
อยู่บ้าง  โดยเฉพาะทางฝั่งข้างเท้าด้านนอก  แตกต่างจากหนังวัวแท้ที่บีบเข้ารูปเท้าได้เนียนกว่านี้  ส่วนตรง
หลังเท้าก็เป็นฟีลลิ่งถูกกดแน่นมากขึ้น  แตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วที่ดูจะโล่งสบายกว่า  เพราะมีโครง
วัสดุประเภทยางคอยค้ำเอาไว้  ด้วยฟีลลิ่งที่แน่นกระชับทางด้านข้างเช่นนี้นี่เอง  ที่คอยกดไม่ให้เท้านั้นลื่น
หรือขยับไปด้านหน้าได้  แม้ด้านหน้าจะมีพื้นที่เหลือก็ตาม    

   หากใครที่ยังไม่พอใจกับฟีลลิ่งความกระชับ  หรือท่านใดที่มีหน้าเท้าแคบกว่านี้  หากอยากจะดึงกระชับแนว
ร้อยเชือก  เพื่อให้ด้านข้างของตัวรองเท้านั้นบีบมากขึ้นกว่านี้  ก็พอจะสามารถทำได้อยู่บ้าง  แต่จะไม่บีบแน่น
กระชับถึงระดับเดียวกับเวอร์ชั่นหนังแท้  เพราะหนังรองเท้าของ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
คู่นี้มีลักษณะที่แข็งกว่า  ถ้าจะกระชับแนวร้อยเชือกให้แน่นมากๆ จริง  ต้องอาศัยแรงดึงที่มากพอสมควร

   
   ส่วนของหุ้มส้นและด้านหลังรองเท้า  ก็ให้ฟีลลิ่งการบีบกระชับแน่นหนา  และเข้ารูปกับเท้าได้ดีไม่มีช่องว่าง  
แต่จะมีส่วนของปลายปุ้มส้นที่แข็ง  และสูงขึ้นมาชนกับตอนกลางของแนวเอ็นร้อยหวาย  อาจจะสร้างความอึดอัด
นิดหน่อย  แต่ก็จะได้ในเรื่องของการล็อคส่วนของส้นเท้าให้เป็นส่วนเดียวกับตัวรองเท้าได้เป็นอย่างดี

   ทั้งนี้ทั้งนั้น  ในเรื่องของการเลือกไซด์รองเท้าอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ยังคง
ยืนยันให้เลือกแบบตรงไซด์เหมือนเดิม  โดยเฉพาะผู้ใดที่คิดว่ามีลักษณะหน้าเท้ากว้าง  แม้ว่าด้านหน้าจะ
มีพื้นที่เหลือเฟือพอที่จะวางนิ้วหัวแม่มือลงไปได้  แต่ตอนกลางของรองเท้านั้นบีบเอาเรื่องเลยทีเดียว  โดยเฉพาะ
หลังเท้าที่ถูกกดมากขึ้นว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ทำให้เท้าไม่ขยับหรือลื่นไถลไปด้านหน้า  แต่สำหรับใครที่มีรูปเท้า
ผอมเพรียวเรียวยาว  และมีขนาดความยาวเท้าที่ไม่ลงเต็มหรือครึ่งเซนติเมตรพอดี  ก็สามารถที่จะลดไซด์รองเท้า
รุ่นนี้ลงได้อีกครึ่งไซด์

   Testing  

   เรามาลงสนามทดสอบศักยภาพการใช้งานของรองเท้าฟุตบอลที่เบาที่สุดในโลก adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
จากอาดิดาส กันเลยดีกว่า  ที่ทดสอบหลักๆ ยังคงเป็นสนามฟุตบอลหญ้าเทียม Winning 7
ที่เดิมที่คุ้นเคย  ต่อให้ใบข้อมูลที่อาดิดาสแถมมาให้ในกล่องรองเท้าจะระบุว่า ปุ่มแบบ FG นั้นต้องเอาไปใช้กับ
สนามฟุตบอลหญ้าจริงที่มีความนุ่มปานกลาง  แต่ในการทดสอบแล้วคงต้องขอยึดสนามฟุตบอลหญ้าเทียมที่นี่
เป็นหลัก  เพื่อที่จะได้กำจัดตัวแปรในเรื่องของสภาพสนามที่ยากจะควบคุมของสนามหญ้าจริงออกไปนั่นเอง

   ความสบายในการสวมใส่

   
   เริ่มต้นหัวข้อการทดสอบอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  ด้วยเรื่องของความสบาย
ในการสวมใส่
 กันก่อน  หลังจากที่ได้ลงสนามลองเคลื่อนที่ในระดับความเร็วปกติ  โดยไม่ได้เล่นกับลูกฟุตบอล
พบว่ารองเท้าฟุตบอลหนังสังเคราะห์น้ำหนักเบาคู่นี้  ค่อนข้างที่จะบีบกระชับในส่วนของกลางเท้าเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะแรงกดบนหลังเท้าที่แรกๆ รู้สึกได้ถึงความอึดอัดและปวดหลังเท้าพอสมควรเลย  โดยเฉพาะช่วงออก
สตาร์ท 20 นาทีแรก  เรียกได้ว่าแทบอยากจะถอดออกแล้วเปลี่ยนคู่อื่นมาใส่กันเลยทีเดียว

   แต่พออดทันกัดฟันฝืนใช้ไปประมาณ 30 - 40 นาที  ซึ่งเป็นชั่วโมงบินเท่ากันกับเวอร์ชั่นหนังแท้  พบว่าความ
อึดอัดเริ่มเลือนลางจางหายไป  ตัวรองเท้าพอจะเข้ารูปกับเท้าได้ดีขึ้น  แรงบีบทางด้านข้างเริ่มเป็นปกติ  แต่จะ
ยังเหลือส่วนของแรงกดบนหลังเท้าที่ยังมีมาให้ได้รู้สึกอยู่บ้าง  

   
   หุ้มส้นของรองเท้าคู่นี้ถือได้ว่าโอบกระชับและล็อคข้อเท้าได้ดี  และไม่ถึงกับอึดอัดมากนัก  การระบายความร้อน
ยังถือได้ว่าทำได้ในระดับที่น่าพอใจ  สำหรับการเป็นรองเท้าประเภทหนังสังเคราะห์เช่นนี้  แต่สิ่งที่ดูจะเป็นปัญหา
ของบริเวณหุ้มส้น ของ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  คงจะหนีไม่พ้นอาการกัดส้นเท้าที่มา
แบบดุดันเต็มสตรีม  โดยเฉพาะส่วนล่างของส้นเท้าที่ต้องชนกับความแข็งของแนวเกราะกันกระแทก  เพราะไม่มี
การบรรจุฟองน้ำเพิ่มความนุ่มไว้ในหุ้นส้นด้านในส่วนล่างนั่นเอง  ตรงจุดนี้บอกได้เลยว่ามีทางออกเพียงแค่ไม่กี่
ทาง  ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คงต้องทนกัดฟันใช้ไปจนกว่าส้นเท้าตรงที่ถูกกัดนั้นถูกกัดจนด้านและไร้ความรู้สึกไปเอง
นั่นแหละ

