"Testing!" อาดิดาส adiZero F50 2014 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ : ทำให้ผมดีใจ
จนน้ำตาแทบไหล




ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2014





   
   อาดิดาส จัดการเขย่าวงการรองเท้าฟุตบอลอีกวาระ  กับการเปิดตัวคอลเลคชั่น SAMBA 2014 เพื่อโปรโมท
ทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล  แต่หนึ่งในนั้น  มีรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ที่ถูกเปิดตัวออกมา
พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย  นั่นคือรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ทำให้ตอนนี้เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ร้อนแรงที่สุดจากแบรนด์อาดิดาสไปแล้ว  บทความนี้ SiamBoots จะมารีวิว
ทดสอบการใช้งานรองเท้ารุ่นนี้  มาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับว่า..รองเท้ารุ่นใหม่นี้ มีดีอะไร !?

   รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ adiZero F50 ได้สร้างชื่อเสียงให้กับอาดิดาส  แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องกีฬาระดับโลก
ในฐานะรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก  มาตลอดระยะเวลากว่า 4 เจเนอเรชั่นที่ผ่านมา  แต่ตลอด
ทั้ง 4 เจเนอเรชั่น  รองเท้ารุ่นนี้ดูเหมือนว่าจะเน้นแค่การเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเสียเป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่
ลูกเล่นและเทคโนโลยีของตัวรองเท้านั้น  ยังคงเหมือนเดิม  ทำให้หลายคนเริ่มจะไม่ตื่นเต้นกับรองเท้าฟุตบอล
สายสปีดซีรี่ย์สักเท่าไหร่

   
   แต่เมื่อเจเนอเรชั่นล่าสุด adiZero F50 2014 ได้ถูกเปิดตัวพร้อมกับคอลเลคชั่น SAMBA 2014 อย่างยิ่งใหญ่
เผยออกมาด้วยข้อมูลของตัวรองเท้าแบบไม่มีกั๊ก  แสดงให้เห็นว่าอาดิดาสได้พัฒนารองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์
ความเร็วของตนเองใหม่ "ทั้งหมด" มีอะไรมากมายที่เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจะไม่เหมือนเดิม  โดยเฉพาะ
รองเท้าเวอร์ชั่น "หนังสังเคราะห์" ที่เจเนอเรชั่นก่อนๆ เคยเป็นจุดบอดให้ผมได้บ่นอุบ ทุกครั้ง ที่ได้มารีวิว

   เมื่อมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดนี้  ย่อมไม่แปลกเลยที่บรรดาคนทั่วโลก  ทั้งผู้ที่นิยมชมชอบและ
ไม่ได้นิยมชมชอบในการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีของรองเท้า  จะหันให้ความสนใจรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่
คู่นี้จากอาดิดาสเป็นอย่างมาก  ทำให้รองเท้าฟุตบอล adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ กลายเป็นพระเอก
ที่สร้างยอดขายให้กับแบรนด์สามขีด มากที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลทั้ง 4 ซีรี่ย์ ที่ถูกเปิดตัวรุ่นใหม่และสีใหม่
ในคอลเลคชั่น SAMBA 2014  นี่แค่ผลพลอยได้จากการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดตัวรองเท้านะเนี่ย !?  แล้วเรื่อง
ของประสิทธิภาพการใช้งานจริง ที่เปลี่ยนแปลงไปล่ะ !? จะเป็นอย่างไร  เหมือนหรือแตกต่างจากรุ่นที่แล้ว
มากน้อยแค่ไหนกัน !?  ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังอยากรู้คำตอบ  ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้ารุ่นนี้อีก
ไม่น้อยเลยทีเดียว

      
   ดังนั้น..ในบทความนี้  ผมจะพาทุกท่านไปทดสอบการใช้งานจริง  เพื่อหาคำตอบถึงประสิทธิภาพการใช้งาน
ของรองเท้าฟุตบอล   อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ พร้อมกับวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์
และเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ  ให้ข้อมูลไว้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
เลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลให้กับคุณผู้อ่านทุกท่าน  ดังที่ผมได้ทำมาโดยตลอด

   โดยรองเท้าฟุตบอล adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ สีส้ม 1 ใน 5 เฉดสีของคอลเลคชั่นโปรโมท
ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล  จะเป็นพระเอกของบทความรีวิวบทความนี้  ซึ่ง SiamBoots ได้รับการสนับสนุน
อย่างเป็นทางการ มาจาก บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด โดยความอนุเคราะห์ของ คุณจ็อบ  วรวรรธน์
เตชะมนตรีกุล
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด   

   แต่ก่อนที่จะไปลุยการทดสอบแบบเต็มๆ  ผมอยากจะขอหลุดปาก เกริ่นถึงผลลัพธ์ หลังจากที่ได้ทดสอบรองเท้า
รุ่นนี้ก่อน  ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า "adiZero F50 2014 คู่นี้  ทำให้ผมดีใจ จนน้ำตาแทบไหล  นี่แหละคือความ
เปลี่ยนแปลงที่ผมต้องการ !!"
ผมหลุดปากเกริ่นมาซะขนาดนี้แล้ว  พร้อมที่จะไปลงรายละเอียดในบทความ
กันหรือยังล่ะครับ !?

   Details

   หากจะแบ่งช่วงสำคัญๆ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ F50 จากอาดิดาส  นับตั้งแต่ต้นกำเนิดมาจนถึงปัจจุบัน  พบว่า
รองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้  สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ เลยทีเดียว  ทำให้ประวัติความเป็นมาของรองเท้าซีรี่ย์นี้
เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย  ดังนั้น..ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบ เจเนอเรชั่นล่าสุด ของ adiZero F50  กัน ผมขอ
เล่าประวัติความเป็นมาของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้ทราบกันก่อน

   
   
   อาดิดาสปิดตัวรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ ช่วงปี 2004 ในชื่อว่า F50  มีออกมาด้วยกันทั้งสิ้น 2 เจเนอเรชั่น  ซึ่งตอน
ช่วงต้นนั้น  อาดิดาสได้เน้นเอาหนังจิงโจ้แท้มาผสานกับดีไซน์การออกแบบที่ดูทันสมัย ให้อารมณ์โฉบเฉี่ยว  แตกต่าง
จากดีไซน์ดั้งเดิมของรองเท้าฟุตบอลในตลาด ณ ตอนนั้นอย่างสิ้นเชิง  และเน้นการใช้อุปกรณ์ปิดแนวร้อยเชือก
แบบเต็มรูปแบบ (Full cover)  อย่างไรก็ตาม  คุณสมบัติในเรื่องน้ำหนักตัวก็ยังไม่ได้เด่นชัดถึงความเบาแต่อย่างใด  
จากภาพด้านบนคือโฉมแรกสุดของอาดิดาส F50   ก่อนที่ในปี 2005 อาดาสได้อัพเดตหน้าตาและดีไซน์  เป็นโฉม
ที่เราๆ ท่านๆ เรียกติดปากกันว่า F50 Spiderman นั่นเอง (รูปที่สอง)

   
   
   
   
   
   หลังจากนั้น  ยุคที่ 2 ของซีรี่ย์ F50 ก็เริ่มขึ้นตอนช่วงฟุตบอลโลก 2006 ที่อาดิดาสได้พลิกตัวตนของมัน
ออกไปเป็นอย่างมากมาย โดยใช้ชื่อว่า F50 tunit+ ซึ่งหลายคนน่าจะรู้จักกันดีในฐานะรองเท้าฟุตบอลที่
สามารถเปลี่ยนปุ่มได้  แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่มากมายมหาศาล  ทำให้มันยังไม่ถูกมองว่าเป็นรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์แห่งความเร็ว  อาดิดาสใช้เวลากว่า 5 เจเนอเรชั่น  ได้แก่ F50.6, F50.7, F50.8, F50.9 และ F50 i
(ภาพด้านบน ตามลำดับ)
ในการเดินสายการผลิตรองเท้าฟุตบอลแนวเอนกประสงค์นี้  โดยที่ในตลาดนั้น
ไม่มีแบรนด์ไหนทำออกมาขายเลย  

   
   และแล้ว 1 เดือนก่อนศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้จะเริ่มต้นขึ้น  วงการรองเท้าฟุตบอลก็ถึง
คราวสนั่นหวั่นไหวกับรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในโลก !! จากอาดิดาส  ภายใต้ชื่อซีรี่ย์ใหม่ว่า
adiZero F50 นับเป็นยุคที่ 3 ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้จากอาดิดาส  ที่ถูกพลิกโฉมจากแต่ก่อนไป  ราวกับ
ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ยั่งไงยั่งงั้น  รองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาที่สุดในโลกโฉมนี้นับเป็นเจเนอเรชั่นแรก
ในตระกูล adiZero F50

   
   อย่างไรก็ตาม  ระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ปี  อาดิดาสก็ถึงคราวปรับโฉมรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบาที่สุด
ในโลกของตนเอง  ซึ่งถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีกระแสร้อนแรงที่สุดในตอนนั้น  ตอนช่วงต้นปี 2011  เนื่อง
จากอาดิดาสสามารถพัฒนารองเท้าฟุตบอลให้มีน้ำหนักเบายิ่งขึ้น  ทำให้ระดับรุ่นของรองเท้าสายสปีดโฉมนี้
มีเพิ่มขึ้น  เป็นรองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อป  ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า adiZero F50 Prime  

   สำหรับ adiZero F50 โฉมปี 2011 ที่เห็นกันจากภาพด้านบนนี้  มีข้อมูลที่น่าสนใจและก็ทำให้หลายคนเข้าใจ
ผิดพอสมควร  เพราะมันไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็น เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ adiZero F50 แต่อย่างใด และสื่อฯ
ในวงการหลายราย  ก็ระบุว่านี่เป็นเพียงแค่ไมเนอร์เชนจ์ (Minor Change) หรือปรับโฉมหน้าตานิดหน่อย เพื่อ
ให้สอดรับกับการออกรองเท้าระดับโครตท็อปของอาดิดาสเท่านั้นเอง

   
   อาดิดาส adiZero F50 เจเนอเรชั่นที่ 2 อย่างแท้จริง  คือรุ่นที่เปิดตัวและทำตลาดในปี 2012  และยังเป็นรุ่นที่
ประเดิมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในขณะนั้น  อุปกรณ์จับความเร็วระดับไฮเทคที่เรียกว่า miCoach SPEED_CELL™
ซึ่งสมารถใส่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับตัวรองเท้าได้  เพื่อวัดระยะทาง  ความเร็วและคำนวณเชิงสถิติต่างๆ มากมาย
ถือเป็นอีกวิวัฒนาการสำคัญในวงการรองเท้าฟุตบอล  นอกเหนือจากนั้น  ตัวรองเท้าก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก
เดิมจนสามารถเรียกว่าเป็น adiZero F50 เจเนอเรชั่นที่ 2 ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  อย่างไรก็ตาม  ด้วยเหตุผล
เกี่ยวกับยอดขายของ adiZero F50 Prime รองเท้าระดับโครตท็อปในโฉมที่แล้ว  ทำให้ในเจเนอเรชั่นที่ 2 ปี 2012
นี้  อาดิดาสได้ยกเลิกสายการผลิตของรองเท้าระดับโครตท็อปไปในที่สุด

   
   แล้วก็มาตามนัด กับโฉมประจำปี 2013 ซึ่งได้ฤกษ์เปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลกไปตั้งแต่เดือน
ธันวาคม 2012  สำหรับ adiZero F50 2013 นั้นนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของตระกูล adiZero F50  ภาพรวมหลักๆ
ที่ดูเปลี่ยนไป  คงหนีไม่พ้นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ  ซึ่งอาดิดาสพร้อมชูจุดขายด้วยลักษณะพื้นผิวสัมผัส
หนังสังเคราะห์ที่มีมิติ ขรุขระ มากขึ้นกว่าเดิม  แต่โดยภาพรวมแล้ว  เจเนอเรชั่นนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นเพียง
แค่การเปลี่ยน ดีไซน์ภายนอก จับมาแต่งหน้าทาปาก เสียมากกว่า

