"Testing!" อาดิดาส Nitrocharge 1.0 : รองเท้าสายพันธุ์ใหม่..ที่ไม่ใช่แค่
"สอบผ่าน" เท่านั้น !!







ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Nitrocharge 1.0





   
   ปีนี้ถือเป็นปีที่อาดิดาสลุยตลาดรองเท้าฟุตบอล อย่างหนักหน่วงเสียเหลือเกิน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัว
รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ใหม่ "Nitrocharge" รองเท้าฟุตบอลจากแนวคิดที่จะช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับผู้สวมใส่
รวมถึงการป้องกันการปะทะ  จนสร้างความฮือฮาและเป็นที่สนใจของบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก  วันนี้..SiamBoots
จะพาทุกท่าน ไปไข้ข้อสงสัยว่า รองเท้ารุ่นนี้มีดีอย่างไรบ้าง !?

   
   คำโฆษณาที่อาดิดาสนิยามให้กับ Nitrocharge ตั้งแต่ก่อนที่จะเปิดตัวรองเท้าอย่างเป็นทางการ  ตั้งแต่ที่ปล่อย
ภาพหลุดออกมาทีละส่วนๆ (ทั้งๆ ที่คนในวงการนี้ เห็นหน้าตาจนหมดเปลือกไปตั้งแต่ต้นปีแล้ว) นั่นก็คือคำว่า
"The Engine" พร้อมกับนิยามความหมายของคำประเภทนี้ว่า  เป็น "นักเตะประเภทวิ่งทั่วสนาม ตลอด 90 นาที
เพื่อเข้าสกัดอย่างหนักหน่วง แย่งบอลจากเท้าของคู่แข่ง"

   การโปรโมทเริ่มถูกทำออกมา ทีละสเต็ปๆ  ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยภาพรองเท้าให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ  หรือการ
ปล่อยภาพถ่าย จากการถ่ายทำคลิปวีดีโอของบรรดาพรีเซนเตอร์ ที่อาดิดาสเล็งเอามาใช้เพื่อโปรโมทรองเท้า
รุ่นนี้โดยเฉพาะ  

   ท่ามกลางการโปรโมท Nitrocharge ของทีมงานอาดิดาส  มีหลายคนเริ่มเข้าใจคอนเซ็ปตัวตนของรองเท้า
รุ่นนี้  แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่คิดว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ จะมาทำตลาดในฐานะรองเท้าสายพาวเวอร์แบบ
Predator รุ่นเก่าๆ  หลายข่าว หลายข้อมูล หลายความคิดเห็น ก็เริ่มมีปรากฏในเว็บบอร์ดของ SiamBoots
อย่างหนักหน่วง  โดยเฉพาะช่วงใกล้วันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Nitrocharge  ซึ่งกำหนดการระดับ
โกลบอลนั้น คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2013  เรียกได้ว่า..กระทู้พูดคุยหน้าแรกของห้อง Talk for Boots
มีหัวข้อเกี่ยวกับรองเท้าสายพันธุ์ที่สี่ของอาดิดาส ปาเข้าไปเกินครึ่งเลยทีเดียว

   
   และแน่นอนว่า ตลาดรองเท้าฟุตบอลที่ถือว่าใหญ่ที่สุดประเทศหนึ่งอย่างประเทศไทย  ทางอาดิดาสก็ไม่พลาด
ที่จะจัดงานเปิดตัว Nitrocharge ต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างยิ่งใหญ่  โดยงานนี้ได้ คุณจ็อบ  วรวรรธน์ เตชะมนตรีกุล
ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นมาเป็นพิธีกร พร้อมทั้งเล่าประวัติ
ความเป็นมาของการพัฒนา และแนวคิดของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์นี้  รวมถึงบรรยายสรรพคุณรองเท้ารุ่นใหม่
ด้วยตัวเอง  โดยไม่ต้องจ้างเซเลปชื่อดังมาเป็นพิธีกรให้เสียค่าตัวเลย  สำหรับงานเปิดตัวดังกล่าว  เกิดขึ้นเมื่อ
วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2013  เรียกว่าตามติดการเปิดตัวระดับโลกในทันทีทันใด เลยทีเดียว

   ตอนแรกที่ผมได้เห็นจดหมายเชิญสื่อฯ ไปร่วมงาน  เนื้อหาในนั้นได้ระบุว่า ในงานจะมีทั้ง ใหม่-ภานุพงศ์ วงศ์ษา
เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์, ต้น-นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และ ตอง-กวิน ธรรมสัจจานันท์
มาร่วมงานด้วย

   อ้าวเห้ย !! รายชื่อที่เห็นนี้คือ บรรดาพรีเซนเตอร์นักเตะทีมชาติไทย ที่อาดิดาสเซ็นสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์หลัก
ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่างๆ ทั้งหมดเลยนี่น่า   หรือว่าทั้งหมดนี้..จะถูกสลับสับเปลี่ยนให้มาสวมใส่ Nitrocharge
กันทั้งบางเลยเหรอ !?