   ณ จุดนี้คงต้องบอกว่า adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ มีความสบายในการสวมใส่ที่ "ลดลง"
จากเจเนอเรชั่นที่แล้วพอสมควร  ในกรณีที่เปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นที่เป็นหนังสังเคราะห์เหมือนกัน  ซึ่งเป็นไปใน
ทิศทางเดียวกันกับ เวอร์ชั่นหนังแท้  และก็เป็นมาจากสาเหตุเดียวกันก็คือการถอดโครงสร้างที่เป็นยางออกไป
ทำให้หนังของรองเท้ามีความยืดหยุ่นในการที่จะบีบรัดกระชับกับเท้าได้ดีขึ้น  ซึ่งตรงจุดนี้จะขอพูดถึงอีกทีใน
หัวข้อการทดสอบเกี่ยวกับความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน  อย่างไรก็ตาม  ก็ถือได้ว่าทำได้ตามมาตรฐาน
ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็ว  ที่ไม่เน้นความสบายในการสวมใส่มากนัก  แต่ถ้าจะให้ดีก็ยังอยากได้
หุ้มส้นด้านในที่นุ่มสบายกว่านี้  จะได้ทำให้อาการกัดส้นเท้านั้นทุเลาลงไป  และคะแนนส่วนนี้ก็จะได้เพิ่มขึ้น
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   มาต่อกันที่หัวข้อทดสอบ ระบบการรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม ซึ่งถือเป็นปัญหาหลัก
ในการตัดสินคะแนนให้กับ รองเท้ารุ่นนี้เป็นอย่างมาก  เพราะทางอาดิดาสนั้นให้ชุดพื้นมาสองลักษณะ  โดย
ในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ผมตัดสินใจที่จะวัดเฉพาะพื้นแบบ Lightweight เท่านั้น  เนื่องจากเป็นชุดพื้นที่ติดตัว
รองเท้ามาตั้งแต่แรก  จึงถือว่าอาดิดาสต้องการที่จะให้ชุดพื้นแบบนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรองเท้ารุ่นนี้
นั่นเอง  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  แค่ดูก็รู้ว่าชุดพื้นแบบ Comfort จะช่วยผ่อนแรกกระแทกจากพื้นสนามได้
ดีกว่า  จึงต่อให้ทดสอบ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ให้ตายยังไง  คะแนนโดยรวมก็ยาก
ที่จะสู้ เวอร์ชั่นหนังแท้ หนังแท้อยู่ดี  เพราะคะแนนในหัวข้อนี้ก็จะแตกต่างกันไปมากพอสมควรแล้ว

   เพื่อไม่ให้เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบกัน  กรณีแบบนี้ผมจะขอดึงเอาชุดแผ่นรองพื้นแบบ Comfort มาใช้
ทดสอบในหัวข้อนี้แล้วกัน  ถือซะว่าเป็นการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ดีที่สุดที่ทางผู้ผลิตให้มา  ทดสอบด้วยการ
เคลื่อนที่ออกวิ่งด้วยความเร็วบนพื้นสนาม  และซึบซับฟีลลิ่งของแรงกระแทกที่กระทำต่อฝ่าเท้าและข้อเข่า
ว่าแข็งกระด้างมากน้อยเพียงใด  พบว่าแผ่นรองพื้นแบบ Comfort  ซึ่งผลิตจากวัสดุ EVA โฟม ที่หนาแน่น
มากที่สุดในหมู่แผ่นรองพื้นของอาดิดาส  แถมยังมีการเสริมแนวโฟมพิเศษตามความยาวอีก  สามารถช่วย
ดูดซับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามได้อย่างดีเยี่ยม
   คนละเรื่องกับการดูดซับแรงกระแทก
ของแผ่นรองพื้นแบบ Lightweight (อ้างอิงจากการทดสอบ adiZero F50 2012 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์)

   
   เมื่อแผ่นรองพื้นมีความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกได้ดี  มาจับคู่กับรองเท้าสายสปีดที่มีน้ำหนักตัว
เบาที่สุดในโลก  จึงช่วยกันหนุนให้รองเท้ารุ่นนี้มีความน่าใช้เพื่อการเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนามได้  โดยเฉพาะ
การสปรินซ์แบบเต็มสปีด  ข้อเท้าและหัวเข่าจึงรับภาระลดน้อยลง  ความสนุกของการวิ่งจึงมีมากขึ้น

   ไปๆ มาๆ แล้ว  แผ่นรองพื้นแบบ Comfort ที่มากับรองเท้ารุ่นนี้  ยังให้ประสิทธิภาพในการช่วยรองรับ
และผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามได้ดีที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาสด้วยกัน  และก็เป็นข้อสรุป
เดียวกับตอนที่ผมได้ทดสอบ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ ว่าแผ่นรองพื้นชุดนี้สามารถช่วยทำให้
อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เป็นรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วที่มีความสามารถ
ในการดูดซับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามได้ดีที่สุดในคลาส  ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะช่วยให้รองเท้า
รุ่นนี้เหมาะสำหรับการใช้เพื่อการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไปทั่วทั้งสนาม  ตามสไตล์การใช้งานของรองเท้าฟุตบอล
ประเภทนี้นั่นเอง

   อย่างไรก็ตาม  แผ่นรองพื้นแบบ Lightweight แม้จะไม่เอามาคิดคะแนนการทดสอบ  แต่ผมเองก็มีโอกาสได้
ทดลองใส่ลงเล่น  จึงจะขอให้ไว้เป็นข้อมูลเฉยๆ ว่า  แผ่นรองพื้นชุดนี้  ไม่เหมาะต่อการใช้งานกับสนามฟุตบอล
หญ้าเทียมเลย  โดยเฉพาะสนามที่พื้นแข็งๆ  เล่นไปสักแป้บก็จะเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยข้อเข่าแล้ว  แต่ถ้าเอาไปใช้
งานในสนามฟุตบอลหญ้าจริงที่มีหญ้าพอสมควร  ดินไม่แข็งเกินไป  แผ่นรองพื้นแบบ Lightweight ก็สามารถ
ให้อารมณ์การรองรับแรงกระแทกได้ดีพอๆ กับการใช้งานแผ่นรองพื้นแบบ Comfort ในสนามหญ้าเทียม
(ที่เราทดสอบกันอยู่นี้)

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก (แผ่นรองพื้นแบบ Comfort) 8/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนามถือเป็นจุดแข็งที่สุดของรองเท้าฟุตบอลความ
เร็วแสง อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ที่สุดแล้ว  จะมีรายละเอียดอย่างไรเลื่อนลง
ไปอ่านบทวิจารณ์ย่อหน้าถัดไปได้เลยครับ

   หลังจากที่ได้ลองควบรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลกลงสนามทดสอบ  สิ่งแรกที่รู้สึกได้เลยก็คือ
"รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้สปรินซ์ตัวด้วยความเร็วได้มันส์สะใจมาก" โดยเฉพาะการวิ่งออกตัวไปทางด้านหน้า
ซึ่งปุ่มของรองเท้าได้ถูกออกแบบมาเพื่อทิศทางนี้อยู่แล้ว  ผนวกกับน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบามากๆ  เป็นผลให้
การวิ่งไปด้านหน้าทำได้อย่างสนุกสนานเป็นอย่างมาก  แล้วถ้าถามว่าแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วยังไง  ใน
เมื่อตัวรองเท้ามีน้ำหนักที่ไม่แตกต่างกันมาก  คำตอบก็คือ  ฟีลลิ่งความกระชับ  และลักษณะของตัวรองเท้าซึ่ง
สามารถลู่เข้ารูปกับเท้าได้มากกว่าเดิม  ก็ถือเป็นอีกปัจจัยสำหรับที่ทำให้การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของเจ้า
adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม  

   ไม่ใช่แค่เพียงน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบาหลุดโลกเท่านั้นที่เป็นผลต่อการเคลื่อนที่  แต่ชุดพื้นแบบ Sprintframe
ก็ยังช่วยให้เกิดแรงดีดของฝ่าเท้าได้เป็นอย่างดี  ซึ่งจะเห็นผลแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อใช้ปลายเท้าในการ
สปรินซ์ออกตัว  ทั้งนี้ยังมีเรื่องของปุ่มคู่หน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อการส่งแรงผลักให้ผู้สวมใส่พุ่งตัวไปด้านหน้า
ได้มากขึ้น