   
   อาดิดาส adiZero F50 2014 โฉมที่ 12 ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ความเร็ว  ได้ถูกเปิดตัวต้นเดือนพฤศจิกายน 2013
พร้อมทำตลาดอย่างเต็มตัวในปี 2014  ในเจเนอเรชั่นนี้ถือเป็นหมัดเด็ดที่อาดิดาสแสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถ
ในการพัฒนารองเท้าฟุตบอลอย่างแท้จริง  จากที่เจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้  เหมือนจะแค่ปรับเปลี่ยนหน้าตารองเท้า
เท่านั้น  แต่สำหรับ adiZero F50 2014 นั้น อาดิดาสได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดและเทคโนโลยีต่างๆ บนตัวรองเท้า
จนเสมือนว่าได้สร้างรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ขึ้นมายั่งไงยั่งงั้นเลยทีเดียว

   โดยรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ทำตลาดด้วยรองเท้าฟุตบอลรุ่นหลักๆ ทั้ง 3 รุ่น  ได้แก่ adiZero F50 ที่มีให้เลือกซื้อ
ทั้งแบบหนังสังเคราะห์ และแบบหนังแท้  ทำตลาดในฐานะรองเท้าระดับท็อปคลาส  รองลงมาเป็นรองเท้ารุ่น
adiZero F30 และ adiZero F10 พร้อมทำตลาดในฐานะรองเท้าฟุตบอลระดับรองท็อป และระดับทั่วไปตามลำดับ

   สำหรับรายชื่อของพรีเซนเตอร์หลัก ที่จะสวมใส่รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ลงสนามแข่งขัน  แน่นอนว่า  ผู้นำทัพ
คือ ลีโอเนล เมสซี่ ซุปเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของโลก พร้อมตามติดมาด้วย แกเร็ต เบล นักเตะเจ้าของ
สถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลกคนปัจจุบัน  และ ลูคัส มูร่า ดาวรุ่นความหวังใหม่ของวงการฟุตบอลบราซิล  

   นอกจากนี้ยังมีนักเตะระดับโลกอีกมากมาย  ที่พร้อมลงวาดลวดลายในสนามด้วยรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์
ความเร็วรุ่นใหม่จากอาดิดาส  ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ ซัวเรส, อาเยน ร็อบเบน, เอดิสัน คาวานี่, ลูคัส โพลดอสกี้,
คาริม เบนเซม่า และดาวิด ซิลบา เป็นต้น

  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์

   เรามาดูข้อมูล รายละเอียด และเทคโนโลยีต่างๆ ของรองเท้า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
กันก่อนที่จะไปสวมใส่ลงสนามทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน  โดยผมขออนุญาตยกข้อมูลมาจากบทความ
"Hand On!" ที่เพิ่งจะนำเสนอไปช่วงที่รองเท้าถูกเปิดตัวออกมา  หากคุณผู้อ่านท่านใดได้อ่านไปเรียบร้อยแล้ว
ท่านสามารถข้ามไปยังหัวข้อถัดไปได้เลย

   
   เมื่อฝากล่องรองเท้าฟุตบอล adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ถูกเปิดขึ้น  เราจะได้พบกับตัวรองเท้า
สีส้มแสบตา มีรหัสสีว่า Solar Zest/Black/Blast Purple ซึ่งเป็นเฉดสีที่ได้รับมา Hand On! ในบทความนี้  โดย
เฉดสีนี้เป็น 1 ใน 2 เฉดสีที่อาดิดาสได้เปิดตัวให้กับรองเท้าฟุตบอลประเภทความเร็ว "Light Makes Fast"

   ตัวรองเท้าถูกจัดวางนอนมาตามปกติ  แต่นอกเหนือจากตัวรองเท้าแล้ว  อาดิดาสยังแถมชุดแผ่นรองพื้นมาให้
เพิ่มเติมอีก 1 ชุด  ถูกมัดประกบกันมา  ถือเป็นรองเท้าระดับท็อปคลาสเพียงรุ่นเดียว  ที่ได้ชุดแผ่นรองพื้นแถมมา
ให้แบบนี้

   
   เชื่อว่าเรื่องแรกที่คุณผู้อ่านอยากรู้  เช่นเดียวกับตัวผมเอง  ก็คือน้ำหนักตัวรองเท้าคู่นี้  เนื่องจากมีข้อมูลจาก
หลายแหล่ง ระบุว่า adiZero F50 โฉมใหม่  มีน้ำหนักตัวลดลงจากเดิมประมาณ 15 กรัม  แต่ก่อนอื่นต้องบอก
ก่อนนะครับว่า รองเท้าคู่ที่ผมได้รับสนับสนุนมา Hand On! นั้นดันเป็นไซด์ 10 US , 9.5 UK , 44 Fr และ 28.0 cm
ซึ่งใหญ่กว่าเดิมครึ่งไซด์  เมื่อจับเอาขึ้นชั่งน้ำหนักแบบดิจิตอลแล้ว  ปรากฏตัวเลขออกมา 174 กรัม/ข้าง


   ส่วนน้ำหนักตัวของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อป  ในซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาสเป็นดังนี้

   - Nitrocharge 1.0 228 กรัม
   - Predator® Lethal Zones II 233 กรัม
   - adiPure 11Pro 232 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ 163 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ 202 กรัม

   จริงอยู่ที่รองเท้าคนละไซด์กัน มันไม่ควรเอามาเทียบกัน  แต่ตัวเลขที่ปรากฏออกมามากถึง 174 กรัม/ข้าง
ผมจึงเชื่อว่า  ถึงต่อให้ลดไซด์ลงไป ครึ่งไซด์  ตัวเลขน้ำหนักคงจะลดลงเต็มที่ได้ไม่เกิน 10 กรัม แน่นอน  
นั่นหมายความว่า  หากจับเอา adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr
และ 27.5 cm
  มาชั่งน้ำหนัก  ตัวเลขก็น่าจะวนเวียนอยู่ราวๆ 165 กรัม พอๆ กับรุ่นเก่าอยู่ดี

   ดังนั้นคงพอจะสรุปได้แล้วว่า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ รุ่นใหม่นี้  ไม่ได้มีน้ำหนักเบาลง
กว่าเดิมแต่อย่างใด

   
   ภาพลักษณ์ภายนอกโดยรวม ของอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ยังคงเน้นพื้นที่เฉดสีหลัก
ของตัวรองเท้าแบบสีล้วน  ดีไซน์เรียบๆ  ไม่มีลวดลายกราฟฟิกอื่นใดบนตัวรองเท้า  จะมีเพียงแค่โลโก้แถบสามขีด
อาดิดาส ทั้ง 2 ฝั่งเท่านั้น  

   ลักษณะรูปทรงของตัวรองเท้ารุ่นใหม่นี้  ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นเก่าเลย  โดยตัวรองเท้ายังคงมีลักษณะรูปร่าง
เรียวยาวเหมือนเดิม  แต่เรื่องของรายละเอียดหรือเทคโนโลยี ส่วนอื่นๆ ขอวตัวรองเท้าจะเป็นอย่างไร  เราไป
ดูกัน  

   
   อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า รองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ รุ่นใหม่ล่าสุดคู่นี้
ได้รับการพัฒนาให้มีความเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเดิมอย่างมากมาย  เรื่องแรกซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด  ก็คือการ
เปลี่ยนวัสดุตัวรองเท้าจากหนังสังเคราะห์สปรินซ์สกิน (Sprint Skin) มาใช้เป็นหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช
(Hybrid Touch)
ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เนื่องจากอาดิดาสได้ใช้เป็นวัสดุตัวรองเท้าของรองเท้า
รุ่น Predator® Lethal Zones II และ Nitrocharge 1.0 อยู่ในปัจจุบัน

   ข้อดีของหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  นั้นมีอยู่มากมายหลากหลายข้อ ได้แก่  เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา  ผิวสัมผัส
มีความนุ่มและยืดหยุ่นกว่าหนังสังเคราะห์สปรินซ์สกิน  จึงช่วยให้สามารถกระชับเข้ารูปเท้าได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้
ยังเป็นวัสดุที่ไม่อมน้ำ  การใช้ในสภาวะสนามที่เปียกชื้นจึงไม่ใช่ข้อยกเว้น

   แต่หลังจากที่ผมได้สัมผัสตัวรองเท้า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ พระเอกของเราในบทความนี้
อยากจะขอบอกความรู้สึกแรกที่สัมผัสว่า  "หนังของรองเท้ารุ่นนี้โครตนุ่มเลย !!" พูดจริงๆ ตรงๆ เลยนะครับ
นุ่มกว่า Predator® Lethal Zones II และ Nitrocharge 1.0 ที่ใช้วัสดุแบบเดียวกัน  ถ้าไม่เชื่อ..ผมขอท้าให้คุณ
ผู้อ่านรีบออกไปที่ช็อปอาดิดาส  แล้วไปจับเปรียบเทียบกันตอนนี้เลย  และในเมื่อผมพูดมาซะขนาดนี้แล้ว
ก็แน่นอนว่า  ความนุ่มของหนัง adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ รุ่นใหม่นี้  จะต้องมีความนุ่มกว่า
หนังสังเคราะห์สปรินซ์สกิน ของ adiZero F50 2013 แบบหนังสังเคราะห์ รุ่นเก่า  แบบไม่ต้องไปจับเปรียบเทียบ
กันให้เสียเวลา  เรียกได้ว่าความนุ่มชนะขาดลอยแบบไม่ต้องสงสัย

   
   อย่างไรก็ตาม..วัสดุหนังไฮบริดทัชของอาดิดาส adiZero F50 2014 สีส้นแสบตาที่เปิดตัวเป็นส่วนหนึ่งของ
SAMBA คอลเลคชั่น ที่เรากำลัง Hand On! กันอยู่นี้  จะถูกใช้ผลิตเป็นหน้าสัมผัสและตัวรองเท้า แค่ครึ่งหน้า
เท่านั้น  ก่อนที่ครึ่งหลังจะเป็นวัสดุอีกรูปแบบนึง  แบ่งโดยใช้แนวด้ายเย็บแบบฟันปลา ค่อนข้างถี่  แล้วปิดทับ
แนวด้ายเย็บด้วยแถบพลาสติกอีกชั้น  เพื่อผิวสัมผัสตามแนวเย็บนี้เรียบ  และช่วยปกป้องด้ายเย็บเสียหายจากกรณี
ที่ถูกปะทะในสนาม

   
   ขอกลับมาดูผิวหน้าสัมผัสบริเวณหัวรองเท้ากันอีกที  เนื่องจากมีรายละเอียดและลูกเล่นที่น่าสนใจไม่น้อย
โดยบนผิวสัมผัสนั้นได้ถูกออกแบบให้ มีมิตินูนขึ้นมา  เป็นลักษณะการพิมพ์ด้วยลวดลายเส้นขนาดเล็ก
ตัดไปมาจำนวนมาก  ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้การสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอลได้ดี  ไม่ว่าจะใช้ในสภาวะที่แห้ง
หรือเปียกน้ำ ก็ตาม  โดยส่วนพื้นผิวที่มีมิตินูนขึ้นมานี้  จะอยู่บริเวณตรงกลางของหัวรองเท้า  และฝั่งข้างเท้า
ด้านใน  ซึ่งเป็นบริเวณที่จะสัมผัสกับลูกฟุตบอลบ่อยที่สุด  ไม่ว่าจะเป็นการจับบอลแรกหรือการเตะบอลออกไป
จากเท้า