   
   แต่พอได้เห็นรูปแบบการเปิดตัวในงาน  ก็ถึงบางอ้อ  โดยตอนแรกนั้น ทางอาดิดาสจะให้กองหลังกัปตันทีมชาติไทย
ใหม่-ภานุพงศ์ วงศ์ษา ซึ่งรับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับ Nitrocharge ออกมานั่งพูดคุย แสดงความรู้สึกถึง
รองเท้าสายพันธุ์ใหม่นี้ก่อน  โดยทางด้านข้างของงาน  จะมีแท่นวางรองเท้า  ซึ่งแต่ละแท่นจะมีรองเท้าซีรี่ย์ต่างๆ
ที่เป็นเฉดสีใหม่ทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็น Predator LZ II สีเขียวเปิดตัว, adiZero F50 สีแดงแสบตา, adiPure 11Pro
สีดำ-แดง และยังรวมถึง Freefootbal X มาโชว์เอาไว้แล้ว  แต่เหลือก็เพียงแต่แท่นหน้าสุด ที่ยังเป็นแท่นว่างๆ อยู่

   พอถึงเวลาได้ฤกษ์เคาะระฆังเปิดตัว  ใหม่-ภานุพงศ์ วงศ์ษา ก็จะนำ Nitrocharge ไปวางบนแท่นที่ว่างอยู่
พร้อมกับการเปิดออกมาสมทบของนักฟุตบอลพรีเซนเตอร์ที่เหลือ  ออกมายืนประจำแท่นแต่ละแท่น  รองเท้าแต่
ละรุ่นที่ตนเองเป็นพรีเซนเตอร์อยู่  พร้อมกับการประกาศของคุณจ็อบว่า "ขอต้อนรับ Nitrocharge สู่ครอบครัว
ฟุตบอลของอาดิดาส อย่างเป็นทางการ"
แค่เพียงได้ฟัง..แล้วก็ขนลุกทันที

   
   แน่นอนว่ารองเท้ารุ่นใหม่ ซีรี่ย์ใหม่ สายพันธุ์ใหม่ แนวคิดใหม่ อย่าง Nitrocharge จะต้องเป็นที่สนใจจาก
บรรดานักเตะทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย  วันนี้..การรอคอยเกี่ยวกับคำตอบของประสิทธิภาพการใช้งานจริง
จะสิ้นสุดลงแล้ว  โดย SiamBoots จะขอพาทุกท่าน ไปร่วมทดสอบรองเท้าฟุตบอลรุ่น Nitrocharge 1.0
ซึ่งเป็นรองเท้าระดับท็อปคลาสในไลน์การผลิต  พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พบที่เจอะที่เจอ
จากรองเท้ารุ่นนี้  แบบตรงไปตรงมา เหมือนเดิม  มาดูกันซิว่า Nitrocharge 1.0 จะสามารถแจ้งเกิดใน
วงการรองเท้าฟุตบอลได้หรือไม่ !! 

   ก่อนอื่น  หลังจากที่ผมได้ทดสอบ Nitrocharge 1.0 มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ขอแอบบอกก่อนเลยว่า
รองเท้าสายพันธุ์ใหม่รุ่นนี้  "ไม่ใช่แค่สอบผ่าน" ในฐานะการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทป้องกันและ
การเข้าสกัดแย่งบอลเท่านั้น  แต่ยังมีดีในอีกหลายๆ ด้าน  ถึงแม้จะไม่ใช่จุดขายหลักของมัน  แต่ก็เป็นสิ่งที่
จำเป็น สำหรับการเล่นฟุตบอลนะ !!

   Details

       
   สำหรับรองเท้าซีรี่ย์ Nitrocharge นี้  คงจะไม่มีประวัติอะไรมากมายให้ต้องมาถกกัน  เพราะนี่เป็นรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์ใหม่  ซีรี่ย์ที่ 4 ของอาดิดาส ที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกเป็นเจเนอเรชั่นแรก  แต่ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด
ความเป็นมา และรายชื่อพรีเซนเตอร์หลัก ของรองเท้าซีรี่ย์นี้  ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อย  

   หากย้อนกลับไปเมื่อสมัยเก่ากว่า 3-4 ปี ที่แล้ว  รองเท้าฟุตบอลที่ทำตลาดอยู่บนโลกใบนี้  จะเป็นที่รู้กันดีว่า
แบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ประเภทความเร็ว, พละกำลัง(การยิง) และคลาสสิค  ซึ่งเป็นแบ่งการทำตลาด
แบบนี้กันจนเป็นแบบแผนที่ตายตัว  ไม่ว่าจะเป็น อาดิดาส ไนกี้ หรือพูม่า  จนช่วงปลายปี 2009  ที่ไนกี้เริ่มแตกสาย
การผลิตซีรี่ย์ที่ 4 ออกสู่ตลาด  ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การแบ่งประเภทรองเท้าของวงการนี้เริ่มไม่เป็นแบบแผน
อีกต่อไป    