   
   อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่แบบฉับพลัน หรือจังหวะการสับขาหลอก  คงต้องยอมรับ
ว่ารูปแบบปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้  ไม่โดดเด่นเหมือนกันทางรองเท้าสายสปีดจากไนกี้  จะได้ก็แค่ในเรื่องของ
สมดุลการสมตัวที่ดีกว่า  เพราะปุ่มที่ใช้ทรงตัวมีขนาดใหญ่กว่าและมีจำนวนปุ่มมากกว่า  การเคลื่อนที่ไป
ในทิศทางซ้ายขวา  จริงๆ แล้วก็พอจะทำได้มีประสิทธิภาพ  แต่จะต้องแลกมาด้วยแรงบิดของข้อเท้าและ
ฝ่าเท้าที่ต้องใช้มากกว่า (เปรียบเทียบกับ Mercurial Vapor VIII)  ซึ่งตรงจุดนี้จะขอสรุปสั้นๆ ให้เข้าใจ
ง่ายๆ ว่า การยึดเกาะกับพื้นสนามจะออกแนวสมดุลการทรงตัวที่ดีเป็นหลักเสียมากกว่า  และจะ
ไม่เอื้อประโยชน์ต่อการสับขาหลอก  หรือการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่เกิน พิสัย 180 องศาด้านหน้า
ด้วยความเร็วแบบฉับพลันสักเท่าไหร่ 

   สรุปคะแนนโดยภาพรวม  คงต้องลงคะแนนไว้ที่ 9 เต็ม 10  ทั้งที่ใจจริงอยากจะให้ 10 เต็มด้วยซ้ำ  แต่ติด
ในเรื่องของศักยภาพการยึดเกาะพื้นสนามที่ไม่ครอบคลุมรูปแบบการเคลื่อนที่แบบรอบตัวและฉับไวเท่านั้น
เอง  แต่จุดเด่นที่ขอยกให้อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คู่นี้เป็นที่หนึ่งในหัวข้อการ
ทดสอบนี้  ก็คือการเป็น รองเท้าที่เน้นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ว่องไวและมันส์มาก  เหมาะกับคน
ที่ต้องการรองเท้าสำหรับการสปรินซ์วิ่งทางตรง  ประมาณว่าทิ้งบอลไปด้านหน้าและติดสปีดหนีห่างคู่แข่ง
โดยไม่ต้องมาใส่ใจกับการสับขาหลอกซ้ายทีขวาที   ส่วนเรื่องของแผ่นรองพื้นด้านในทั้ง 2 แบบ  โดยเฉพาะ
แบบ Comfort ที่มีน้ำหนักมากกว่า  ซึ่งผมได้ลองใช้ทั้ง 2 แบบ  ขอยืนยันเลยว่าน้ำหนักของแผ่นรองพื้น
ที่แตกต่างกัน  ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเร็วหรือความสนุกในการวิ่งพล่านเลยแม้แต่นิดเดียว


   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 9/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   ด้วยการที่รองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เป็นรองเท้าฟุตบอลสาย
ความเร็ว  จึงจำเป็นต้องให้ฟีลลิ่ง  ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งานแก่ผู้สวมใส่มากที่สุด  เพื่อที่
จะให้การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   หลังจากที่ได้ลองใช้งานรองเท้าฟุตบอลคู่นี้แล้ว  ต้องบอกเลยว่าฟีลลิ่งช่วงตอนกลางนั้นบีบกระชับโอบรัด
กับเท้าเป็นอย่างมาก  ล็อคเท้าได้เสมือนว่าเกือบเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับตัวรองเท้าเลยล่ะ  อย่างไรก็ตาม
ด้วยลักษณะหนังที่แข็งทื่ออยู่บ้าง  ทำให้กับหนังของรองเท้าเข้ารูปกับเท้าได้ไม่เนี๊ยบเหมือนกับเวอร์ชั่นหนังแท้
และยังรวมถึงคู่แข่งรายสำคัญจากไนกี้ด้วย  โดยบางจุดบางบริเวณยังมีให้เห็นว่าหนังของรองเท้าคู่ที่ผมกำลัง
ใส่ทดสอบอยู่นี้  มีลักษณะนูนโป่งขึ้นมาและมีช่องว่างระหว่างเท้าอยู่บ้าง  ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้คะแนนส่วนนี้
น้อยกว่า เวอร์ชั่นหนังแท้

   แต่ถ้าเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ยอมรับเลยว่าหนังรองเท้าที่เป็นแบบชิ้นเดียวกันเช่นนี้ของ adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
 สามารถโอบกระชับเพิ่มความมั่นใจและเข้ารูปกับเท้าได้ดีขึ้นกว่าเดิมนะ

   
   ส่วนของหุ้มส้นและข้อเท้าก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีอะไรให้วิจารณ์  พบว่าหุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้สามารถสร้าง
ความกระชับและล็อคข้อเท้าได้ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย  และยังรวมถึงบริเวณหุ้มข้อที่แทบจะไม่มีช่องว่างให้
แหย่นิ้วมือลงไปได้  ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รองเท้ารุ่นนี้สร้างความกระชับได้ดีนั่นเอง

   เท่านั้นยังไม่พอ  เพราะไอเจ้าแถบสีดำสีเงินที่เห็นจากภาพด้านบนนั้น  ก็สามารถช่วยบีบกระชับช่วงล่าง
ของส้นเท้าได้เป็นอย่างดี  
ก็เป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ไม่ใช่แค่การดีไซน์รูปลักษณ์  แต่ยังสามารถเอามาใช้งาน
ได้จริงอีกด้วย  ซึ่งส่วนนี้ถือว่าหาไม่ได้จากโฉมที่แล้ว

   สรุปโดยรวมแล้ว อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ สร้างความกระชับและความมั่นใจ
ในการเคลื่อนที่และการเล่นจังหวะต่างๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิม  จุดเด่นคือลักษณะของหนังรองเท้าที่สามารถเข้ารูป
กับเท้าของผู้สวมใส่ได้แนบสนิทขึ้นกว่าเดิม  แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นฝาแฝด adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังแท้
คงต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้  เพราะหนังแท้ที่มีความนุ่มและยืดหยุ่นมากกว่า  สามารถเข้ารูปกระชับกับเท้า
ได้ดีกว่าหนังสังเคราะห์ที่มีลักษณะแข็งของรองเท้าคู่นี้
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   อีกการทดสอบหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับ อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ เป็นอย่างมาก
นั่นก็คือเรื่องของการจับสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอล  เนื่องจากตามที่ผมได้เกริ่นไปบ้างแล้วว่าหน้าผ้าและ
ลักษณะของหนังนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเจเนอเรชั่นที่แล้วพอสมควร  ดังนั้นมาหาคำตอบไปด้วยกันดีกว่า
ว่าหน้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้  จะมีศักยภาพในการจับสัมผัสบอลดีขึ้นหรือไม่

   เริ่มต้นที่การจับบอลแรกด้วยพื้นที่บริเวณหน้าเท้า  ก่อนอื่นต้องบอกว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความได้เปรียบรองเท้า
ฟุตบอลสายความเร็วรุ่นอื่นๆ ตรงที่ลักษณะของบริเวณหัวรองเท้าที่จะกว้างกว่า  ทำให้พื้นที่การสัมผัสบอล
นั้นมีมากกว่า
นั่นเอง  ถ้าจะให้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ  ก็คงต้องจับเอา ไนกี้ Mercurial Vapor VIII มาวัด
จะเห็นได้ว่ารองเท้าสปีดทางฝั่นไนกี้นั้นจะมีลักษณะที่เรียวยาว  ไล่มาตั้งแต่ตอนกลางของตัวรองเท้ามาจนถึง
บริเวณหัวรองเท้าที่เป็นรูปทรงเดียวกันแทบทั้งหมด  แต่สำหรับ อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนัง
สังเคราะห์
นั้น  แม้ว่าตอนกลางรองเท้าจะเรียวคอต  แต่พอมาถึงส่วนบริเวณหัวรองเท้าก็จะมีลักษณะที่ขยาย
ออก  หน้าสัมผัสจึงกว้างขึ้นนั่นเอง  ดังนั้นนี่ถือเป็นอีกข้อดีอย่างหนึ่งของรองเท้ารุ่นนี้  ช่วยให้การจับสัมผัส
และจับบอลแรกนั้นทำได้อย่างเต็มเท้าพอสมควร

   อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าลักษณะของพื้นผิวจะดูดีมีมิติมากขึ้น  แต่พอใช้งานจริงๆ กลับพบว่าหน้าผ้าสัมผัส
ไม่สามารถดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดีดั่งที่คาดไว้ตอนแรก เรียกได้ว่ายังเหนียวสู้กับหน้าสัมผัส
ของไนกี้ Mercurial Vapor VIII ไม่ได้  ที่พอจะสู้ได้และดูดีกว่าก็คงจะเป็นเรื่องของปริมาณพื้นที่หน้าสัมผัส
ที่กว้างขวางกว่า  ตามที่ผมได้พูดไปแล้วจากส่วนของย่อหน้าด้านบน

   และด้วยลักษณะของหนังที่แข็งและบาง  และแทบจะไม่มีความนุ่มเลย  จึงทำให้การดูดบอลลงให้นิ่มนวล
นั้นต้องอาศัยทักษะเฉพาะตัวของผู้เล่นเป็นหลัก 
 เอาเป็นว่าเกิน 90% คือทักษะล้วนๆ   มิฉะนั้นลูกบอล
ก็จะกระเด้งกระดอนออกจากการครอบครองไปอย่างแน่นอน  หรือไม่ก็ทำให้ต้องเสียเวลาในการเล่นจังหวะ
ต่อไปพอสมควร  เรียกได้ว่าความนุ่มนวลในการดูดบอลลงนั้นคนละเรื่องกับฝาแฝดอย่าง adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังแท้
ที่มีหน้าผ้าและตัวรองเท้าที่หนานุ่มกว่ามาก  ทำให้การดูดบอลลงแต่ละทีนั้นเชื่องติดเท้า
กว่านี้เยอะ

   
   การแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
คู่นี้  ก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยสลับกันไปตามปกติ  เริ่มจากข้อดีก่อนแล้วกัน  นั่นคือพื้นที่ข้างเท้าด้านในของ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  มีลักษณะที่ค่อนข้างเรียบเป็นชิ้นเดียวกันทั้งแผง  รูปทรงของตัวรองเท้ามีลักษณะที่
สอดรับกับความกลมของลูกฟุตบอลได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  และดีกว่าคู่แข่งรายสำคัญอย่างไนกี้
Mercurial Vapor VIII ด้วย  ทำให้จังหวะการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในนั้นทำได้อย่างเต็มๆ เท้า
การควบคุมทิศทางของทำได้ง่ายขึ้น  โดยเฉพาะการแปตรงๆ  เพราะพื้นที่สัมผัสบอลที่เปิดกว้างนั่นแหละ 
ส่วนการออกข้างซ้าย-ขวา  ก็ทำได้ในระดับปกติมาตรฐานทั่วไป

   แต่ด้านของข้อด้อยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของหนังรองเท้าที่ดูกร๊อบแกร๊บและแข็งทื่อจนเกินไป  จุดสำคัญคือ
ถ้าไม่ได้แปโดนลูกบอลเต็มๆ แบบเน้นๆ  ลูกบอลที่ถูกแปส่งออกไปนั้นมีน้ำหนักและหนักแน่นสู้กับรองเท้า
สายสปีดรุ่นอื่นๆ ไม่ได้  และบางทีก็เกิดจังหวะแป้กได้เหมือนกัน   ซึ่งก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นก่อนหน้า
นี้แล้ว และถ้าอยากจะแปให้ลูกบอลพุ่งแรงจริงๆ ก็ต้องเน้นออกแรงกระแทกกับบอล  ด้วยหนังรองเท้าที่แข็ง
และบาง  ก็จะรู้สึกถึงแรงกระทำที่สะท้อนกลับมายังเท้าของเราได้แทบจะเต็มที่เลย

    สรุปคร่าวๆ ได้ว่า อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คู่นี้  ด้วยหนังรองเท้าที่แข็งและบาง
ทำให้มันไม่เหมาะกับการดูดบอลลงอย่างนิ่มนวลมากนัก  ถ้าผู้ใช้อยากจะทำแบบนั้นคงต้องอาศัยทักษะความ
สามารถส่วนตัวเป็นหลัก   แต่ที่พอจะทำให้ยิ้มได้  ก็คือพื้นที่หน้าสัมผัสบริเวณหัวรองเท้าและข้างเท้าทั้งสองด้าน
ซึ่งเปิดกว้าง  ตัดเย็บออกมาเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ทำให้การสัมผัสบอลแต่ละครั้ง  ทั้งในการรับและส่งบอล
แทบจะไม่ถูกรบกวน และทำได้อย่างเต็มเท้า  แต่ยังมีข้อด้อยในเรื่องของน้ำหนักลูกบอลที่ถูกแปออกไปจากเท้า  
ที่ยังหนักแน่นสู้หนังแท้นุ่มๆ ของเวอร์ชั่นหนังแท้ไม่ได้ 

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 7/10


   การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   เอาล่ะ..ในเมื่อตัวรองเท้าอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ รุ่นนี้มีศักยภาพในการเคลื่อนที่
ที่รวดเร็วฉับไวเป็นอย่างมากแล้ว  ดังนั้น  เพื่อจะใช้งานจู่โจมคู่แข่งก็ต้องคำนึงถึงศักยภาพในการเลี้ยงพาบอล
ไปกับเท้าด้วย  ผมได้หาคำตอบจากการทดสอบมาให้แล้วว่ารองเท้าฟุตบอลความเร็วแสงคู่นี้  มีศักยภาพในการ
เลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
ได้ดีมากน้อยเพียงใด

    คงต้องยอมรับว่าผลลัพธ์ส่วนนี้ยังคงไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก  สำหรับการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าของ
รองเท้าฟุตบอลจากอาดิดาสรุ่นนี้แม้ว่าพื้นที่หน้าผ้าสัมผัสจะโล่งและกว้างขวาง  ไม่มีอะไรมารบกวนจังหวะ
การสัมผัสบอล  แต่ด้วยลักษณะของหนังสังเคราะห์ที่แข็งทื่อและบาง ไม่ยืดหยุ่น  ทำให้การแตะบอลแต่ละครั้ง
นั้นควบคุมน้ำหนักยากเหลือเกินและมีหลายจังหวะที่แตะบอลแรงเกินไปจนห่างตัว  จากครั้งก่อนที่ผมได้รีวิว
ทดสอบเวอร์ชั่นหนังแท้ไป  และก็เปลี่ยนมาลองเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์คู่นี้ทันที  หากอยากจะเลี้ยงบอลให้เชื่องเท้า
คงต้องอาศัยการทำความคุ้นเคยด้วยชั่วโมงการใช้งานที่มากพอสมควร


   
   สำหรับการควบคุมทิศทางลูกฟุตบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  หลายคนน่าจะสงสัยว่าลักษณะของผิวหน้าสัมผัสที่ดูดี
มีมิติมากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  จะมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมทิศทางของลูกบอลหรือไม่  คำตอบคือ
ช่วยบ้างนิดหน่อย  แต่ต้องยอมรับผิวหน้าสัมผัสนั้นไม่สามารถดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้หนึบอย่างใจ
เท่าไหร่
โดยเฉพาะการใช้ข้างเท้าด้านในและข้างเท้าด้านนอกในการควบคุมและเปลี่ยนทิศทางของลูกบอล
ที่เลี้ยงอยู่  แบบฉับพลันกระทันหัน  เปลี่ยนทิศทางแบบหักศอก  อาจจะทำได้ไม่แน่นยำหรือหนึบเท้ามากนัก
เอาเป็นว่าผิวหน้าสัมผัสอันสากๆ ของ ไนกี้ Mercurial Vapor VIII นั้นสร้างแรงเสียดทานได้ดีกว่า  