   ทั้งนี้..บริเวณด้านล่างของข้างเท้าด้านใน  จะมีแถบสัมผัสบอลลักษณะโค้งครึ่งวงกลม  จุดเริ่มต้นขึ้นมาจาก
ตำแหน่งปุ่มหน้าสุด  โค้งขึ้นมาก่อนที่จะลาดลงไปจบที่ตำแหน่งข้างๆ ปุ่มรองเท้าตำแหน่งที่ 3  คล้ายๆกับ
แถบยางปั่นไซร้โค้ง "Sweet Spot Zone" ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Predator Lethal Zones  แต่วัสดุจะไม่ใช่
แถบยางนะครับ  จะเป็นคล้ายๆ แถบพลาสติกบางๆ อีกชั้น  ปิดทับลงไปบนหนังรองเท้า  เท่าที่ลองเอานิ้วมือ
สัมผัสถูไถไปมา  พบว่าหน้าสัมผัสของมันสามารถให้ความฝืดได้ดีกว่าส่วนอื่นๆ

   โดยรายละเอียดข้างต้นที่กล่าวมา  จะช่วยทำให้รองเท้ารุ่นนี้  สามารถควบคุมทิศทางให้กับลูกฟุตบอลได้
ดั่งที่ต้องการ  ไม่ใช่แค่การจับบอลและเตะบอลออกไปเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงการควบคุมบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า
ด้วยความเร็วได้เป็นอย่างดี  อาดิดาสจึงได้เรียกชื่อรายละเอียดจุดนี้ว่า ดริปเบิ้ล เท็ค (Dribbletex) ซึ่งย่อมา
จากคำว่า Dribble Textures ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า พื้นผิวสัมผัสเพื่อการเลี้ยงบอล นั่นเอง
   
   
   บริเวณอื่นๆ ของหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  จะเป็นส่วนที่อาดิดาสใช้พิมพ์กราฟฟิกโลโก้แถบสามขีดเอาไว้
ทั้งข้างเท้าด้านนอกและข้างเท้าด้านใน  ซึ่งพื้นผิวสัมผัสไม่มี ดริปเบิ้ล เท็ค  จะเป็นหน้าสัมผัสของหนังเรียบๆ
ไปเลย
   
   
   ก่อนที่จะไล่ต่อเนื่องไปยังด้านท้ายของ อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  ผมขอพาขึ้นมา
ดูที่บริเวณหลังเท้า ที่เห็นเป็นแนวร้อยเชือกและลิ้นรองเท้า กันก่อน

   แนวร้อยเชือกรองเท้า เป็นลักษณะสมดุลตรงกลางหลังเท้า  ระยะห่างระหว่างปีกแนวร้อยเชือกสองข้าง  จะน้อย
ว่าโฉมที่แล้ว  ส่งผลให้ลักษณะหลังเท้าของรองเท้ารุ่นนี้ดูสูงขึ้น  ลิ้นรองเท้าใต้แนวร้อยเชือก  ผลิตจากวัสดุ
หนังไฮบริดทัช บางๆ เพียวๆ  เฉดสีของลิ้นรองเท้าจะไล่จากสีส้ม ซึ่งเป็นสีตัวรองเท้า ขึ้นไป  ก่อนที่จะเริ่มเปลี่ยน
เป็นเฉดสีอื่นๆ หลากหลายตามคอลเลคชั่น SAMBA

   ส่วนเชือกรองเท้าที่ติดตัวรองเท้ามา  จะเป็นเชือกแบบเส้นแบนทั้งเส้น  แต่จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง  ได้แก่
ช่วงกลางของเส้นเชือก  ซึ่งร้อยผ่านตามรูร้อยเชือก  จะมีเนื้อเส้นเชือกที่แข็ง  เส้นเชือกเล็ก  เพื่อลดปัญหา
การรบกวนในการสัมผัสบอลบนหลังเท้า  ก่อนที่ช่วงปลายของเชือกจะมีลักษณะเนื้อเส้นเชือกที่ฟูและนิ่มขึ้น
เพื่อให้การผูกปมเชือกสามารถทำได้แน่นหนา  และปมที่ผูกไม่หลุดคลายตัวออกง่ายเกินไป

   ***เนื่องจากรองเท้าฟุตบอลคู่นี้อยู่ในคอลเลคชั่น SAMBA ของอาดิดาสเน้นสีสันต์สดใสสไตล์บราซิเลี่ยน
เฉดสีของลิ้นรองเท้าและเชือกรองเท้าจึงถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ  เชื่อว่าถ้าเป็นคอลเลคชั่นปกติที่อาดิดาสจะ
ปล่อยออกมาจำหน่ายหลังจากนี้  สีของลิ้นและเชือก  จะเข้าเป็นสีเดียวกับสีหลักของตัวรองเท้า

   
   
   นอกจากวัสดุส่วนหน้าแบบใหม่ ที่ใช้เพื่อการสัมผัสกับลูกฟุตบอลแล้ว  วัสดุส่วนครึ่งหลังยังถือเป็นจุดที่อาดิดาส
เอามาใช้โปรโมทรองเท้ารุ่นนี้เหมือนกัน  โดยวัสดุส่วนนี้อาดิดาสได้ตั้งชื่อเรียกว่า "SpeedFoil"  ลักษณะวัสดุ
หากสัมผัสด้านใน  จะรู้สึกได้ว่าเป็นโครงของเส้นสังเคราะห์ที่เอามาถักเป็นช่องว่าง  มองผ่านทะลุจากด้านนอก
เห็นด้านใน  แต่อากาศไม่สามารถทะลุผ่านได้  เนื่องจากด้านนอกจะมีวัสดุจำพวกแผ่นพลาสติกใสมาปิดทับเอาไว้
อีกชั้นหนึ่ง

   โดยจุดประสงค์ของการออกแบบ SpeedFoil ให้มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวรองเท้า  เพื่อช่วยลดน้ำหนัก
ที่เกิดจากวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช ที่อยู่ครึ่งหน้าลงไป  ในขณะที่ส่วนครึ่งหลังของตัวรองเท้าเอง ก็ไม่จำเป็น
ต้องสัมผัสกับลูกฟุตบอลอยู่แล้ว  ซึ่งอาดิดาสได้เล็งเห็นและเอามาใช้ในการช่วยลดน้ำหนักตัวของ adiZero F50 2014
แบบหนังสังเคราะห์
เช่นนี้

   
   มาต่อกันที่ด้านหลังของรองเท้า  ซึ่งเป็นส่วนเกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวาย  จะเห็นได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้
ยังคงใช้เกราะป้องกันแบบภายนอก (External Heel Counter) ซึ่งเป็นชิ้นเดียวกับส่วนของชุดพื้นรองเท้า
ผลิตด้วยพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปต่อเนื่องมา  โดยลักษณะของเกราะส้นชุดนี้  จะโอบขึ้นขึ้นมาทางข้างเท้าด้านใน
และข้างเท้าด้านนอก  มีความสูงประมาณกึ่งหนึ่ง  เพื่อให้การปกป้องจากแรงปะทะ  และยังช่วยล็อคส้นเท้าให้มั่นคง

   ในขณะที่ด้านหลังสุดของเกราะส้นเท้า  จะถูกดีไซน์ให้เว้าลงเหลือความสูงประมาณ 1 ใน 3 ของความสูงหุ้มส้น
เป็นการเปิดพื้นที่ให้หุ้มส้นด้านในสามารถบุฟองน้ำเอาไว้ได้อย่างเต็มที่  เพื่อให้ความนุ่มและความกระชับกับ
แนวเอ็นร้อยหวายของผู้สวมใส่  นั่นเอง

   
   หุ้มส้นด้านในของอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ มีหน้าสัมผัสแบบเรียบสนิท  ทำจากวัสดุ
ประเภทหนังสังเคราะห์  ผิวหน้าสัมผัสค่อนข้างลื่นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ซึ่งเป็นผิวหน้าสัมผัสแบบขรุขระ

   ด้านในของหุ้มส้นมีฟองน้ำบุเอาไว้เพื่อทำให้หุ้มส้นมีความนุ่ม  สามารถกระชับและล็อกข้อเท้าของผู้สวมใส่
ให้แน่น  และยังช่วยลดปัญหาการกัดส้นเท้าได้ด้วย  โดยตำแหน่งที่มีฟองน้ำบุเอาไว้มากที่สุด  คือแนวด้านหลัง
บริเวณที่ชนกับเอ็นร้อยหวาย  ไล่ตั้งแต่ด้านบนลงมาจนเกือบจะถึงด้านล่างเลย  ในขณะที่ฝั่งข้างเท้าด้านใน
และข้างเท้าด้านนอก  แทบจะไม่มีการบุชั้นฟองน้ำเอาไว้เลย  เนื่องจากเป็นส่วนวัสดุตาข่าย  ดังที่ได้กล่าวถึง
ไปแล้วข้างบน

   
   แผ่นรองพื้นแบบมาตรฐานที่ติดตัวรองเท้าฟุตบอลน้ำหนักเบา อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
มาตั้งแต่แรก จะเป็นแผ่นรองพื้นแบบ Lightweight ฉีดขึ้นรูปจากวัสดุโฟม EVA ทั้งชิ้น  แต่ชั้นโฟมของแผ่นรองพื้น
ชุดนี้จะค่อนข้างบาง  มีการเจาะรูเล็กๆ ทั้งไปทั้งแผ่น  เพื่อเน้นลดน้ำหนักโดยรวมของรองเท้าให้เบาที่สุด  แต่จะ
ไม่เน้นเรื่องการช่วยรองรับและผ่อนแรงกระแทก

   
   หน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นแบบ Lightweight จะเป็นหน้าสัมผัสประเภทเส้นใยไนล่อน  แต่เนื่องจากมีช่องว่างเล็ก
จึงช่วยทำให้เกิดความฝืดระหว่างการสัมผัสอยู่บ้าง

   
   ในขณะที่แผ่นรองพื้นอีกชุด ซึ่งแถมมาให้ในกล่อง  จะเป็นแผ่นรองพื้นแบบ Comfort  ใช้ในกรณีที่ผู้สวมใส่
ต้องการเน้นการรองรับแรกกระแทกที่ดีกว่า  เนื่องจากแผ่นรองพื้นชุดนี้มีความหนากว่าแบบ Lightweight มาก
เนื้อโฟม EVA มีลักษณะหนาและแน่นกว่า  ลองออกแรงกดด้วยนิ้วมือแล้ว  รู้สึกได้ถึงความเด้งของเนื้อโฟมที่ดี
กว่าอย่างชัดเจน

   
   ทั้งนี้..ผิวหน้าสัมผัสด้านบนก็แตกต่างกัน  โดยผิวหน้าสัมผัสของชุดพื้นแบบ Comfort จะเป็นลักษณะหน้าผ้า
กำมะหยี่  

   
   ใต้แผ่นรองพื้นของรองเท้าข้างซ้าย  จะมีช่องโหว่ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการใส่อุปกรณ์จับความเร็ว
อัจฉะริยะ miCoach SPEED_CELL™ เข้าไป  โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้จะทำหน้าที่ช่วยเก็บข้อมูลและแสดงผล
เกี่ยวกับการเคลื่อนที่  ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว ระยะทางหรือจำนวนครั้งของการสปรินซ์  แต่เป็นอุปกรณ์
ที่ผู้ใช้จำเป็นต้องซื้อเพิ่มเติม

   
   การเปลี่ยนแปลงของ adiZero F50 2014 รุ่นใหม่ยังไม่หมด  และถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ
ที่เกิดขึ้นกับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  นั่นก็คือรูปแบบและลักษณะปุ่ม FG ใหม่ทั้งหมด !!