   
   ทางอาดิดาสเอง  ก็เริ่มที่จะซุ่มพัฒนารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ที่ 4 ของตนเอง  ออกมาทำตลาดบ้าง  โดยทีมพัฒนา
ที่เยอรมันนี ได้เริ่มโปรเจคนี้ในช่วงปี 2011  บนพื้นฐานของมุมมองที่แตกต่างออกมาอย่างชัดเจน  เพราะรองเท้า
ฟุตบอลประเภทอื่นๆ ทั้งหมด  ต่างจะเน้นไปที่สรรพคุณการเป็นรองเท้าประเภทจู่โจม หรือเน่นการเล่นกับบอล
เป็นหลัก  

   ในขณะที่อาดิดาส ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของนักฟุตบอลประเภท "The Engine" ที่นิยามว่าเป็นพวกที่วิ่งตลอด
ทั้งเกมส์การแข่งขัน  รับบทบาทเป็นตัวตัดบอล ไล่ตัดบอล หรือเข้าสกัดคู่แข่งทุกจังหวะ  จะเรียกว่าเป็นผู้ปิดทอง
หลังพระก็คงจะไม่ผิดนัก  ดังนั้น..รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ที่ 4 ของอาดิดาส  จึงถูกพัฒนาบนพื้นฐานของสไตล์
การเล่นดังกล่าว  เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทแรกที่เน้นสรรพคุณทางด้าน "การป้องกัน" อย่างแท้จริง

   โดยรองเท้าทดสอบ หรือที่เรียกว่า Prototype Boots ได้ถูกผลิตออกมาเพื่อให้นักเตะในสังกัด ทดสอบสวมใส่
ลงสนามแข่งขันจริง  เพื่อเป็นการพัฒนารองเท้าสายพันธุ์ที่ 4 ที่อาดิดาสตั้งใจเป็นพิเศษ  จนเป็นจุดสนใจให้กับ
บรรดาสื่อฯ ในวงการอุปกรณ์ฟุตบอลเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะการจับตาดูรองเท้าของ สเวน เบนเดอร์  ซึ่งเป็น
ผู้ที่สวมใส่รองเท้าทดสอบ Nitrocharge ลงสนามแข่งขันเป็นคนแรกๆ ของวงการ

   
   เทคโนโลยีหลักของ Nitrocharge ที่อาดิดาสเอามาเน้นเป็นจุดขาย  จะอยู่บนพื้นฐานแนวคิดของ "พลังงาน"
ที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่ใช้พละกำลังน้อยลงต่อการเคลื่อนที่  เพื่อให้สามารถเคลื่อนที่ระดับขีดจำกัดสูงสุดของตนเอง
ได้มากขึ้น  ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างมุทะลุดุดัน  เพื่อเข้าสกัดแย่งบอลจากคู่แข่งไปตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นแถบยางตามขวาง Energysling ที่ทำหน้าที่โอบกระชับรอบหลังเท้า  กระตุ้นให้ใช้การเคลื่อนที่ด้วย
ปลายเท้ามากขึ้น  รวมถึง Energypulse ที่จะช่วยทำให้ชุดพื้นบริเวณฝ่าเท้า สามารถให้แรงดีดตอบสนอง ต่อการ
เคลื่อนที่ด้วยปลายเท้ามากขึ้น  สามารถส่งแรงกระทำให้ผู้สวมใส่สปรินซ์ตัวได้อย่างรวดเร็ว  และยังมีวัสดุหน้าผ้า
บริเวณส่วนหลังของตัวรองเท้า  ที่เรียกว่า Potection mesh ซึ่งได้แนวคิดจากรูปแบบของเกราะนักรบโบราณ
เพื่อเน้นการป้องกันจากการปะทะ  จุดขายทั้ง 3 อย่างนี้  ถือเป็นสิ่งทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาส
บรรจงออกแบบมาเพื่อใช้กับ Nitrocharge โดยเฉพาะ

   
   เทคโนโลยีจุดขายของ Nitrocharge ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย  แต่ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
ก็คือบรรดานักเตะระดับโลก ที่จะทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ใหม่ของอาดิดาส
นักเตะที่มีสไตล์การเล่นดุดัน  เคลื่อนที่เข้าแย่งบอลตลอด พร้อมจะพุ่งสกัดคู่แข่งทุกครั้งที่มีโอกาส

   แน่นอนว่า คงจะต้องมีรายชื่อของ ดาเนี่ยล อัลเวส แบ็กขวาจอมบุก ที่มีความเร็ว และเคลื่อนที่ขึ้นลงตลอด
เวลา แถมยังเป็นผู้เล่นพันธุ์ดุ ไม่เคยเกรงกลัวใคร เป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อพรีเซนเตอร์แน่นอน  