   ก่อนข้ามไปทดสอบหัวข้อถัดไป  ขอสรุปโดยภาพรวมว่ารองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
คู่นี้ว่ายังไม่ถือว่าเป็นจุดขายเท่าไหร่  และศักยภาพแบบนี้บางทีสามารถหาได้จากรองเท้าฟุตบอล
ประเภทอื่น  ขอด้อยหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของหน้าผ้าและหนังที่แข็งทื่อจนเกินไป  ทำให้การแตะบอลแต่ละครั้ง
นั้นไม่ค่อยจะเชื่องเท้า  กะเกณฑ์น้ำหนักยาก  ส่วนการควบคุมทิศทางแม้จะทำได้ในระดับที่น่าพอใจ  แต่ก็ยังไม่
ถึงที่สุด  เอาเป็นว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  เหมาะสมต่อการแตะบอลยาวๆ ไปด้านหน้า ทิ่มไปตรงๆ  ยาวๆ  
แล้วอาศัยสปีดจากน้ำหนักของรองเท้าที่เบามากๆ วิ่งตามไปเล่นบอลมากกว่า


   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง ยังถือว่าเป็นจุดอ่อนหลักของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ที่ยังรู้สึกว่าเป็นรองคู่แข่ง
ประเภทเดียวกันอยู่  โดยเฉพาะความบางและความแข็งของหน้าผ้าสัมผัสหนังสังเคราะห์  ทำให้การยิงบอล
แต่ละครั้ง  เกิดแรงสะท้อนกลับมายังเท้าเป็นอย่างมาก  ยิ่งหวดเต็มๆ กับลูกบอลที่แข็งมากๆ  ไปเพียงไม่กี่ครั้ง
ก็จะเริ่มมีอาการระบมหลังเท้าบังเกิดขึ้น   และต่อเนื่องมาจากการที่หนังรองเท้าแข็งและบาง  ทำให้ระยะเวลา
ที่ลูกบอลจะถูกถ่ายทอดแรงเตะนั้นมีเวลาน้อยมาก  ประมาณว่าเมื่อหน้าสัมผัสของรองเท้าสัมผัสโดนผิวของ
ลูกบอลปุ๊บ  ลูกบอลก็จะถูกออกไปจากเท้าปั๊บเลยล่ะ  การที่จะได้เห็นลูกยิงเต็มข้อ  และพุ่งทะยานออกไป  
ลูกส่ายหรือลูกฮุบ  นั้นยังทำได้ไม่ง่าย
เหมือนกับการยิงด้วย adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ เลย
และเมื่อรวมกับน้ำหนักรองเท้าที่โครตจะเบาแล้ว  พละกำลังของลูกบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้า  จึงต้องอาศัย
กำลังขาของผู้ใช้งานเป็นหลัก  หลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งานทั้งเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์และหนังแท้แล้ว
ผมบอกได้เลยว่า  ลูกบอลที่ถูกเตะออกไปด้วย adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ รู้สึกได้ว่าจะมีพละกำลัง
และดูจะพุ่งทะยานได้ดีกว่าการเตะด้วย adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์

   
   ในเรื่องของการควบคุมทิศทางหรือปั่นไซร้โค้ง ให้กับลูกยิงหรือลูกเปิดยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเหมือนเดิม
แม้ว่าถ้าเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ จะมีผิวหน้าสัมผัส
ของหนังดูจะหนึบ  มีรายละเอียดทางด้านมิติมากขึ้นก็ตาม  แต่ก็ต้องถือว่ายังไม่หนึบเท่ากับคู่แข่งสำคัญใน
ตลาด  มันไม่สามารถที่จะดึงดูดกับผิวลูกบอลได้ดีนัก  การปั่นไซร้ให้กับลูกบอลอาจจะพอทำได้บ้าง  แต่ก็
ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นพอสมควร  ดูแล้วรองเท้ารุ่นนี้จะเหมาะต่อการเตะไปในทิศทางตรงๆ มากกว่า ไปๆ
มาๆ แถบสามขีดที่เป็นชิ้นหนังเย็บทับตัวรองเท้าอีกชั้นหนึ่งแบบตัวหนังแท้  ยังมีประโยชน์ที่จะช่วยในการ
ปั่นไซร์โค้งหรือควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้าได้ดีกว่า  อย่างที่เคยบอกไปในบทความ
รีวิวครั้งก่อนแล้วว่า  ผมค่อนข้างประทับใจกับไอเดียหรือดีไซน์ง่ายๆ แต่สามารถใช้งานได้จริงแบบนั้นนะ

    แต่สิ่งที่พอจะทำให้การยิงประตูและเปิดบอลโด่งของ อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
คู่นี้ทำได้ดีขึ้นมาหน่อย  ก็คงจะเป็นเรื่องพื้นที่สัมผัสบอลที่ค่อนข้างกว้าง  โดยเฉพาะผู้ที่ถนัดใช้ส่วนข้างเท้า
ด้านในหรือสันนิ้วหัวแม้เท้าในการเตะ  พื้นที่สัมผัสบอลตรงนั้นจะกว้างมาก  เพราะรูปทรงบริเวณหัวรองเท้านั้น
จะบานออกกว้างขึ้น  ทำให้การสอดเท้าเข้าไปเตะที่บริเวณใต้ลูกฟุตบอลหรือช่วงกลางของลูกฟุตบอลนั้นทำได้
อย่างสะดวก   เป็นผลให้การเตะบอลโด่งนั้นทำง่ายเลยทีเดียว

   ส่วนเรื่องของการวางเท้าและการถ่ายเทน้ำหนัก  กับชุดพื้นและรูปแบบการวางปุ่ม FG แบบเดิมทั้งหมด
จากการที่ผมเคยรีวิวทดสอบไปแล้ว  ก็สามารถการันตีได้เลยว่ารูปแบบปุ่มแบบนี้  ช่วยให้การวางเท้าหลัก
ทำได้อย่างมั่นคง  ปุ่มคู่กลางขนาดใหญ่จะทำหน้าที่กดน้ำหนักตัวแทบทั้งหมดลงไปยังพื้นสนาม  พร้อมกับ
ล็อคไม่ให้เกิดการขยับหรือลื่นไถลจนเสียจังหวะ  ซึ่งจะทำงานร่วมกับปุ่ม 3 ปุ่มขนาดเล็กถัดมา  ในขณะที่
ชุดพื้นแบบ Sprintframe ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกิดแรงเหวี่ยงหรือแรงสปริงฝ่าเท้า  ถ่ายเทจาก
ด้านหลัง (เริ่มวางเท้าด้วยส้น) มายังด้านหน้า (ฝ่าเท้า)  ดังนั้นเท้าข้างที่จะใช้หวดเข้าไปเตะที่ลูกบอลจึงถูก
ส่งผ่านแรงเหวี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และแทบจะไม่เกิดการเสียจังหวะเลย  ซึ่งจุดนี้  ช่วยสร้างความมั่นใจ
ในการเตะลูกบอลได้อย่างเต็มแรง 

   
   โดยภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่า อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ไม่ถนัดในด้านการ
ยิงประตูหรือเปิดบอลโด่งสักเท่าไหร่  เนื่องจากลักษณะของหน้าผ้าและหนังสังเคราะห์ที่แข็งและบางมาก
ทำให้เกิดแรงปะทะสะท้อนกลับมาที่เท้าเป็นอย่างมาก  ทั้งยังเรื่องของการปั่นไซร้ที่แทบจะไม่มีให้เห็นเลย
แต่สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้ช่วยทำให้ง่ายขึ้นก็คือการเตะบอลให้โด่ง  เพราะลักษณะการออกแบบพื้นที่สัมผัสซึ่ง
เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม  และหัวรองเท้าที่กดต่ำลงทำให้การสอดเท้าเข้าไปเตะที่ใต้ลูกบอลนั้นทำได้ง่าย  และ
ยังมีข้อดีในเรื่องของการวางเท้าหลักและการถ่ายเทน้ำหนักและรักษาสมดุลการทรงตัวจะอยู่ในขั้นที่ดีถึงดีมาก
อย่างไรก็ตาม  ความน่ากลัวของลูกบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้า  ยังดูจะเป็นรองฝาแฝดร่วมค่ายอาดิดาส
อย่าง adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ และ ไนกี้ Mercurial Vapor VIII อยู่บ้างเล็กน้อย  ต่างคน
ต่างมีจุดเด่นบางเรื่องที่แตกต่างกันไป