   
   เรามาเริ่มกันที่ชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้กันก่อน  อาดิดาสยังคงใช้ชุดพื้นจากวัสดุพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูป
เป็นชิ้นเดียวกันทั้งชิ้น ไม่หนามาก  เพื่อคุมไม่ให้น้ำหนักตัวรองเท้ามากเกินไป  แต่ช่วงกลางของชุดพื้นที่มี
ช่องสำหรับใส่ miCoach SPEED_CELL™ จะมีเส้นสายนูนขึ้นมา  เป็นโครงสร้างเพื่อให้ชุดพื้นมีความแข็ง
สามารถดีดตัวกลับ  เพื่อให้จังหวะสปรินซ์ทำได้อย่างรวดเร็ว  โดยชุดพื้นแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Sprintframe

   
   ลักษณะของชุดพื้น  อาจไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไรให้กับแฟนๆ อาดิดาสมากนัก  แต่ไฮไลท์หลักต่อจากนี้
คือรูปแบบและลักษณะปุ่ม FG ของรองเท้ารุ่นนี้ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก  เรามาเริ่มกันที่ปุ่มด้านหน้า  
จำนวนปุ่มยังคงมี 7 ปุ่มเท่าเดิม  แต่ลักษณะปุ่มและการวางปุ่มนั้นเปลี่ยนไป  โดยอาดิดาสได้เปลี่ยนลักษณะปุ่ม
แบบสามเหลี่ยมด้าน(เกือบ)เท่า  มาเป็นสามเหลี่ยมมุมป้าน  ด้านนึงเป็นด้านเรียบ  ส่วนอีกด้านนึงจะมีลักษณะ
เป็นสันโค้งขึ้นมา  และปุ่มมีขนาดเท่ากันทั้งหมด

   ปุ่มด้านหน้าทั้ง 7 ปุ่ม ของอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ คู่นี้  จะแบ่งการวางตำแหน่ง
ด้านข้าง ข้างละ 3 ปุ่ม  และตรงกลางฝ่าเท้าอีก 1 ปุ่ม  ย้ำนะครับว่าตรงกลางฝ่าเท้าเลย  ถ้ายังจำกันได้..รุ่นที่แล้ว
ปุ่มที่อยู่ตรงกลางจะต่ำกว่านี้  

   
   โดยปุ่มแต่ละปุ่มได้ถูกออกแบบให้มีองศาการวางตัวแตกต่างกันออกไป  เพื่อให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะ
กับพื้นสนาม  และส่งแรงกระชากในการออกตัวกับพื้นสนามได้ดีขึ้น  แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น  เพราะลักษณะ
การวางตัวปุ่มแบบใหม่นี้  จะช่วยให้ผู้เล่นมีอิสระในการเคลื่อนที่  สามารถเปลี่ยนทิศทางการวิ่งแม้ใช้ความเร็วสูง
ได้อย่างมั่นใจ  ซึ่งอาดิดาสได้เรียกรูปแบบการวางปุ่มแบบนี้ว่า SpeedTraxion
   
   นอกเหนือจากปุ่มรองเท้าแบบใหม่แล้วแล้ว  ตรงหัวของชุดพื้นยังได้ถูกออกแบบให้มีลักษณะนูนขึ้นมาเป็น "แง่ง"  
เอาไว้คอยจิกลงไปยังพื้นสนาม  ช่วยส่งแรงถีบตัวให้ผู้สวมใส่สามารถออกตัวได้เร็วขึ้นกว่าเก่า  
  
   
   แม้ว่าปุ่มด้านหน้าจะเปลี่ยนแปลงไป  แต่ปุ่มด้านหลังก็ยังคงมาในรูปแบบปุ่มสามเหลี่ยมด้านเท่า จำนวน 4 ปุ่ม
เหมือนเดิม  ปุ่มคู่หลังสุดจะมีขนาดใหญ่กว่า  เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดลงน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่  ในขณะที่ปุ่มถัดเข้าไป
จะมีขนาดเล็กลง  แต่วางองศาที่แตกต่างกัน  เพื่อให้มุมของปุ่มสามารถล็อกกับพื้นสนามได้ดี  ลดปัญหาการลื่นไถล
ให้หมดไป

   อย่างไรก็ตาม..อาดิดาสยังได้แอบโชว์ลักษณะการต่อปลายปุ่ม "แบบใหม่" ด้วยการทำปุ่มใส  จะทำให้
เห็นได้ชัดเจนเลยว่าชุดพื้นที่เป็นฐานปุ่มมีเบ้าขนาดใหญ่  เพื่อให้ปลายปุ่มซึ่งฉีดขึ้นรูปจากพลาสติก TPU
สามารถลงลึกไปเป็นแกนกลางปุ่มขนาดใหญ่ได้ด้วย  ช่วยการันตีได้ถึงความแข็งแรงของปุ่มแบบใหม่นี้ได้
อย่างแน่นอน


   หลังจากที่ได้สัมผัสตัวจริงๆ ของอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  ผมเรียนด้วยความสัตย์จริง
เลยครับว่า อาดิดาสทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายที่เกิดขึ้นกับรองเท้ารุ่นนี้เป็นอย่างมาก
หลายอย่างที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดด้อยของเจเนอเรชั่นก่อนๆ ซึ่งผมได้บ่นเอาไว้ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน 
"มันได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว !!"  ดังนั้น..ผมจึงอยากจะรู้เหลือเกินว่ามันจะให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีขึ้น
กว่าเดิมหรือไม่ อย่างไรบ้าง  เราไปลงสนามทดสอบกันเลยดีกว่า !!

   Feeling & Sizing

   
   ในหัวข้อนี้ เหมือนเดิม ผมจะขอแนะนำการเลือกไซด์รองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบ
หนังสังเคราะห์
สีส้มแสบตา คู่นี้  เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องการข้อมูลเลือกไซด์รองเท้าที่เหมาะสม
ในกรณีที่เปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ในตลาด

   โดยรองเท้าคู่ที่ผมได้รับสนับสนุนอย่างเป็นทางการ มาจาก บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
เป็นรองเท้าที่มีขนาดไซด์ตามป้าย อยู่ที่ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm เหมือนกันกับรองเท้า
รุ่นอื่นๆ จากอาดิดาส ที่ใช้ในการรีวิวทดสอบการใช้งานมาโดยตลอด

   
   หลังจากที่สวมใส่เท้าเข้าไปด้านในรองเท้า  พบว่าหัวรองเท้าตรงที่เหลือพื้นที่ว่างมากที่สุด  จะเหลือพอๆ
กันกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  สามารถวางนิ้วหัวแม่มือตามขวางลงไปได้เต็มๆ  ซึ่งมีระยะเหลือประมาณ 0.4-0.5 cm  
แต่สิ่งที่แตกต่างจากเดิม คือ หัวรองเท้าด้านข้าง  ทั้งฝั่งนิ้วหัวแม่เท้า และนิ้วก้อย  มีพื้นที่เหลือมากกว่ารุ่นเก่า
เล็กน้อย  สาเหตุตรงนี้มาจากลักษณะของหัวรองเท้าที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

   
   ส่วนลักษณะรองเท้าตามด้านกว้างตรงกลางตัวรองเท้า  พบว่า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ที่กำลังสวมใส่อยู่ที่เท้าของผม  มีลักษณะหน้าเท้ากว้างขึ้นอย่างเห็นด้านชัด  โดยเฉพาะฝั่งข้างเท้าด้านนอก
บริเวณข้างนิ้วก้อย  ที่ขยายออกได้มากขึ้น  นอกจากนั้น ยังสังเกตได้ว่าตัวรองเท้าสามารถเข้ารูปกับลักษณะ
เท้าของผมได้เนียนขึ้นกว่าเดิม  ลักษณะของหนังไม่มีรอยยับให้เห็นเหมือนแต่ก่อนแล้ว 

   อย่างไรก็ตาม..บริเวณหุ้มส้นและข้อเท้า  ยังคงมีฟีลลิ่งเหมือนกับเจเนอเรชั่นที่แรกแบบไม่มีผิดเพี้ยนเลย
ฟีลลิ่งตรงนี้ ไม่บีบ ไม่แน่น  แต่ก็ให้การล็อคประชับข้อเท้าที่กำลังดี 

   สรุปการเลือกไซด์ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  ผมขอแนะนำ
ว่า "ไม่จำเป็นต้องเลือกไซด์เหมือนเดิม"  ใครที่มีความยาวไซด์เต็ม/ครึ่งเซ็นติเมตร พอดี  ท่านสามารถ
ลดไซด์รองเท้ารุ่นนี้ลงมาได้ครึ่งไซด์  เพื่อให้หัวรองเท้าชนพอดี  จะได้ฟีลลิ่งการไซด์แบบพอดีเท้า  ถามว่า
ทำไมเจเนอเรชั่นนี้ถึงลดไซด์ได้ ? ก็เพราะว่าหน้ารองเท้ากว้างขึ้นกว่าเดิม  เวลาใส่จะไม่บีบเกินไป  

   แต่หากว่าใครต้องการฟีลลิ่งแบบใส่สบายๆ เหมือนเดิม  หัวเหลือเล็กน้อย  รวมถึงคนที่ความยาวเท้าไม่เต็ม/
ครึ่งเซ็นติเมตร  แน่นอนว่าท่านควรจะเลือกไซด์รองเท้าแบบเดิม  ไซด์เดียวกับรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสรุ่นอื่นๆ
ที่ท่านเคยใช้งานมาก่อน  ดีที่สุด

   Testing  

   
   พอได้สวมใส่รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ สีส้ม  ลงยืนบนพื้นสนามแล้ว
จะเห็นได้ว่า สีเขียวเข้มของพื้นสนามหญ้าเทียม  ช่วยเสริมให้รองเท้ารุ่นนี้มีเฉดสีที่โดดเด่นสะดุดมากยิ่งขึ้น
โดยในการรีวิวครั้งนี้  ผมยังคงใช้สนามฟุตบอลหญ้าเทียมในร่วม ขนาด 7 คน Winning 7 ที่ตั้งอยู่ย่านปิ่นเกล้า
เป็นสนามทดสอบรองเท้า  เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานจริง ของรองเท้ารุ่นนี้กับรองเท้า
รุ่นอื่นได้  โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยเกี่ยวกับสภาพสนามที่แตกต่าง

   โดยการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานรองเท้ารุ่นนี้   จะยังคงแบ่งออกเป็นหัวข้อการทดสอบต่างๆ เหมือนเดิม
ซึ่งผมจะทำการวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบกับรองเท้า adiZero F50 2013 แบบหนังสังเคราะห์ (โฉมเก่า) เป็นหลัก  
เพราะมีหลายอย่างที่รองเท้ารุ่นใหม่นี้  ถูกพัฒนาจนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก  จนผมแทบจะอดใจ
สวมใส่ลงสนามทดสอบ  แล้วมาสรุปถึงความเปลี่ยนแปลงในแง่ของประสิทธิภาพการใช้งานจริง  ที่เกิดขึ้น
ไม่ไหวแล้ว  เราไปลงสนามทดสอบ อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ เพื่อหาคำตอบนั้น
กันดีกว่าครับ..ไปเลย

   ความสบายในการสวมใส่

   
   เริ่มต้นด้วยหัวข้อความสบายเมื่อสวมใส่รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ลงสนาม  พร้อมเล่นฟุตบอลกันแบบจริงจัง มีทั้งจังหวะการเคลื่อนที่เร็ว จังหวะการวิ่งตามเกมส์  เพื่อจับความรู้สึก
ว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จะสามารถให้ความสบายกับเท้าได้มากน้อยเพียงใด