   
   พรีเซนเตอร์รายที่ 2 เป็นนักฟุตบอลกองกลางเชิงสูง  ที่มีค่าตัวแพงที่สุดของสโมสร บาร์เยิร์น มิวนิค
นั่นก็คือ ฆาบี มาร์ติเนช  ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของสโมสร นับตั้งแต่ที่เขาย้ายมาร่วมทีม
แต่กองกลางชาวสเปนรายนี้  จะเป็นหน้าตาหล่อเหลาจนสาวๆ กรี๊ด  แต่เมื่อลงสนามเมื่อไหร่  เขาพร้อมที่จะ
เข้าปะทะสกัดบอลจากคู่แข่งแบบไม่มียั้ง  จึงไม่แปลกเลยที่อาดิดาสจะเซ็นสัญญาให้เขามารับบทเป็น
พรีเซนเตอร์หลักให้กับ Nitrocharge

   
   นักเตะชื่อดังอีกคน  ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความหนักหน่วงในการเข้าปะทะ  ความดุดันที่คู่แข่งต่างก็เกรงกลัว
คงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้  นอกจาก ดานิเอเล่ เด รอสซี่ กองกลางพันธุ์ดุขยายแท้  แห่งวงการฟุตบอล  
กับสไตล์การเล่นที่เผ็ดร้อนขนาดนี้  แม้จะไม่ใช่นักเตะพรสวรรค์ จนโชว์ผลงานเป็นที่ติดตาเหมือนกับพรีเซนเตอร์
ชื่อโด่งดังคนอื่น  แต่มันก็คงไม่แปลก  ที่อาดิดาสจะเอากองกลางจอมแกร่งรายนี้  มาใช้เพื่อสร้างภาพลักษณ์
ให้กับรองเท้าสายพันธุ์ใหม่ของแบรนด์

   
   นอกจากนี้  อาดิดาสยังได้เผยแพร่คลิปวีดีโอเปิดตัว Nitrocharge ออกมาให้คนทั่วโลกได้ชมกัน  ก่อนที่รองเท้า
จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ  เนื้อหาในคลิปดังกล่าว  ดูไปดูมาแล้วก็แอบฮาเล็กน้อย  แถมยังเป็นแนวคิดที่
แปลกแนวพอสมควร  จะเป็นอย่างไรลองดูได้จากคลิปด้านบนนี้เลย

   สำหรับรองเท้าฟุตบอลทั้งหมดในซีรี่ย์ Nitrocharge นั้น อาดิดาสจำแนกออกเป็น 3 รุ่นหลัก  โดยใช้รหัสตัวเลข
ตามหลังชื่อซีรี่ย์  ได้แก่ Nitrocharge 1.0 ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นท็อปสุด  ส่วนรุ่นรองท็อปลงมาจะเป็น Nitrocharge 2.0
และมีรุ่น Nitrocharge 3.0 เป็นรองเท้าระดับล่างสุดในสายการผลิต  ซึ่งเราจะมารีวิวทดสอบรองเท้า
    
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Nitrocharge 1.0

   เอาล่ะ..เรามาเปิดกล่องรองเท้าสีดำ คาดแถบสามขีดสีขาว เป็นกล่องดีไซน์สุดคลาสสิคของอาดิดาส  เพื่อเอา
รองเท้าฟุตบอลรุ่น Nitrocharge 1.0 ที่เราจะทดสอบในบทความนี้  ออกมาสัมผัสและยลโฉม  มาสำรวจกันก่อน
ที่จะไปสวมใส่ทดสอบจริง กันดีกว่า

   มาดูว่าภายในกล่องของรองเท้ามูลค่า 7,290 บาท รุ่นนี้  มีอะไรบรรจุมาให้บ้าง  รวมถึงตัวรองเท้า รูปร่างหน้าตา 
และรายละเอียดทางกายภาพ  มีจุดไหนน่าสนใจบ้าง  โดยส่วนนี้..ผมจะขอยกชุดมาจากบทความ "Hand On!"
ที่เคยปล่อยเผยแพร่ไปตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวในประเทศไทย  ซึ่งตอนนี้..ยอดผู้อ่านทะลุหลักหมื่นไปแล้ว  หาก
คุณผู้อ่านท่านใด เป็น 1 ในยอดวิว ดังกล่าว  ก็ขอให้เลื่อนข้ามไปยังส่วนของ "Feeling & Sizing" ได้เลยครับ