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 7/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   
   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  คงต้องยอมรับว่าทำไม่ได้ดีเอาเสียเลย  เนื่องจาก
หนังรองเท้าที่แข็งและบาง  ไร้ความยืดหยุ่น  จึงไม่สามารถช่วยผ่อนแรงหรือดูดซับแรงปะทะได้ดีนัก
โดยเฉพาะจังหวะที่โดนคู่แข่งเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่  ถ้าโดนเต็มๆ มีหวังได้ร้องลั่นแน่นอน  

   แต่ส่วนของหุ้มส้นและเกราะป้องกันเอ็นร้อยหวาย  แม้ดูจะภายนอกจะเป็นรูปแบบเดิมเหมือนกับเจเนอเรชั่น
ก่อนหน้านี้  แต่ฟีลลิ่งความกระชับและเข้ารูปที่ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ทำได้ดีขึ้น  
การล็อคข้อเท้าที่แน่นกระชับ  ก็ช่วยลดอาการบาดเจ็บจากแรงปะทะบริเวณส้นเท้าได้บ้าง  โดยเฉพาะการ
ถูกคู่แข่งเตะสกัดเข้าที่เกราะส้นเท้า  เอาเป็นว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ให้การป้องกันแรงปะทะโดยรวมได้ดี
กว่าคู่แข่งร่วมคลาสจากไนกี้  แต่ยังเป็นรองฝาแฝดเวอร์ชั่นหนังแท้เนื่องจากการลดแรงปะทะจากการถูกย่ำ
ที่ทำได้แย่กว่า นั่นเอง

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10

   Conclusion  

   
   คะแนนเชิงศักยภาพการใช้งานของรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก อาดิดาส adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ที่ออกมา  ก็แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นหลายๆ อย่าง  ซึ่งแต่ละบทวิพากษ์วิจารณ์
ที่ออกมานั้น  ก็ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านมั่นใจได้ว่าเป็นไปตามที่สามารถรู้สึกได้จากการใช้งานจริง  จัดแบบ
ตรงๆ เต็มๆ ดีก็ว่าดีไม่ดีก็ว่าไม่ดี  พอคุณผู้อ่านได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปตัดสินใจเลือกหาอาวุธคู่เท้าในยาม
ลงสนาม  จะได้ไม่ต้องมาตัดพ้อต่อว่าผมทีหลังว่าบทความรีวิวไม่เป็นไปตามจริง  

   ทีนี้มาถึงช่วยสุดท้ายของการรีวิวทดสอบการใช้งานจริง adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ที่จะขอสรุปเรื่องราวต่างๆ  รวมถึงการเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลที่เกี่ยวโยงกัน  ก่อนที่จะทิ้งท้ายด้วย
คำแนะนำต่างๆ ที่หวังว่าจะส่งตรงไปถึงทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ไว้ปรับปรุงแก้ไขจุดต่างๆ ต่อไป
เพื่อให้มันมีความยอดเยี่ยมมากขึ้นในอนาคต  

   adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ =vs= adiZero F50 2012 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์

   
    คงต้องจับเอาเจเนอเรชั่นที่แล้ว adiZero F50 2012 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ มาเป็นคู่เปรียบเทียบกันก่อน
เพื่อที่จะได้รู้ว่ารองเท้าฟุตบอลที่เรารีวิวกันในวันนี้  มีการพัฒนาขึ้นในจุดไหนบ้าง  หรือมีจุดไหนที่ด้อยลง
กว่าเดิมบ้าง

   สำหรับ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ สามารถตอบสนองได้ดีขึ้นในเรื่องของการเคลื่อนที่
และความมั่นใจ  ซึ่งอานิสงค์ตรงนี้ได้มาจากลักษณะของตัวรองเท้าที่บีบกระชับมากขึ้น  เนื่องจากเป็นวัสดุ
หนังสังเคราะห์แบบชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ไม่มีวัสดุประเภทยางมาค้ำโครงสร้างรองเท้าเอาไว้เหมือนโฉมเก่า
ในทางกลับกัน  ก็ส่งผลให้โฉมเก่าใส่สบายเท้ากว่า  แต่รองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้  กัดส้นเท้าได้ดุพอๆ กัน

   การจับสัมผัสบอลจริงๆ แล้วถือว่าไม่แตกต่างกัน  หนังของรองเท้าที่แข็งและบาง  ยังเป็นปัญหาให้ความ
ยืดหยุ่นในการผ่อนแรงของลูกบอลนั้นเป็นไปได้ยากมาก  การที่จะดูดบอลลงให้นิ่มนวลนั้นล้วนต้องอาศัย
ทักษะเฉพาะตัวของผู้เล่นเป็นหลัก  แต่ที่ดูจะดีขึ้นก็คือการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  เพราะบริเวณ
ดังกว่างมีพื้นที่เรียบและเปิดกว้างมากขึ้น  มีสัดส่วนโค้งรับกับความกลมของลูกบอลที่ดีขึ้น  

   เรื่องของระบบการรองรับแรงกระแทกที่ผมได้ออกตัวไปแล้วว่าในการรีวิวครั้งนี้ได้ใช้ชุดพื้นคนละแบบกับ
ครั้งก่อน  แต่เนื่องจากชุดแผ่นรองพื้นของรองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นแบบเดียวกันเป๊ะเลย  แม้ผลคะแนนจะออก
มาแตกต่างกัน  แต่พอเวลาใช้งานจริงๆ  ผู้ใช้สามารถเลือกตามสไตล์ที่ตนเองต้องการได้  ถ้าอยากได้การ
รองรับและแผ่นแรงกระแทกจากพื้นสนามที่ดีและนุ่มนวลที่สุดในคลาสรองเท้าสายสปีด  ก็หยิบแผ่นรองเท้า
Comfort มาใส่ได้เลยครับ

   ส่วนเรื่องของการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  รองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้ยังเป็นรองเท้าที่เลี้ยงบอลไม่เชื่องเท้าเหมือนกัน
กล่าวคือ  หนังรองเท้าที่บางและแข็ง  ทำให้การกะเกณฑ์น้ำหนักของลูกบอลในการแตะเลี้ยงบอลแต่ละทีนั้น
ยากเย็นพอสมควร  ต้องอาศัยการปรับตัวสร้างความเคยชินเป็นหลัก  ส่วนการควบคุมทิศทางของลูกบอล
รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางการเลี้ยงแบบทันทีทันใด  ยังถือว่าไม่ใช่จุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้แต่อย่างใด

   โดยรวมแล้วต้องบอกว่า อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ให้อารมณ์การใช้งานที่
ไม่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นทีแล้วสักเท่าไหร่  คะแนนบางส่วนอาจจะแตกต่างกันบ้าง  จุดเด่นมีอย่างไรก็ยัง
อยู่อย่างนั้น  เช่นเดียวกับจุดด้อยที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ดีเลิศอะไรมากขึ้นจนผิดหูผิดตา  

   adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ =vs= Mercurial Vapor VIII

   
   ข้ามฝั่งมาวัดกับคู่แข่งรายสำคัญจากไนกี้  นั่นคือ Mercurial Vapor VIII  ที่ต้องเอารุ่นนี้มาวัดแทนที่จะเป็น
เวอร์ชั่น CR ที่ผมเพิ่งปล่อยรีวิวรายล่าสุดส่งท้ายเจเนอเรชั่นไป  ก็เนื่องจากต้องการเปรียบลักษณะของหนัง
รองเท้า  ซึ่งดูจะใกล้เคียงสมน้ำสมเนื้อกันมากกว่า ส่วนการเปรียบเทียบระหว่าง adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
กับ Mercurial Vapor IX นั้นคุณผู้อ่านสามารถไปติดตามอ่านบทวิเคราะห์ได้จากบทความ
รีวิวทดสอบการใช้งานของรองเท้าจรวดทางเรียบจากไนกี้แทน  แม้ว่าตัวรองเท้านั้นจะออกทำตลาดไปแล้ว
แต่ ณ ตอนนี้ผมเขียนสรุปบทความนี้อยู่  ผมยังไม่มีโอกาสได้ลองเจ้า Mercurial Vapor IX มากพอที่จะนำ
ข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบได้