   หลังจากได้ลงสนามทดสอบแล้ว  พบว่าจุดเด่นเกี่ยวกับความสบายในการสวมใส่ของรองเท้ารุ่นนี้  อยู่ที่
ลักษณะหน้าเท้าที่กว้างขึ้น  และไม่บีบข้างเท้า และหลังเท้าจนอึดอัดเหมือนเมื่อก่อน  จากเจเนอเรชั่นที่แล้ว
ที่จำเป็นต้องเก็บชั่วโมงบิน  ฝืนกัดฟันอดทนจนกว่าตัวรองเท้าจะขยายตัวออกตามรูปเท้า  ซึ่งต้องกินเวลา
ไปกว่า 30-40 นาที  ถึงจะเข้าที่เข้าทาง  แต่สำหรับ adiZero F50 2014 แล้ว  ไม่จำเป็นเลย  

   เนื่องจากลักษณะของหน้าเท้ากว้างขึ้น  และหนังรองเท้าที่บาง นิ่ม ตัวรองเท้าจึงสามารถขยายออกตามรูปเท้า
ได้ทันที ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งาน  ความอึดอัดที่เกิดจากแรงบีบบริเวณข้างเท้าและหลังเท้า  ไม่ปรากฏให้รู้สึก
อีกต่อไปแล้ว  

   
   ประสิทธิภาพในการระบายความร้อน  ถือเป็นอีกเรื่องนึงที่รองเท้ารุ่นนี้ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม  แม้จะไม่มากเท่าไหร่
แต่หนังรองเท้าที่บางขึ้น และไม่แข็งทื่อเหมือนเมื่อก่อน  ความร้อนที่อยู่ภายในตัวรองเท้าจึงไม่ถูกอมเอาไว้มากนัก

   อย่างไรก็ตาม อาการกัดส้นเท้า ยังเป็นปัญหาตามรังควานมาให้ได้พบเจออยู่เช่นเคย  แม้ว่าฟองน้ำที่บุเอาไว้
ตรงหุ้มส้นด้านใน  จะมีมากกว่าเดิม  เต็มพื้นที่สัมผัสกับส้นเท้ามากขึ้นกว่าเดิม  และให้สัมผัสที่นุ่มขึ้นกว่าเดิม
แต่พอใช้งานจริงๆ แล้ว  ส้นเท้าของผมกลับถูกกัดเหมือนเดิม !!  ทำไมเป็นอย่างนั้น ??  สาเหตุดังกล่าวมาจาก
ลักษณะผิวหน้าสัมผัสของหุ้มส้นเท้าด้านใน  ซึ่งเป็นลักษณะผิวเรียบและผิวลื่นกว่าเดิม  ทำให้เวลาที่ใช้งาน
รองเท้ารุ่นนี้  ทุกจังหวะที่เคลื่อนที่  ส้นเท้าของผมจะลื่นไถลไปมา และเสียดสีกับหุ้มส้นรองเท้า  พอใช้ต่อเนื่องกัน
จะเริ่มเกิดความร้อน  จนสุดท้ายส้นเท้าของผมก็ถูกกัดเป็นแผล  ในขณะที่ผิวหน้าสัมผัสหุ้มส้นด้านใน ของ
อาดิดาส adiZero F50 2013 โฉมเก่า  นั้นเป็นผิวแบบขรุขระ  ทำให้เวลาที่ใช้งาน  ส้นเท้าจะไม่ลื่นไถลขยับไปมา
และไม่เกิดการเสียดสีจนเกิดอาการส้นเท้าถูกกัด

   โดยภาพรวมแล้ว  ต้องถือว่าอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ มีความสบายเท้าเมื่อสวมใส่ดีขึ้น
ว่าเดิมเป็นอย่างมาก  จุดแข็งอยู่ที่ความกว้างของหน้าเท้าที่กว้างขึ้น  ผนวกกับลักษณะของหนังรองเท้าที่บางและนิ่ม
ขยายตัวตามรูปเท้าได้ดี  จนแทบจะไม่เกิดความอึดอัดเลย  ทำให้ผมขอลงคะแนนหัวข้อนี้ไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน
เพิ่มขึ้นจากเจเนอเรชั่นเก่าถึง 2 คะแนน  ทำให้รองเท้าฟุตบอลสายสปีดรุ่นนี้  มีคะแนนในหัวข้อนี้มากที่สุด ในบรรดา
รองเท้าสายสปีดระดับท็อปคลาส  ด้วยกันเอง
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 8/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   อาดิดาสให้ชุดแผ่นรองพื้นมา 2 ชุด ได้แก่ แผ่นรองพื้นแบบ Lightweight และแผ่นรองพื้นแบบ Comfort
เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกตามต้องการ  แต่การทดสอบในหัวข้อ ประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทก ผมขอ
เลือกใช้แผ่นรองพื้นแบบ Comfort เพราะถือเป็นแผ่นรองพื้นแบบที่จะให้ประสิทธิภาพการทดสอบในด้านนี้
ที่ดีที่สุด  ดังนั้น..ถ้าเลือกอันที่ดีที่สุดได้แบบนี้  ทำไมเราจะไม่เลือกมาใช้งานล่ะ ??

   แผ่นรองพื้นแบบ Comfort ชุดใหม่ของรองเท้ารุ่นนี้  แตกต่างจากเดิมตรงที่  มันทำจากโฟม EVA เพียวๆ
ไม่มีวัสดุโฟม adiPrene เสริมไว้ที่ใต้แผ่นรอง  แต่พอเอามาใช้งานจริงๆ  ผมยังยอมรับว่าประสิทธิภาพการรองรับ
และผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ไม่ได้ลดหลั่นลงจากแผ่นรองพื้นแบบ Comfort ชุดเดิมเลยแม้แต่น้อย
ประสิทธิภาพที่แสดงออกมา  คงต้องยกความดีความชอบให้กับเนื้อโฟมที่แน่นและชั้นโฟมหนา  สามารถยืดหยุ่น
และช่วยผ่อนแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม

   
   ณ ตอนนี้  ผมยังคงกล้าพูดได้เต็มปากว่า รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ที่ใส่แผ่นรองพื้นแบบ Comfort  เป็นรองเท้าประเภทความเร็ว  ที่มีประสิทธิภาพการการรองรับและผ่อนแรง
กระแทกจากพื้นสนามได้ดีที่สุดในคลาส  ผู้เล่นที่มีปัญหาเรื่องหัวเข่าและน้ำหนัก  พอที่จะใช้งานรองเท้ารุ่นนี้
ได้โดยไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก  ทั้งยังรวมถึงการใช้งานในสนามหญ้าเทียมที่พื้นแข็งๆ  หรือการใช้งาน
ในสนามหญ้าจริงที่ดินแข็งๆ  แผ่นรองพื้นชุดนี้สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี  

   ส่วนแผ่นรองพื้นแบบ Lightweight ที่แม้จะไม่เอามาคิดคะแนน  แต่ผมมีโอกาสได้ลองใช้เปรียบเทียบดูแล้ว  
และยังบอกเหมือนเดิมว่า  แผ่นรองพื้นบางๆ ชุดนั้น  เหมาะสำหรับการเล่นบนพื้นสนามหญ้าจริง ที่หญ้าเต็มๆ
ดินนุ่มๆ มากกว่า  ส่วนการเล่นบนพื้นสนามหญ้าเทียมนั้น  คงไม่ใช่คำตอบที่ดีสักเท่าไหร่

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก (แผ่นรองพื้นแบบ Comfort) 8/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ ก็คือรูปแบบปุ่ม FG ที่เปลี่ยนแปลงยกชุด  ซึ่งแน่นอนว่ามันได้ส่งผลให้รายละเอียด
การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนามของรองเท้ารุ่นนี้เปลี่ยนแปลงไป  แต่จะมีจุดไหนบ้าง
ผมได้คำตอบแล้ว

   เริ่มจากประสิทธิภาพการทำความเร็วด้วยการสปรินซ์ออกตัว  ผมรู้สึกได้ว่าการสปรินซ์ด้วยปลายเท้า  สามารถ
ทำได้แม่นยำและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะปุ่มรองเท้าคู่หน้า  มันจิกลงไปยังพื้นสนามได้ลึกขึ้น  แถมยัง
มี "แง่ง" ที่หัวชุดพื้นรองเท้า  ช่วยกดลงไปยังพื้นสนามอีกหนึ่งแรง  เมื่อจุดกดน้ำหนักลงไปยังพื้นสนามมี 3 จุด
วางตัวในรูปแบบ "สามเหลี่ยม" เช่นนี้  ทำให้แรงกดที่ส่งไปยังพื้นสนาม  กระจายตัวได้ดี  และสร้างความมั่นคง
ในการส่งแรงสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า

   
   อย่างไรก็ตาม  ความเร็วจากการสปรินซ์ตัววิ่ง  นอกเหนือจากปัจจัยของน้ำหนักตัวรองเท้า  ซึ่งต้องบอกว่า
หายห่วงกับพิกัดน้ำหนักรองเท้าระดับที่เบาที่สุดในโลกแบบนี้  แต่อีกหนึ่งปัจจัยคือแรงดีดกลับจากชุดพื้น
ที่ดีดกลับเวลาที่ชุดพื้นรองเท้างอ  พบว่าประสิทธิภาพตรงนี้ยังคงมีเหมือนเดิม  ชุดพื้นแบบ Sprintframe
ยังสามารถดีดคืนตัวได้ดี  ทำให้ส่งแรงดีดกลับมายังฝ่าเท้า  และถีบตัวให้พุ่งไปด้านหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ไม่แตกต่างจากเดิม

   เพียงแต่ผมเสียดายที่อาดิดาสไม่เอาเทคโนโลยี Energypulse ซึ่งอยู่ในรองเท้ารุ่น Nitrocharge 1.0 มาใช้
กับ adiZero F50 2014 คู่นี้ด้วย  เพราะการทดสอบได้เผยออกมาแล้วว่า  มันช่วยเพิ่มสปริงให้กับฝ่าเท้ามากขึ้น
ทำให้การสปรินซ์ออกตัววิ่งทำได้ดุเด็ด ร้อนแรงมากขึ้นกว่านี้

   
   แต่สิ่งที่รูปแบบปุ่ม FG แบบใหม่ของ อาดิดาส adiZero F50 2014 แสดงออกมาให้เห็นว่าแตกต่างจากเดิม
อย่างชัดเจน  ก็คือประสิทธิภาพในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่  และการยึดเกาะกับพื้นสนามได้รอบด้าน
ที่ยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก  ปัญหาหลักของชุดปุ่ม FG แบบเก่า  คือมันตอบสนองได้ดีเฉพาะการ
เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงไปด้านหน้า  

   สำหรับชุดปุ่ม FG แบบใหม่ของรองเท้ารุ่นนี้  ปุ่มรองเท้าด้านหน้าทุกปุ่ม  ซึ่งวางตัวในองศาที่แตกต่างกัน 
ทำให้หัวมุมของปุ่มแต่ละปุ่ม  สามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้แทบจะรอบตัว  ส่วนด้านยาวของด้านสามเหลี่ยม
จะเป็นพื้นที่ในการส่งแรงขับเคลื่อน  ดันให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ไม่ว่าจะเป็น
ปุ่มคู่กลาง ปุ่มคู่ที่สาม หรือปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า  ทั้งหมดสามารถประสานงานควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่
ได้เป็นอย่างดี  เพราะหากเป็นปุ่มของรุ่นเก่าแล้ว  ปุ่มคู่กลาง จะเน้นเป็นจุดลงน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว  
ดังนั้น ขอบอกว่ารองเท้ารุ่นนี้ สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อใช้ความเร็วสูงได้อย่างรวดเร็ว
และแม่นยำมากขึ้น