   
   ตอนนี้แทบจะอดใจที่จะยลโฉมรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ที่ 4 สายพันธุ์ใหม่ของอาดิดาส ไม่ไหวแล้ว  เรามาเปิด
ฝากล่องสีดำ ตัดด้วยแถบสามขีดสีขาว เพื่อสัมผัสเจ้า Nitrocharge 1.0 กันเลย  เมื่อแง้มฝากล่องขึ้นมา  จะพบกับ
ตัวรองเท้ารูปทรงดุดัน สีน้ำเงินเข้ม คาดด้วยแถบยางสีเขียวโดดเด่น  มีแถบสามขีดสีขาวและช่วงล่างสีดำ
ซึ่งเป็นเฉดสีเปิดตัวของรองเท้าซีรี่ย์นี้  นอนวางตัวสลับหัวท้ายกันอยู่ในกล่องแบบพอดีๆ ไม่เหลือพื้นที่ว่าง
ให้ขยับเขยื่อนได้สะดวกนัก  

   นอกเหนือจากตัวรองเท้าแล้ว  งานนี้อาดิดาสยังแถมเชือกรองเท้ามาให้อีก 1 คู่  โดยมีเป็นเชือกอีกสีที่แตกต่าง
จากเชือกที่ติดตัวรองเท้ามา  โดยเชือกที่แถมมากับ Nitrocharge 1.0 คู่นี้  มาเป็นเฉดสีเขียวสะท้อนแสง  สีเดียวกับ
แถบ Energysling ที่คาดตามขวางตรงหัวรองเท้า  ถือเป็นรองเท้าระดับท็อปคลาส 1 ใน 2 รุ่น จากอาดิดาส  ที่
มีของแถมพิเศษแถมเพิ่มมาให้  แต่ยังคงไร้วี่แววของถุงหรือกระเป๋าเป้ใส่รองเท้าดีไซน์เข้าธีม อยู่ดี

   
   หลังจากที่ได้หยิบพาตัวเจ้า Nitrocharge 1.0 รองเท้าเครื่องเทอร์โบคู่นี้ ออกมาจากกล่อง  สัมผัสโดยรวมรู้สึกได้
ว่ามันมีรูปร่างรูปทรงที่คล้ายคลึงกันกับ Predator® Lethal Zones ยั่งกับฝาแฝดกัน  โดยจุดศูนย์ถ่วงของ
น้ำหนักตัวจะรวมอยู่ที่บริเวณชุดพื้นส่วนหน้า  รูปทรงตอนกลางไม่แคบไม่บาน  มีความกว้างระดับกลางๆ
จับกระชับถนัดมือพอสมควร  ในขณะที่ตัวเลขน้ำหนักตัวที่ปรากฏบนหน้าจอเครื่องชั่งแบบดิจิตอล อยู่ที่
228 กรัม/ข้าง (ไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm) ในขณะที่น้ำหนักรองเท้าฟุตบอลระดับท็อป
ในซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาส ที่มีขนาดเลขไซด์เดียวกัน เป็นดังนี้

   - Predator® Lethal Zones 240 กรัม
   - adiPure 11Pro 232 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ 163 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ 202 กรัม

   
   มาเริ่มโฟกัสกันที่วัสดุหลักที่อาดิดาสใช้ผลิตเป็นหน้าผ้าและตัวรองเท้าให้กับ Nitrocharge 1.0 กันก่อนดีกว่า โดย
ตัวรองเท้าส่วนหน้าที่ใช้สัมผัสกับลูกฟุตบอล  จะผลิตจากหนังสังเคราะห์ที่เรียกว่า ไฮบริดทัช (Hybridtouch)
ซึ่งเป็นหนังสังเคราะห์แบบเดียวกับที่ใช้กับซีรี่ย์ Predator® Lethal Zones มาก่อน  แต่ในรายนั้นจะมีแถบยาง
ควบคุมติดเต็มไปทั่วพื้นที่  ทำให้เราแถบจะไม่เคยได้รู้สึกถึงการใช้งานหนังประเภทนี้แบบเพียวๆ เลย  

   โดยหนังสังเคราะห์ชนิดนี้เป็นการดึงเอาจุดเด่นของหนังสังเคราะห์และหนังแท้มาไว้ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
ของน้ำหนักเบา  ความนุ่มการบีบกระชับกับเท้า  การไม่อมน้ำ  ความทนทานแข็งแรงและผิวสัมผัสที่ดึงดูดกับ
ผิวของลูกบอลได้เป็นอย่างดี เป็นต้น  

   อย่างไรก็ตาม..ผิวสัมผัสบริเวณหัวรองเท้าทางข้างเท้าด้านใน  ที่เห็นเป็นพื้นที่บล็อคสี่เหลี่ยมหลากหลายขนาด
ตามภาพด้านบน  จะเป็นพื้นที่สำหรับการสัมผัสกับลูกบอล  จะมีลักษณะที่นูนสูงขึ้นมาจากระดับปกตินิดหน่อย  
เมื่อลองสัมผัสดูพบว่ามีความนุ่มมากกว่าส่วนอื่นๆ  เนื่องจากด้านในมีการบรรจุฟองน้ำเอาไว้  เพื่อให้การจับสัมผัส
ลูกบอลด้วยพื้นที่ส่วนนี้  มีความนุ่มมากขึ้น  แถมยังช่วยลดอาการบาดเจ็บจากแรงปะทะได้อีกเล็กน้อยด้วย