   จากการทดสอบใช้งานมาคงต้องยอมรับตรงๆ ว่า ทางอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ที่เราทดสอบกันวันนี้  มีไม่กี่ด้านที่รองเท้าความเร็วแสงจากอาดิดาสโดดเด่นกว่า  สิ่งแรกเลยก็คือความสามารถ
ในการเคลื่อนที่ทางตรง  ที่ว่องไวและสนุกเมามันส์กว่านิดหน่อย  แต่ในเรื่องของการยึดเกาะกับพื้น
สนามและการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่  คงยังต้องยกให้กับรูปแบบปุ่มจากไนกี้

   เรื่องที่สองก็คือระบบรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  โดยเฉพาะถ้าเปลี่ยนมาใส่แผ่นรองพื้นแบบ Comfort
สามารถสร้างความแตกต่างจนสามารถรู้สึกได้   และยิ่งใช้เล่นกับสนามที่มีพื้นค่อนข้างแข็งๆ หน่อย  ก็ยิ่งจะ
เห็นผลทันตากว่าของแถมจากอาดิดาสนั้นช่วยทำให้ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ มีศักยภาพ
ในการรองรับและดูดซับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
นั้นทำได้อย่างสนุกสนานมากขึ้นกว่า ไนกี้ Mercurial Vapor VIII อย่างเห็นได้ชัด

   ฟีลลิ่งต่างๆ ณ ตอนนี้  กลายเป็นว่าอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ นั้นเป็นรองเท้า
ที่บีบกระชับเท้ามากกว่า  แรกๆ นี่เรียกได้ว่าบีบจนปวดด้วยก็ว่าได้  ฟีลลิ่งการบีบที่มาจากหนังรองเท้าแข็งๆ
ส่งผลให้รองเท้ารุ่นนี้สวมใส่ไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่เลย  แตกต่างจาก Mercurial Vapor VIII ที่หนังมีความ
นุ่ม  สามาระเข้ารูป  ลู่กระชับกับเท้าได้ดีกว่า  

   แต่ในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การจับบอลแรก  แปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  หรือแม้แต่การยิงประตูและ
เปิดบอลโด่ง  ขอยืนยันเลยว่า Mercurial Vapor VIII นั้นทำได้ดีกว่าจริงๆ  เช่นสัมผัสระหว่างหนังรองเท้า
และลูกบอลที่ฝืด  สามารถดึงดูดและควบคุมทิศทางของลูกบอลได้ยอดเยี่ยมกว่าอย่างเห็นได้ชัด  ในขณะที่
ผิวหน้าสัมผัสของ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ยังไม่สามารถดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้
สักเท่าไหร่  และบางครั้งลูกบอลก็เกิดการแฉล็บหรือปลิ้นออกไปยังทิศทางที่เราไม่ต้องการด้วยซ้ำ

    ส่วนการเคลื่อนที่และการพาบอลไปกับเท้า  ไนกี้ Mercurial Vapor VIII ดูจะมีจุดเด่นในเรื่องของการ
ควบคุมน้ำหนักและทิศทางของลูกบอลที่อยู่ที่เท้ามากกว่า  ทั้งนี้ได้รวมถึงการเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลอย่าง
รวดเร็วฉับไว  เลี้ยงหลอกล่อคู่แข่งไปทางซ้ายทีขวาที  อะไรประมาณนั้น  ในขณะที่ adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
จากอาดิดาส  เหมาะที่จะแตะลูกบอลไปด้านหน้ายาวๆ  และติดสปีดวิ่งตามไป
เล่นจังหวะต่อไป

    ดังนั้นพอจะสรุปการเปรียบเทียบระหว่าง อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ที่เราได้
ทดสอบในวันนี้ กับ ไนกี้ Mercurial Vapor VIII คู่แข่งรายสำคัญในตลาด  ได้ว่ารองเท้าสายสปีดทั้ง 2 รุ่น
นั้นมีจุดแข็งที่แตกต่างกันออกไป   ใครชอบรองเท้าฟุตบอลที่น้ำหนักเบามากๆ  อยากวิ่งตัวปลิว  และมีระบบ
การรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามที่ดีกว่า  ส่วนตัวมีทักษะการเล่นกับลูกบอลที่ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว  คงต้อง
เทใจไปที่ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  แต่ถ้าใครชอบการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ที่แม่นยำ  
สักขาหลอกล่อคู่แข่ง  และถวิลหาศักยภาพการเล่นกับลูกบอลที่หลากหลายกว่า  Mercurial Vapor VIII จะ
สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่า นั่นเอง

    
   จากการทดสอบคุณสมบัติการใช้งานของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วแสงที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก
อย่างอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ไปแล้ว  ก่อนที่จะมาสรุปถึงรายละเอียดและ
ตัวตนของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ผมขออนุญาตให้คำนิยามสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ ว่านี่คือ "รองเท้าสายสปีดที่เน้น
ความดิบ"
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น !?

   ก็เพราะว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มีศักยภาพในเรื่องของการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วเป็นหลัก  ด้วยคุณสมบัติ
ในด้านของน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบามากๆ  รวมกับชุดพื้น sprintframe ที่ให้การตอบสนองที่ดีในเรื่อง
ของการสปริงฝ่าเท้า  จึงทำให้รองเท้ารุ่นนี้เหมาะต่อการใช้เพื่อการเคลื่อนที่เป็นหลัก  และสิ่งที่
เจเนอเรชั่นนี้มีเพิ่มเติมเข้ามา  ก็คือความกระชับและบีบของตัวรองเท้าที่มากขึ้นกว่าเดิม  สร้าง
ความมั่นใจแต่ไม่เน้นการสวมใส่ที่สบาย  จะเห็นได้ว่ามีคุณสมบัติสำคัญของรองเท้าสายความเร็ว
อย่างครบถ้วนเลยทีเดียว
 และยังมีสิ่งที่แถมเพิ่มเข้ามา  ก็คือชุดพื้นแผ่นรองด้านใน  ซึ่งทำให้
รองเท้ารุ่นนี้สามารถเข้าขั้นการเป็นรองเท้าฟุตบอลสายสปีดที่มีประสิทธิภาพการรองรับแรง
กระแทกของแผ่นรองพื้นที่นุ่มสบายเท้าที่สุด


   อย่างไรก็ตาม  สาเหตุที่ผมได้ให้นิยามเอาไว้ว่า adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ รุ่นนี้  เป็น
รองเท้าฟุตบอลสายสปีดที่เน้นความดิบ  ก็เนื่องจากกว่าความสามารถในการเล่นกับลูกฟุตบอลนั้นแทบจะสู้
ฝาแฝดเวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์หรือคู่แข่งสำคัญในตลาดไม่ได้เลย  บางจุดอาจจะเทียบเคียงกันได้  แต่บาง
จุดคงต้องยอมแต่โดยดี  โดยเฉพาะการจับสัมผัสและควบคุมทิศทางของลูกบอลนั้นไม่ใช่สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้
ให้ได้ในระดับที่ยอดเยี่ยม  เนื่องจากหน้าผ้าหนังสังเคราะห์นั้นแข็งและบางจนเกินไป  ลูกบอลมีระยะเวลา
เพียงสั้นๆ ที่จะสัมผัสกับผิวของรองเท้า  ทำให้การควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้โค้งให้กับลูกบอลนั้นเป็น
เรื่องที่ยากพอดู  ยังรวมถึงการรักษาสุขภาพเท้า  ทั้งจากการเตะลูกบอลเต็มแรงหรือการถูกคู่แข่งเข้าปะทะ
ก็ยังเป็นข้อด้อยสำคัญของหนังสังเคราะห์ที่แข็งและบางของรองเท้ารุ่นนี้อยู่ดี