   โดยภาพรวมแล้ว  ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนามของรองเท้ารุ่นนี้
ได้เปลี่ยนจากการใช้เพื่อวิ่งไปด้านหน้าเป็นเส้นตรงเพียงอย่างเดียว  มาเป็นรองเท้าที่เหมาะต่อการเคลื่อนที่
และเปลี่ยนทิศทางได้รอบตัว  การยึดเกาะกับพื้นสนาม..จากที่ดีอยู่แล้ว  ทำได้ดีขึ้น กว่าเจเนอเรชั่นก่อน  
เพราะปุ่มรองเท้าแคบลง  แต่ยังจิกพื้นสนามได้ไม่ลึกเท่า คู่แข่งรายสำคัญอย่าง ไนกี้ Mercurial Vapor IX  
ที่มีลักษณะปุ่ม แคบ คม และน้อยปุ่มกว่านี้  เช่นเดียวกับความมันส์ในการเคลื่อนที่  ที่แม้ adiZero F50 2014
มีมากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นก่อนนิดนึง  แต่ก็ยังเป็นรองให้กับรองเท้าซุปเปอร์คาร์จากไนกี้ อยู่ดี

   ดังนั้น..หัวข้อนี้  ผมขอให้คะแนนในระดับ 10 เต็ม 10 คะแนน  เนื่องจากข้อดีของรูปแบบการเคลื่อนที่
ที่ปุ่มมีส่วนช่วยให้ให้การเปลี่ยนทิศทางแบบรอบตัวทำได้ดีขึ้น  หลากหลายขึ้น  แม้ความมันส์ในการเคลื่อนที่
จะยังไม่เป็นที่หนึ่งก็ตาม

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 10/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   แม้ว่าลักษณะรูปทรงตัวรองเท้าของ อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ จะมีหน้าเท้าที่กว้างขึ้น
กว่าเจเนอเรชั่นเดิม  จนส่งผลต่อความสบายเมื่อสวมใส่มีมากขึ้น  แต่ก็ไม่ได้ลด ฟีลลิ่ง ความกระชับและ
ความมั่นใจเมื่อใช้งาน
แต่อย่างใด  สาเหตุก็เพราะหนังของตัวรองเท้า  สามารถเข้ารูปกับลักษณะเท้า
ได้แนบสนิทเหมือนเป็นส่วนหนึ่งกับเท้ามากขึ้น  ซึ่งเอามาทดแทนความบีบกระชับจากตัวรองเท้าที่หายไปได้
และเมื่อเคลื่อนที่ออกวิ่ง  ยังพบว่าหนังของตัวรองเท้ามีรอยยับเกิดขึ้น น้อยลงอีกด้วย

   อย่างไรก็ตาม..ฟีลลิ่ง การล็อคช่วงส้นเท้าและข้อเท้า  กลับรู้สึกดร็อปลงไปเล็กน้อย  โดยหุ้มส้นของรองเท้า
ไม่สามารถล็อคข้อเท้าได้แน่นสนิทเหมือนเดิม  สาเหตุนี้เป็นสาเหตุเดียวกับอาการกัดส้นเท้า ซึ่งผมได้วิจารณ์
ไปแล้วในหัวข้อแรก  นั่นคือ..ผิวหน้าสัมผัสของหุ้มส้นด้านใน  มันมีสัมผัสที่ค่อนข้างลื่น  เมื่อผมขยับตัวเคลื่อนที่
ส้นเท้าของผมมันสามารถลื่นไถลไปมาได้  ส่วนอีกเหตุผลนึงที่เพิ่มเข้ามา  ก็คือส่วนข้างเท้าที่เป็นวัสดุตาข่าย
Speedfoil  ซึ่งบริเวณดังกล่าวมันให้ฟีลลิ่งแบบ "โล่งๆ" ไม่ค่อยกระชับกับข้างเท้าสักเท่าไหร่  จะเห็นผลอย่างมาก
ในตอนที่เคลื่อนที่วิ่งด้วยความเร็วสูง  

   ในขณะที่หัวรองเท้าที่เหลือพอสมควร  กับลักษณะหัวรองเท้าที่กว้างขึ้น  เป็นผลให้รู้สึกว่าหัวรองเท้ามันโล่งๆ
ยังไงชอบกล  แต่พอใช้งานจริงๆ ยังไม่เจอปัญหาอาการ "เท้าลื่น" สไลด์ไปมาหน้า-หลัง จนมีผลกระทบต่อ
ฟีลลิ่งความมั่นใจตอนใช้งานแต่อย่างใด  ส่วนผิวหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านในรองเท้า  นั้นสามารถ
สร้างแรงเสียดทานกับฝ่าเท้าได้ในระดับกลาง  รู้สึกลื่นบ้างตอนครั้งแรกที่ใช้งานและตอนที่เท้าเปียกมากๆ

   การทดสอบในหัวข้อนี้  คงต้องยอมรับว่า adiZero F50 2014 ทำคะแนนจากผมได้น้อยลง  สาเหตุหลักคงหนี
ไม่พ้น ผิวหน้าสัมผัสของหุ้มส้นรองเท้าลื่น  และความกระชับบริเวณข้อเท้าที่ลดลง  ทำให้ประสิทธิภาพความ
กระชับและความมั่นใจ ลดลงไปจนรู้สึกได้ 
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 7/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   การจับและควบคุมบอลแรก ด้วยรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ คู่นี้
ผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งในประสิทธิภาพหลักๆ ที่คุณผู้อ่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก  เพราะในเจเนอเรชั่นที่แล้ว
หัวข้อนี้ถือเป็นบททดสอบที่มีให้วิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร  โดยเฉพาะเรื่องของฟีลลิ่งการสัมผัสบอลที่ไม่นุ่มเท้า
หนังรองเท้าที่แข็งทื่อมากที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลที่ทำตลาดตอนปี 2013 ที่ผ่านมา

   แต่พอมาในเจเนอเรชั่นใหม่นี้  ผมพบว่าการสัมผัสบอลด้วย adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ไม่เหมือนเอาพลาสติกแข็งทื่อมาหุ้มเท้า อีกต่อไปแล้ว!!  บทพิสูจน์นี้ผมสัมผัสได้จากการเดาะบอล  จากที่เคย
ควบคุมบอลที่เดาะด้วยหลังเท้าแทบไม่ได้เลย  กลายมาเป็นควบคุมได้ง่ายขึ้นอย่างชัดเจน  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ
พื้นผิวขรุขระที่มีมิติบนหน้าเท้า  พอจะสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกบอลได้ดีขึ้นเล็กน้อย  แต่มันก็ดีพอที่จะ
สร้างความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ดังนั้นผมบอกเลยว่ารองเท้ารุ่นใหม่สีส้มที่เรากำลังทดสอบกันอยู่นี้
"จับและควบคุมบอลแรกได้ง่ายขึ้น"


   แต่อย่าเพิ่งหวังว่าคุณจะได้รับการจับบอลที่นุ่มเท้าจากหนังของรองเท้ารุ่นนี้นะ  มันไม่ขนาดนั้น  เนื่องจาก
หนังรองเท้ารุ่นนี้มันนิ่มและบาง  ไม่ได้ฟูและนุ่ม  ทำให้ได้ฟีลลิ่งการจับบอล  แบบบางๆ เหมือนใช้เท้าเปล่า
มากกว่า  อารมณ์การจับและสัมผัสบอลจะคล้ายๆ กับ ไนกี้ Mercurial Vapor IX CR7

   
   จุดเด่นของการจับบอลแรกด้วยข้างเท้าด้านใน ด้วยรองเท้ารุ่นนี้  อยู่ที่หนังรองเท้าบริเวณข้างเท้าด้านใน
เป็นชิ้นเรียบเสมอกัน  แม้ตัวรองเท้าจะผ่านการใช้งานไปบ้าง  แต่ยังไม่พบรอยยับของหนังรองเท้าที่นูนขึ้นมา
จนรบกวนการสัมผัสบอลแต่อย่างใด  ทำให้การควบคุมทิศทางของลูกบอลจากการจับบอลแรกทำได้แบบไม่ต้อง
พะวงอะไร  โดยเฉพาะการแตะบอลแรกไปด้านหน้า  เพื่อจะเล่นต่อหรือเลี้ยงบอลไปกับเท้าต่อทันที  ถือว่ารองเท้า
รุ่นนี้ทำได้ง่ายขึ้น ควบคุมทิศทิศทางของบอลได้แม่นยำขึ้น กว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วจนรู้สึกได้

  เพียงแต่ความนุ่มนวลของการจับบอลแรกด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  ยังคงต้องใช้ทักษะการผ่อนแรงในการ
รับบอลของผู้ใช้งานที่ดีพอสมควร  เนื่องจากหนังรองเท้า แม้จะนิ่ม แต่ก็บาง  ทำให้ไม่มีระยะยุบตัวในการช่วย
ผ่อนแรงของลูกบอลที่ถูกส่งมา(ด้วยความแรง) 

  
   แปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน ค่อนข้างที่จะควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ออกไปจากเท้าได้ง่ายขึ้น
เป็นเพราะลักษณะพื้นที่ข้างเท้าด้านในที่เรียบ สม่ำเสมอ และข้างเท้าด้านในยังมีลักษณะโค้งเว้า  สอดรับ
กับความกลมของลูกบอล  ทำให้การสัมผัสบอล ณ วินาทีที่แปบอล  ข้างเท้าด้านในของผมสามารถสัมผัสกับ
ลูกบอลได้อย่างเต็มใบ  ในขณะที่หนังรองเท้าค่อนข้างจะติดเป็นส่วนหนึ่งกับเท้า  และหนังมีความนิ่มมากขึ้น
ทำให้ลูกบอลที่ถูกแปออกไป ค่อนข้างมีน้ำหนัก  และไม่ป้อกแป้กเหมือนกับตอนที่ใช้ adiZero F50 2013
โฉมเก่า  

   ขอประเมินผลการทดสอบในหัวข้อนี้ สำหรับรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว จนรู้สึกได้  การควบคุมบอล การจับบอลแรก และการส่งบอล  ทำได้ง่ายขึ้น  ไม่รู้สึก
ป้อกแป้กเหมือนเอาพลาสติกแข็งทื่อมาหุ้มเท้า เหมือนเมือก่อน  โดยภาพรวมแล้วถือว่าฟีลลิ่ง อารมณ์เดียวกันกับ
ไนกี้ Mercurial Vapor IX CR7 ยั่งไงยั่งงั้น

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 8/10


    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   มาต่อที่การทดสอบประสิทธิภาพ ในหัวข้อการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรองเท้า
สายสปีด กันดีกว่า จากการทดสอบพบว่า จุดเด่นในด้านนี้ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ความเร็วแสงจากอาดิดาส รุ่นนี้  
อยู่ที่พื้นที่การแตะควบคุมบอลด้วยหลังเท้า หน้าเท้า และข้างเท้าด้านนอก  ซึ่งมีพื้นที่สัมผัสค่อนข้างกว้างขวาง
ทำให้การแตะบอลแต่ละครั้งนั้นเต็มหน้าสัมผัส  ในขณะที่หนังรองเท้ามีความนิ่ม บาง และติดเท้า  รวมถึงรอยยับ
ของหนังรองเท้าก็เกิดขึ้นน้อยลง  องค์ประกอบทั้งหมดนี้ช่วยทำให้การควบคุมน้ำหนักของการแตะเลี้ยงบอล
แต่ละครั้ง  ทำได้เนียนเท้ามากกว่าเดิม
  