   
   นอกจากบริเวณหัวรองเท้าแล้ว  หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  ก็ปรากฏอยู่ในลักษณะเฉียงขึ้นไปตามแนวร้อยเชือก
เพื่อในการดึงกระชับแนวร้อยเชือกรองเท้าเวลาผูกเชือก  ทำได้อย่างแน่นหนา  และยังให้การบีบกระชับบริเวณ
หลังเท้าอีกด้วย  โดยตามแนวสันเท้าของฝั่งข้างเท้าด้านใน  จะมีพื้นที่ของหนังสังเคราะห์มากกว่าทางข้างเท้า
ด้านนอก  จึงสามารถใช้เพื่อการจับสัมผัสบอล  หรือยิงประตูอย่างเต็มแรงด้วยหลังเท้า ก็ได้

    
   ในเมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุที่อาดิดาสใช้ผลิตเป็นตัวรองเท้า Nitrocharge 1.0 คู่นี้แล้ว  ตามที่บอกไปว่าครึ่งหน้าเป็น
หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช แล้วหน้าผ้าของส่วนที่เหลือจะเป็นอะไรล่ะ !?  จะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่หนังสังเคราะห์แบบ
เดียวกับบริเวณหัวรองเท้า  แต่จะเป็นวัสดุประเภทเส้นใยแข็งๆ ถักทอให้เป็นรูปร่างแบบตาข่าย  ออกแนว
คล้ายเกราะโซ่ของนักรบโบราณ  ไล่ตั้งแต่บริเวณตอนกลางของรองเท้า (ค่อนไปทางด้านหน้า) ทั้งข้างเท้า
ด้านในและด้านนอก  มาจนถึงส่วนของหุ้มส้นและเกราะกันเอ็นร้อยหวายเลยทีเดียว  ซึ่งหน้าผ้าแบบที่กล้าวไปนี้  
จะเป็นส่วนด้านอก  ปกคลุมชั้นหนังด้านในที่บุฟองน้ำแทรกเอาไว้  ให้ความนุ่มและลดความแรงของการเข้าปะทะ
จากคู่แข่ง

   จุดเด่นสำคัญของวัสดุส่วนนี้  คือการช่วยลดแรงปะทะ ปกป้องเท้าของผู้สวมใส่อย่างเต็มรูปแบบ  ตามแบบฉบับ
ของเกราะนักรบนั่นแหละ  ซึ่งทำให้ Nitrocharge 1.0 เข้าคอนเซ็ปของการเป็นรองเท้าประเภทป้องกัน เน้นใช้งาน
เพื่อการเข้าปะทะ แย่งบอลจากคู่แข่งตลอด 90 นาที ตามที่อาดิดาสพยายามจะโปรโมท นั่นเอง

   แถบสามขีดที่เป็นเครื่องหมายการค้าของอาดิดาส  ยังถูกออกแบบให้มีประโยชน์เพื่อการควบคุมลูกฟุตบอล
โดยพื้นผิวสัมผัสของแถบสามขีดขนาดอ้วน จะมีมิตินูนและขรุขระขึ้นมา  เพื่อเพิ่มสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน
กับผิวของลูกฟุตบอล  ลูกเล่นง่ายๆ แต่เชื่อว่าจะใช้ประโยชน์ในการจับสัมผัส ควบคุม และแปส่งบอลได้เป็นอย่างดี 
อย่างนี้ Predator® Lethal Zones ก็มีคู่แข่งในด้านการแปบอลแล้วสิ  เอาไว้ค่อยวัดกันในการทดสอบการใช้งาน
อีกทีแล้วกันนะครับ

   
   กลับมาดูที่อีกหนึ่งเทคโนโลยีไฮไลท์ของ Nitrocharge 1.0 ซึ่งเป็นแถบยางคาดตามขวางที่มีชื่อเรียกว่า Energysling
โดยแถบยางสีโดดเด่นที่เห็นนี้  นอกจากใช้เพื่อการสัมผัสบอลที่หนึบติดเท้า  และลดแรงปะทะแล้ว  อาดิดาสยังเน้น
ว่ามันสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนที่ดุดันขึ้น  โดยแถบยางจะบีบกระชับกับแนวหลังเท้าของผู้สวมใส่
ทำให้การเคลื่อนที่แต่ละจังหวะมีแรงบีบแรงดึงมากขึ้น  โดยเฉพาะการวิ่งด้วยปลายเท้า ซึ่งบริเวณส่วนนี้จะโค้งงอ
แถบยาง Energysling จะช่วยล็อคให้ลักษณะการโค้งงอของหลังเท้านั้นถูกต้องตามลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสม
ทีนี้  การวิ่งทุกจังหวะจึงทำได้อย่างกระฉับกระเฉงมากขึ้น