   เอาเป็นว่าถ้าใครอยากหารองเท้าฟุตบอล "สายความเร็วดิบๆ ขนานแท้" เจ้าอาดิดาส adiZero F50 2013
เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ที่แหละที่จะตอบโจทย์ความต้องการตรงนี้ได้เป็นอย่างดี  และนี่คือตัวตนของรองเท้า
ฟุตบอลความเร็วแสงที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก  กับคุณสมบัติการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็วที่เต็ม
10 ไปเลย

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าความเร็ว 10/10

   หัวข้อสุดท้ายที่จะยังต้องมีคะแนนให้ลง  นั่นก็คือประเด็นของ ความคุ้มค่าสมราคา ของรองเท้าฟุตบอล
อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ กับค่าตัว 7,690 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกับเวอร์ชั่น
หนังแท้  แต่แตกต่างกันตรงที่ชุดแผ่นรองพื้นที่แถมเพิ่มเติมมาเป็น 2 ชุด สำหรับเวอร์ชั่นที่เรารีวิวทดสอบ
กันในวันนี้  ส่วนตัวแล้วผมคงต้องขอวิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมา  แม้ว่าจะมีชุดพื้นแถมเพิ่มมาให้อีก 1 ชุด
แต่ก็ยังรู้สึกว่า adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ยังดูไม่คุ้มค่าสนราคาเท่าไหร่  แม้จะได้ในเรื่อง
ของน้ำหนักตัวที่เบามากๆ จนไม่อาจสามารถหาได้จากรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ในตลาด  แต่ลักษณะของวัสดุ
หนังวัวแท้จากเวอร์ชั่นหนังแท้นั้นยังไงก็ยังดูน่าใช้  น่าสัมผัส  น่าจะทนทานและดูมีราคามากกว่าพอสมควร
เลยทีเดียว  

    ทั้งนี้ยังมีเรื่องของชุดพื้นและปุ่มแบบ FG ที่คงต้องยอมรับว่ามีอะไรให้หวาดเสียวอยู่บ่อยๆ  การฝังปลายปุ่ม
ด้วยแกน 3 จุดขนาดเล็กๆ  โผล่ลงไปยังฐานปุ่มเพียงแค่ไม่ถึง 1 มิลลิเมตร  แล้วยึดติดด้วยกาวอัดความร้อน
ยังปัจจัยที่ส่งผลให้ปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้ดูไม่แข็งแรงทนทานเอาเสียเลย  เมื่อหักลบกลบหนี้กับเรื่องของวัสดุ
แล้ว  คะแนนความคุ้มค่าสมราคาคงต้องขอลงให้ไว้ที่ 6 คะแนน

   ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดเลือกที่จะคบหา อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังหนังสังเคราะห์ เพื่อมา
รู้จักกับอารมณ์ความเร็วแบบดิบๆ รวมถึงให้รู้สึกถึงนิยามของคำว่า "Find Fast" วันนี้รองเท้าฟุตบอลสาย
ความเร็ว  ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลกคู่นี้ พร้อมที่จะให้ท่านจับจองเป็นเจ้าของแล้ว  ในราคา 7,690 บาท
มีวางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานส์ คอนเซ็พท์ สโตร์ และที่ร้านตัวแทนจำหน่าย
อย่างเป็นทางการทุกสาขา ทั่วประเทศ


   - ความคุ้มค่า 6/10

   ข้อเสนอแนะเพื่อเติม

   
   สุดท้ายนี้ก็ตามสเต็ปด้วยการขออนุญาตแชร์ความคิดเห็นส่วนตัว  เพื่ออยากที่จะให้เป็นแนวทางสำหรับการ
พัฒนารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ในเจเนอเรชั่นต่อๆ ไป  หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งทางแบรนด์ผู้ผลิตอย่างอาดิดาส
เอง  เพื่อที่จะได้พัฒนารองเท้าโดยใช้เสียงตอบรับจากผู้ใช้งานจริง

    สิ่งแรกถือเป็นปัญหาหนักอกและดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว  นั่นคือเรื่องของความทนทานของปุ่ม
รองเท้าแบบ FG ซึ่งเป็นปุ่มแบบมาตรฐานที่ขายในประเทศไทย  เพราะการยึดปลายปุ่มด้วยการติดกาว โดย
มีแกนกลาง 3 แกนเล็กๆ ฝังลงไปยังฐานปุ่ม  แล้วอัดด้วยกาว  มันน่าจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความทนทาน
แข็งแรง  บางทีการฉีดขึ้นรูปพลาสติกฝังแกนกลางเป็นชิ้นเดียวกับชุดพื้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย  น่าจะเป็นทาง
ออกที่ดีที่สุด

   ส่วนเรื่องต่อมาก็คือจุดขายของรองเท้าฟุตบอล adiZero F50 เวอร์ชั่นหนังหนังสังเคราะห์ ที่ดูเหมือน
ว่าอาดิดาสจะเน้นให้น้ำหนักตัว 165 กรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักรองเท้าฟุตบอลที่สุดในโลก  เป็นจุดขายมาโดยตลอด
ดังนั้น  จุดขายและลูกเล่นใหม่ๆ ที่จะเอามาประยุกต์เพิ่มเติมต่อไปในเจเนอเรชั่นหน้า  ไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยน
รูปร่างหน้าตา  และเพิ่มรายละเอียดบางส่วนนิดหน่อย  แต่โดยภาพรวมแล้วยังถือว่าไม่แตกต่างจากเดิม
เพราะโดยส่วนตัวแล้ว  จุดขายตรงนี้อาดิดาสก็ใช้มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกของซีรี่ย์ adiZero F50 แล้ว  ดังนั้น
ลูกเล่นใหม่ๆ  โดยเฉพาะการเล่นกับลูกบอลที่ดีขึ้นกว่าเดิม  หรือการพัฒนาหนังสังเคราะห์ชิ้นนี้ให้มีความนุ่ม
ความดึงดูดกับผิวของลูกบอลมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป้นต้องตระหนักถึง  ไม่งั้นรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบา
ที่สุดในโลกรุ่นนี้  จะสามารถตอบโจทย์นักเตะได้ในวงที่แคบเกินไป  จะตอบโจทย์ได้แค่นักเตะที่ต้องการ
รองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบา ฟีลลิ่งดิบๆ เท่านั้น  ส่วนคนที่ต้องการสมดุลในด้านคุณสมบัติ  การเล่นกับลูกบอล
ควบคู่กับน้ำหนักที่เบา  อย่างดีก็คือหนีไปเลือกคบหาคู่ฝาแฝดอย่าง adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้
หรืออย่างแย่ก็คือย้ายไปเลือกรองเท้าสายความเร็วแบรนด์อื่นไปเลยน่ะสิ

   และสุดท้ายก็เรื่องเดียวกับเวอร์ชั่นหนังแท้  ก็คือเรื่องของหุ้มส้น  รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ใช้เกราะป้องกันส้นเท้า
แบบภายนอกมีกรอบพลาสติกขึ้นมาหุ้มตรงส่วนล่างของส้นเท้า  แต่ด้านในกลับมีฟองน้ำบุไว้น้อยเกินไป  หรือ
แทบจะไม่มีเลยทำให้เวลาสวมใส่ลงสนามแล้วรองเท้ากัดส้นหนักพอสมควร  ดังนั้นถ้าเป็นไปได้  หุ้มส้นแบบ
หน้าผ้ากำมะหยี่ที่มีฟองน้ำบุหนากว่านี้  ซึ่งอาดิดาสใช้เป็นหุ้มส้นของ Predator® Lethal Zones น่าจะช่วย
แก้ปัญหาตรงนี้ได้
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 9/10
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 7/10
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 7/10
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10
   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "ความเร็ว" 10/10
   - ความคุ้มค่า 6/10

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม            
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล              
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง              
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าความเร็ว          
ความคุ้มค่า              

   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - พี่อู๊ด , doraemyung
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 18.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต" 

   
   

ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2013 Synthetic

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com