   
   นอกจากการควบคุมน้ำหนักบอลที่ง่ายขึ้นแล้ว  การเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  สามารถทำได้
ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย  หน้าสัมผัสของหนังรองเท้ามีความฝืด  สามารถสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกบอล
ได้ดี  จึงช่วยส่งเสริมให้การเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลแบบรวดเร็ว ฉับไว  ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับประสิทธิภาพการเคลื่อนที่แบบรอบตัว ของรองเท้ารุ่นใหม่ เป็นอย่างมาก  แม้ว่ารายละเอียด
ตรงนี้  อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  จะทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆ  แต่หากเปรียบเทียบ
กับคู่แข่งรายสำคัญแล้ว  ผมยังขอบอกว่าประสิทธิภาพการเปลี่ยนทิศทางลูกบอลด้วยความเร็ว  ยังเป็นรอง
ไนกี้ Mercurial Vapor IX อยู่

   โดยภาพรวมแล้ว ถือว่า อาดิดาสได้พัฒนาให้ adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ มีประสิทธิภาพ
ในการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าได้ดีขึ้น  ไม่ใช่เหมาะแค่การแตะทิ่มไปด้านหน้ายาวๆ แล้วสปรินซ์ตามบอล  
แต่มันยังเหมาะต่อการเลี้ยงพาบอลไปช้าๆ เชื่องเท้า ควบคุมทิศทางบอกลซิกแซก ซ้ายขวา ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม  
สำหรับคะแนนในหัวข้อนี้  ผมขอลงให้ไว้ที่ 9 เต็ม 10 คะแนน  สิ่งที่ยังเป็นรอง ไนกี้ Mercurial Vapor IX
(ซึ่งมีได้คะแนนเต็ม 10) แค่เรื่องของการเปลี่ยนทิศทางการเลี้ยงบอล ณ ย่านความเร็วสูง แค่นั้น

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 9/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   หัวข้อการทดสอบการยิงประตูและการเปิดบอลโด่ง ถือเป็นอีกหนึ่งด่านทดสอบสุดสำคัญของรองเท้า
ฟุตบอลสายสปีดจากอาดิดาส  เพราะถ้าเทียบกับในหมวดรองเท้าสายสปีดที่ทำจากหนังสังเคราะห์แล้ว  
การทดสอบนี้ถือเป็นหนึ่งข้อด้อยของเจเนอเรชั่นที่แล้วพอสมควร  แต่พอมาในเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด อาดิดาส
adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  สามารถทำผลงานออกมาได้ดีขึ้นจนน่าพอใจ  แต่จะมีรายละเอียด
อย่างไรบ้าง  ลองอ่านกันในย่อหน้าถัดไปได้เลย

   จากการทดสอบพบว่ารูปแบบการวางปุ่ม FG แบบใหม่ทั้งหมด  สามารถช่วยให้เท้าหลักที่วางลงไป  
ยึดเกาะกับพื้นสนามได้อย่างมั่นคงเหมือนเดิม  ไม่เกิดอาการลื่นไถล  ปุ่มรองเท้าด้านหน้าทั้ง 7 ปุ่ม  ซึ่งวางตัว
ในทิศทางที่ต่างกัน  บางปุ่มใช้มุมของปุ่มจิกลงไป  บางปุ่มใช้ด้านยาวช่วยยั้งไม่ให้ลื่นไถล  เมื่อประสาน
การทำงานกันแล้ว  ทำให้ปุ่มชุดแบบใหม่สามารถล็อคกับพื้นสนามได้อย่างสมดุลขึ้น  ฟีลลิ่งจะแตกต่าง
จากการวางเท้าด้วยรูปแบบการวางปุ่มแบบเก่า  โดยรูปแบบปุ่มแบบเก่าจะอาศัยมุมของปุ่มคู่กลาง  
จิกลงไปยังพื้นสนามด้วยแรงกดจากน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่เป็นหลัก  จึงให้ฟีลลิ่งการลงน้ำหนักที่ดุดัน
กว่า

   ในขณะที่ช่วงกลางของชุดพื้น Sprintframe ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างที่แข็ง จากเส้นสายของชุดพื้น
ที่นูนขึ้นมา  จึงสามารถทำหน้าที่เป็นแกนกลาง  ช่วยถ่ายเทแรงเหวี่ยงระหว่างเท้าหลัก  ไปยังเท้าอีกข้าง
ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เหมือนเดิม

   
   หนังรองเท้าแบบไฮบริดทัชที่บางและนิ่ม  เข้ารูปกับเท้าเป็นอย่างดี  ยังเป็นผลให้ฟีลลิ่งการยิงลูกบอลด้วย
อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน  โดยฟีลลิ่งที่ได้จะเป็นการ
ยิงแบบ "สัมผัสบางๆ เต็มเท้ามากขึ้น" จังหวะยิงป็อกแป้กแทบจะไม่เกิดขึ้นแล้ว  เพียงแต่แรงปะทะที่เกิดจาก
การหวดลูกบอลเต็มแรง  จะสะท้อนกลับมาสู่เท้าของเราเต็มๆ (เหมือนเดิม)

   อย่างไรก็ตาม  ข้อดีที่ต่อเนื่องมาจากการยิงบอลที่เต็มเท้า ก็คือความสามารถในการควบคุมทิศทางลูกบอล
ที่ยิงออกไป  โดยเฉพาะการยิงด้วยหน้าเท้าและหลังเท้า  การควบคุมทิศทางสามารถทำได้ง่ายขึ้น  หนังสังเคราะห์
ไฮบริดทัชแตกต่างจากหนังสังเคราะห์สปรินซ์สกินอย่างชัดเจน  โดยหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  มีความสามารถ
ดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้ดีกว่า  หน้าสัมผัสฝืด และนุ่มกว่า  ทำให้การควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ยิงออกไป
ทำได้ง่าย  โดยเฉพาะการยิงออกไปในทิศทางตรงหน้า  แตกต่างจากหนังสังเคราะห์สปรินซ์สกิน ของรองเท้า
เจเนอเรชั่นที่แล้ว  ที่มีหน้าสัมผัสแข็งและลื่นกว่านี้  ดังนั้น..จังหวะยิงแล้วปลิ้นหลังเท้าออก  ที่เคยพบเจอใน
เจเนอเรชั่นที่แล้ว "ได้หายไปจนหมด" จาก adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  คู่นี้  โดยจะเห็นความ
แตกต่างอย่างชัดเจนในกรณีที่หน้าสัมผัสเปียกน้ำ  หรือจังหวะการยิงไม่เต็มหลังเท้า

   ในเรื่องของการปั่นไซร้โค้ง  ยังคงไม่ใช่งานถนัดของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้แต่อย่างใด  ส่วนที่เป็นแถบพลาสติก
ด้านข้างนิ้วหัวแม่เท้า  ที่เหมือนจะถอดแบบมาจาก "Sweet spot zone" ของ Predator® Lethal Zones II นั้น
ไม่สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปั่นไซร้โค้งได้เลย  จะให้ช่วยได้อย่างไรล่ะ..ก็วัสดุมันไม่ใช่แถบยางหนึบๆ
แต่เป็นเพียงหน้าสัมผัสลื่นๆ เท่านั้น  ความสามารถในการดึงดูดกับผิวของลูกบอล  แตกต่างกันคนละเรื่องเลย
แม้ว่าส่วนที่เป็นหน้าสัมผัสหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  จะมีหน้าสัมผัสฝืดๆ ซึ่งมันก็พอจะช่วยปั่นไซร้ให้กับลูกบอล
ได้บ้าง  แต่ก็ไม่ได้มากนัก  โดยจะสวนทางกับน้ำหนักของลูกบอลที่ยิงออกไป  และขึ้นอยู่กับทักษะของผู้ใช้งาน
เป็นหลัก  ความสามารถตรงนี้..เหมือนกันกับ ไนกี้ Mercurial Vapor IX CR7 เป๊ะๆ เลยล่ะ
   
   ถึงตรงนี้  คงต้องบอกว่า ลืมฟีลลิ่งการยิงประตูที่ไม่ค่อยแน่นอนของ adiZero F50 2013 แบบหนังสังเคราะห์
ไปได้เลย  เพราะฟีลลิ่งแบบเดิมๆ ที่แข็ง ด้านและควบคุมยากได้หายไปจนหมดแล้ว  โดยรองเท้ารุ่นใหม่ที่กำลัง
ทดสอบกันอยู่นี้  ให้ฟีลลิ่งการยิงลูกบอลที่เต็มเท้ากว่า  ทำให้สามารถควบคุมทิศทางได้ง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
ส่วนการวางเท้าหลัก  ชุดปุ่มแบบใหม่สามารถให้การยึดเกาะกับพื้นสนามได้ดี  ไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิมเลย
และบางที..เราอาจไม่จำเป็นต้องไปอิจฉาประสิทธิภาพการยิงประตู ของ adiZero F50 แบบหนังวัวแท้ อีกต่อไปแล้ว
ก็เป็นได้

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   แม้ว่ารองเท้ารุ่นใหม่นี้ จะแสดงประสิทธิภาพด้านการรุก และการเล่นกับลูกบอล ได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่า
แต่ในด้านการตั้งรับ  ยังคงต้องยอมรับว่า adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์  ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่
โดยเฉพาะการถูกปะทะบนหลังเท้า  ถูกคู่แข่งเปิดปุ่มเข้าเหยียบ  หนังของรองเท้าไฮบริดทัช ที่บางมากๆ และ
ไม่มีรายละเอียดส่วนใดช่วยรับแรงปะทะได้เลย  จึงทำให้แรงปะทะตกลงบนหลังเท้าไปเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย
ทีเดียว

   นอกจากพื้นที่บนตัวรองเท้าและหลังเท้าจะไม่สามารถช่วยปกป้องจากแรงปะทะได้ดีแล้ว  ด้านข้างตัวรองเท้า
ก็ไม่แตกต่างกัน  โดยเฉพาะช่วงที่เป็นวัสดุ Speedfoil ยิ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดในการช่วยปกป้องเท้า  เพราะลักษณะ
มันเป็นวัสดุแข็งและบาง  ดังนั้นรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จึงไม่เหมาะต่อพวกนักบู๊ ที่จังหวะ 50-50 ไม่หวั่น อย่างแน่นอน

   แต่รองเท้ารุ่นนี้ยังให้การป้องกันส้นเท้า และแนวเอ็นร้อยหวายได้ในระดับที่ดี  โดยเฉพาะเกราะป้องกันส้นเท้า
แบบภายนอกที่แข็งแรง  กับบุนวมด้านในแนวหุ้มเอ็นร้อยหวายที่นุ่ม เต็มพื้นที่  ทำให้ช่วยลดโอกาสบาดเจ็บหลัก
จากการถูกคู่แข่งไล่ตามเตะจากข้างหลัง ลงได้บ้างพอสมควร   โดยรวมแล้ว หัวข้อนี้ผมยังให้คะแนนเจ๊ากันกับ
รองเท้ารุ่น adiZero F50 2013 แบบหนังสังเคราะห์ ที่ 6 เต็ม 10 เหมือนเดิม

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10

   Conclusion  

   
   ผลการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานในหัวข้อต่างๆ ที่ผ่านมา ของรองเท้า adiZero F50 2014 แบบหนัง
สังเคราะห์
  สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดี ว่าประสิทธิภาพการใช้งานของรองเท้ารุ่นนี้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่าง
ชัดเจน  บอกเลยว่ามันทำให้ผมดีใจมากๆ จนน้ำตาแทบไหล  ทำไมน่ะเหรอ !?  ก็ในเจเนอเรชั่นก่อนๆ
ที่ผ่านมาของ adiZero F50 แบบหนังสังเคราะห์  เวลามีคนมาถามข้อคิดเห็น ผมจะบอกแค่ว่า รองเท้ารุ่นนี้
มีดีแค่น้ำหนักเบา วิ่งมันส์ แค่นั้นแหละ !!  ผมพูดแค่นี้จริงๆ  เพราะประสิทธิภาพตัวรองเท้ามันเป็นแบบนั้น
ทำให้เวลารีวิวเสร็จสิ้น  ผมก็จับรองเท้าใส่กล่องดองเอาไว้ที่บ้าน  แทบจะไม่หยิบออกมาใช้อีกเลย