  
   เชือกรองเท้าแบบมาตรฐานที่ติดตัว Nitrocharge 1.0 มาตั้งแต่แรก  จะเป็นเชือกแบบเนื้อแข็งเส้นแบนในตอนล่าง  
เพื่อป้องกันการรบกวนจังหวะการควบคุมลูกฟุตบอลด้วยหลังเท้า  ก่อนที่เนื้อเชือกจะฟูออกจนนุ่มในตอนปลายทั้ง
สองข้าง  เพื่อให้สามารถผูกปมเชือกได้ง่าย  แน่นและไม่หลุดง่ายๆ  สำหรับเชือกรองเท้าลักษณะนี้  คงถือเป็นที่
คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว  เพราะเป็นลักษณะเชือกรองเท้าที่อาดิดาสเอามาใช้กับรองเท้าทุกซีรี่ย์ ในช่วง 2-3 ปี
หลังมานี้

   
   เกราะป้องกันส้นเท้า แม้จะเป็นแบบทรงต่ำ  แต่ก็เป็นเกราะป้องกันแบบภายนอก (Internal Heel Counter)
ดูผ่านๆ อาจจะคล้ายคลึงกับเกราะส้นเท้าของ adiZero F50  แต่ขอบอกว่าเกราะส้นเท้าของ Nitrocharge 1.0
ที่เห็นอยู่นี้  แข็งโป๊กเลยทีเดียว  ลองใช้มือออกแรงบีบแล้วแทบบีบไม่เข้า  แถมยังเจ็บมืออีกด้วย

   โดยเกราะส้นเท้าชุดนี้  เป็นชิ้นเดียวกับชุดพื้นที่ยังคงเรียกว่า ชุดพื้นแบบ Sprintframe  ที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดี
ในรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของอาดิดาส 

   
   มาต่อกันที่หุ้มส้นด้านในของรองเท้า Nitrocharge 1.0 บ้าง  พบว่าหน้าผิวสัมผัสของหุ้มส้นด้านในนั้น 
จะเป็นหน้าผ้าแบบหนังสังเคราะห์  ไม่ใช่แบบหน้าผ้ากำมะหยี่เหมือน Predator® Lethal Zones ที่เป็น
ฝาแฝดกัน โดยผิวสัมผัสจะเป็นแบบลื่นๆ ไม่ได้เคลือบผิวให้หนึบ  แต่ที่ชอบสุดๆ สำหรับหุ้มส้นของรองเท้า
รุ่นนี้  ก็คือเป็นหุ้มส้นที่หนานุ่มมาก !! โดยชั้นด้านในมีการบรรจุฟองน้ำจนหนาและฟูกว่ารองเท้ารุ่นอื่นๆ
ของอาดิดาส เกินกว่า 2 เท่า เห็นจะได้  แถมยังกินพื้นที่กว้างขวาง  ตั้งแต่ข้างเท้าด้านใน  ข้างเท้าด้านนอก  
ส่วนหุ้มแนวเอ็นร้อยหวาย  ลงมาจนถึงช่วงกลางของส้นเท้า  จะหายไปก็แค่บริเวณที่ชนกับเกราะกันกระแทก
ส้นเท้าด้านนอกเท่านั้น  เห็นแบบนี้แล้ว ชักอยากจะพาตัวไปลงสนามทดสอบมันซะตอนนี้เลย  น่าจะเป็นรองเท้า
ที่มีหุ้มส้นสวมใส่สบาย ไร้ซึ่งอาการกัด มากที่สุดของอาดิดาสก็เป็นได้

   ส่วนหน้าผ้าสัมผัสของตัวรองเท้าด้านใน ที่นอกเหนือจากส่วนหุ้มส้นสีเขียวแสบตานี้  จะเป็นหน้าผ้าสัมผัสแบบ
กำมะหยี่ ทั้งหมด

   
   แผ่นรองพื้นด้านในของรองเท้ารุ่นนี้สามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้  ซึ่งคงไม่แปลกอะไรแล้วล่ะ
โดยผิวหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้น Nitrocharge 1.0 คู่นี้  จะเป็นหน้าสัมผัสแบบกำมะหยี่  นอกใช้นิ้วมือถูไถไปมา
ก็ยังพบว่าไม่ค่อยดึงดูดเท่าไหร่  ออกจะเรียกว่าลื่นได้เต็มปากเสียด้วยซ้ำ  รายละเอียดลวดลายนั้นแทบไม่มี
อะไรเลย  มีเพียงแค่การสกรีนโลโก้อาดิดาส ไว้ตรงส่วนส้น  และมีสกรียสัญลักษณ์ micoach Speed Cell ไว้
เฉพาะพื้นข้างซ้าย เท่านั้น  ไม่มีเส้นสายลวดลาย หรือรายละเอียดใดๆ ที่จะช่วยเพิ่มความฝืดกับฝ่าเท้าเลย
แม้แต่น้อย