   แต่สำหรับ อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ คู่ที่เพิ่งจะทดสอบการใช้งานเสร็จสิ้นไปนี้
มันแสดงให้เห็นว่า อาดิดาสพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะในเรื่องของการเล่นกับลูกบอล  การจับ การแป
หรือการยิงประตู  กลายเป็นรองเท้าที่สมบูรณ์แบบแทบทุกด้าน  มันทำให้ผมรู้สึกดีใจถึงความเปลี่ยนแปลง
ที่คาดหวังมานานกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนังสังเคราะห์ ซีรี่ย์นี้  ต่อจากนี้ถ้ามีใครมาถามถึงประสิทธิภาพ
ของรองเท้ารุ่นนี้  ผมคงมีเรื่องให้พูดให้สาธยายให้เขาได้ฟังเยอะขึ้นกว่าเดิม อย่างแน่นอน

   โดยในหัวข้อสุดท้ายของบทความนี้  ผมจะขอสรุปข้อดีข้อด้อย ของ adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ 
อีกครั้งหนึ่ง  เพื่อช่วยสรุปรวบยอดข้อมูลการใช้งานให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจง่ายขึ้น  แล้วก็จะพูดเปรียบเทียบกับ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันอีกสักหน่อย  เพื่อเป็นการสรุปข้อแตกต่างให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น  หลัง
จากนั้น  จะปิดท้ายด้วยข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความน่าใช้  และความคุ้มค่าราคาในการเป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้

   อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ 

   
   adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ กลายเป็นรองเท้าฟุตบอลที่น่าจับตามองมาที่สุด  ส่งท้ายปี 2013
และตลอดช่วงปี 2014 ที่มันจะถูกทำตลาด  รองเท้ารุ่นนี้ยังคงมีคุณสมบัติความเป็นรองเท้าประเภท
ความเร็วอย่างสมบูรณ์แบบ  ด้วยคุณสมบัติของน้ำหนักตัว และการยึดเกาะพื้นสนาม รวมถึงการส่งแรง
สปรินซ์ของชุดพื้นและปุ่ม  แต่มันไม่ได้มีดีแค่นั้น เหมือนเจเนอเรชั่นเก่า  เพราะหนังสังเคราะห์
ไฮบริดทัช ช่วยเข้ามาเติมเต็มให้การสัมผัสลูกบอลที่เต็มเท้า  ช่วยทำให้ควบคุมลูกบอล ได้ง่ายขึ้น
กว่าเดิมอย่างชัดเจน  ทั้งยังสามารถกระชับเข้ารูปกับลักษณะของเท้าได้ดีขึ้นอีกด้วย  ในขณะที่..
ลักษณะตัวรองเท้ากว้างขึ้นกว่าเดิม  เป็นผลดีต่อผู้ที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างและแบน  ให้สวมใส่
adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ได้สบาย พอสมควร


  ข้อด้อยที่พบเจอจากการทดสอบรองเท้ารุ่นนี้  ก็คือหุ้มส้นด้านในที่แม้จะบุฟองน้ำเอาไว้จนให้สัมผัสที่นุ่ม
กว่าเดิม  แต่ผิวหน้าสัมผัสมันลื่นไปหน่อย  เวลาใช้งานทำให้ข้อเท้าเลื่อนไปเลื่อนมา  และเสียดสีกับผิว
ของหุ้มส้น  จนส้นเท้าเป็นแผล (ถูกกัด) อย่างเลี่ยงไม่ได้  ตรงจุดนี้ ถ้าจะให้แก้ไขกันจริงๆ  ผมว่าช่วยปรับ
ไปใช้ลักษณะผิวหน้าสัมผัสหุ้มส้นด้านในแบบเจเนอเรชั่นก่อน  ที่เป็นผิวแบบสากๆ มีรอยขรุขระ น่าจะช่วย
กำจัดปัญหานี้ได้  ในขณะที่ประสิทธิการด้านการป้องกันเท้าจากแรงปะทะ  เรื่องนี้คงต้องยอมๆ กันไป
เพราะคุณสมบัติของตัวรองเท้าที่ต้องการความเบา  ทำให้หนังตัวรองเท้าต้องถูกรีดจนบางเพื่อลดน้ำหนัก
ดังนั้นคุณสมบัติทั้งสองด้านนี้  มันเดินกันคนละทางอยู่แล้วล่ะ

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทความเร็ว 10/10

   แล้วถ้าเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นทีเกี่ยวข้องล่ะ !?

   adiZero F50 2013 แบบหนังสังเคราะห์ เป็นรองเท้าประเภทความเร็ว ที่ให้ฟีลลิ่ง "ดิบๆ" มากกว่า  เนื่องจาก
รองเท้ารุ่นนี้มีดีแค่น้ำหนักเบา  แต่ความสามารถในการเล่นกับลูกบอลนั้นมีน้อยกว่ามาก  สิ่งที่จะได้ทดแทนก็คือ
ความบีบกระชับของช่วงข้างเท้าด้านใน  และหุ้มส้นด้านในที่สามารถจับหับข้อเท้าของผู้สวมใส่ได้แน่นกระชับ
กว่า  ซึ่งเรื่องนี้..จะเป็นผลดีต่อผู้เล่นที่ต้องการแค่ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว มั่นใจ เป็นหลัก  ในขณะ
ที่รูปแบบการวางปุ่ม FG แบบเก่า ช่วยให้ปุ่มจิกพื้นสนามได้ลึกกว่า  แต่การกระจายแรงจะไม่ดี  เนื่องจากน้ำหนัก
กดจะเน้นลงที่ปุ่มใหญ่ คู่กลาง เป็นหลัก  ส่วนปุ่มคู่หน้าจะเน้นการเคลื่อนที่แบบสปรินซ์ไปตรงๆ ด้านหน้าเท่านั้น
ความหลากหลาย และการเปลี่ยนทิศทางในการเคลื่อนที่  ด้อยกว่ารูปแบบการวางปุ่มของ adiZero F50 2014

   Mercurial Vapor IX CR7 เหมือนจะเป็นฝาแฝดต่างค่าย  โดยเฉพาะเรื่องของฟีลลิ่งการเล่นกับลูกบอล  การ
สัมผัสและควบคุมลูกบอล  เนื่องจากลักษณะของหนังรองเท้า เป็นแบบนิ่ม บาง และเข้ารูปกับเท้าได้ดีเหมือนกัน
เพียงแต่รองเท้าลุยอวกาศจากไนกี้  จะให้ฟีลลิ่งความกระชับเท้าที่ให้ความมั่นใจมากกว่า  แต่อาจจะมีปัญหา
เรื่องความสบายในการสวมใส่  โดยเฉพาะคนที่มีหน้าเท้ากว้างและแบน  เรื่องของการเคลื่อนที่..พบว่ารูปแบบปุ่ม
ของรองเท้ารุ่นนี้  สามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้ลึกและแม่นยำกว่า  เนื่องจากจำนวนปุ่มน้อยและปุ่มคมกว่า
นั่นเอง  ทั้งนี้..โครงสร้างของชุดพื้นรองเท้า  จะตอบสนองและสร้างแรงดีดฝ่าเท้าได้ดีกว่าเล็กน้อย  จึงให้
อารมณ์การเคลื่อนที่ที่สปอร์ตดุดัน

   Mercurial Vapor IX ดูจะเป็นคู่แข่งที่เลี่ยงการเปรียบเทียบไม่ได้เลย  โดยหนังและฟีลลิ่งการสัมผัสบอล
ของรองเท้ารุ่นนี้  จะมีลักษณะที่หนา ช่วยลดแรงปะทะได้ดี  แถมผิวสัมผัสยังมีการเคลือบให้สามารถดึงดูดกับ
ผิวของลูกบอลได้ดีกว่าเล็กน้อย  ช่วยให้การควบคุมลูกบอลทำได้แม่นยำกว่า  รูปทรงของตัวรองเท้าที่เรียวยาว
ช่วยสร้างความกระชับ และแม่นใจ ได้เป็นอย่างดี  ส่วนเรื่องประสิทธิภาพของรูปแบบปุ่ม FG ซึ่งมีผลต่อการ
เคลื่อนที่  ก็เหมือนกับที่กล่าวไปแล้วด้านบน

   

   ความคุ้มค่าราคา

   ตลอดเวลาที่ผมได้ทดสอบการใช้งาน adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ มานั้น  สามารถรู้สึกได้ว่า
จากรูปแบบปุ่มที่เปลี่ยนแปลงไป  ทำให้ปุ่มมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้นอย่างชัดเจน  แทบจะไม่ต้องกังวล
ว่าปุ่มรองเท้าคู่นี้จะหักง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน  ในขณะที่ช่วงเกือบ 2 เดือนที่รองเท้าออกมา  ก็ยังไม่มีรายงาน
ปัญหาปุ่มรองเท้าหักของเพื่อนๆ สมาชิกออกมาเลย  นี่จึงเป็นการการันตีได้ว่าปุ่ม FG ของรองเท้ารุ่นใหม่คู่นี้
มีความแข็งมากขึ้นกว่าเดิม  ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลบวกต่อเรื่องความคุ้มค่าราคา ไม่น้อย

   ปัจจัยต่อมาก็คือ การเอาวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช มาใช้เป็นวัสดุหลัก  ทำให้องค์รวมของประสิทธิภาพ
การใช้ยอดเยี่ยมขึ้นกว่าเดิม  รวมถึงภาพลักษณ์ของวัสดุก็ดูดีมีราคามากขึ้น  และแผ่นรองพื้นรองเท้ายังมีมาให้
สองชุด ในขณะที่ราคาค่าตัวรองเท้ายังคงที่  ยิ่งช่วยเสริมให้รองเท้ารุ่นนี้  ดูคุ้มค่าน่าจับจองมากขึ้นกว่าเก่า
อย่างไม่ต้องสงสัย

   สรุปสุดท้าย ในหัวข้อความคุ้มค่าราคาของรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์
ผมขอลงคะแนนว่า มันน่าใช้ ดูคุ้มค่าราคาและมีความแข็งแรงทนทานมากขึ้นกว่าเก่าเป็นอย่างมาก  จากรุ่นเก่า
ที่เคยให้ไว้ที่ 6 คะแนน  รุ่นใหม่นี้ ขอปรับให้เป็น 8 คะแนน แบบไม่มีข้อกังขาเลย

   - ความคุ้มค่า 8/10

   ผมหวังว่าบทวิพากษ์ วิจารณ์ เกี่ยวกับการทดสอบการใช้งานของรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiZero F50 2014
แบบหนังสังเคราะห์
จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อเลือกหารองเท้าฟุตบอล  เอาไปใช้ประกอบ
การตัดสินใจ  เพื่อให้ท่านได้รองเท้าฟุตบอลที่ตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้อย่างเต็มเปี่ยม

   และหากรองเท้ารุ่นนี้ เป็นคำตอบของท่านแล้ว  วันนี้..ท่านสามารถไปสัมผัส และจับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่
ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานส์ คอนเซ็พท์ สโตร์ และที่ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกสาขา
ทั่วประเทศ ในราคา 7,890 บาท  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ adidas.com/football หรือ
ผ่านทางเฟซบุ๊ค facebook.com/ adidasthailand

   ... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ              
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าความเร็ว          
ความคุ้มค่า            


   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 25 ธันวาคม 2013 เวลา 14.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   

ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiZero F50 2014


   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com