   
   ซึ่งแผ่นรองพื้นชุดนี้  ผลิตจากโฟม EVA แบบฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ไม่มีการเสริมแนวโฟมรองรับ
แรงกระแทกประเภทอื่นมาช่วย อย่างแผ่นรองพื้นของ Predator® Lethal Zones หรือแผ่นรองพื้นแบบ Comfort
ของ adiZero F50  แต่ข่าวดีของแผ่นรองพื้น Nitrocharge 1.0 ก็คือ  ลักษณะของแผ่นรองพื้นมันจะหนากว่าอื่นๆ
แถมยังหนาเท่ากันตลอดทั้งแผ่น  ลักษณะเนื้อโฟมจะฟูๆ นุ่มๆ  เมื่อทดลองออกแรงกดด้วยมือแล้วรู้สึกได้ว่ามันนุ่ม
กว่าแผ่นรองพื้นของ Predator® Lethal Zones เล็กน้อย  

   
   มาปิดท้ายกันที่ชุดพื้นช่วงล่าง และปุ่มของ Nitrocharge 1.0 โดยจะเริ่มที่ส่วนหน้ากันก่อนแล้วกัน  สิ่งแรกที่เห็น
ด้วยตาก็คือ  ลักษณะการวางปุ่มที่แตกต่างจากรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาส ที่ใช้ลักษณะปุ่มแบบสามเหลี่ยม
เหมือนกัน  โดยปุ่มอันกลางนั้นจะถูกขยับขึ้นไปจบแทบจะเป็นบริเวณกลางฝ่าเท้า ถ้าจะให้พูดเป็นแผน
ฟุตบอล  ก้น่าจะเรียกว่า 2-3-2 อย่างเต็มตัว  ในขณะที่ซีรี่ย์อื่นๆ จะเป็น 2-1-2-2  น่าจะช่วยในเรื่องของการ
กระจายน้ำหนักตัวที่สมดุลมากขึ้นกว่ารูปแบบปุ่มแบบเดิม

   ผมได้ลองเอาปุ่ม Nitrocharge 1.0 มาแนบประกบกับปุ่มของ Predator® Lethal Zones พบว่าขนาดของปุ่ม
แต่ละปุ่มยังคงเท่าเดิม  ไม่ได้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงแม้แต่นิดเดียว รูปแบบการเชื่อมปลายปุ่ม  ยังเคงเป็นการยึดติด
ปลายปุ่มกับฐานปุ่มด้วยกาวอัดความร้อนเหมือนเดิม  ผิวหน้าสัมผัสจะมีเส้นสายเพื่อเพิ่มพื้นผิวสัมผัสมากขึ้น
   
   
   ทีนี้ จุดเด่นของชุดพื้นที่อาดิดาสโปรโมทให้กับ Nitrocharge 1.0 ก็คือความสามารถในการดีดตัว  โดยตั้งชื่อ
เทคโนโลยีส่วนนี้ว่า Energypulse ซึ่งได้แนวคิดมาจากรูปแบบของสปริง  ช่วยเพิ่มความสามารถในการดีดตัว
ของชุดพื้นบริเวณส่วนหน้า  เมื่อผู้เล่นเคลื่อนที่ด้วยปลายเท้า หรือกระโดดด้วยปลายเท้า ก็จะใช้แรงในการ
เทคตัวน้อยลง  ชุดพื้นแบบ sprintframe ที่ไม่มี Energypulse ก็ถือว่าดีดตัวและช่วยให้การสปรินซ์ออกตัววิ่ง
นั้นทำได้อย่างรวดเร็วแล้ว  แต่ขอบอกเลยว่าส่วนหน้าของชุดพื้น Nitrocharge 1.0 ที่มีเทคโนโลยี Energypulse
นี้โครตดีดตัวกว่ามาก

   พอดีว่าในงานเปิดตัว  อาดิดาสได้เอาชุดพื้นแบบดิบๆ มาวางเปรียบเทียบด้วย  โดยทำการตอกหมุดยึดปลาย
ชุดพื้นเอาไว้ (ตำแหน่งคู่ปุ่มหน้าสุด) แล้วให้ลองเอามือยกงอส้นเท้าขึ้นมา  เพื่อเปรียบเทียบแรงดีดของชุดพื้น
ผมก็เลยจัดการยืนเล่นอยู่คนเดียวนานกว่า 5 นาที  เทียบกันไปเทียบกันมา  บอกได้เลยว่าชุดพื้น Nitrocharge 1.0
ที่มีเทคโนโลยี Energypulse นี้  มันดีดตัวได้รุนแรงกว่าอย่างชัดเจน  แรงกว่าในระดับ 2-3 เท่าตัวเลยก็ว่าได้
อันนี้พูดจริงๆ ไม่ได้โม้  ในเมื่อหลักฐานมันฟ้องและมีให้ลองเล่นขนาดนี้  ดังนั้น  น่าจะเป็นการการันตีได้ว่า
Nitrocharge 1.0 จะช่วยให้ผู้เล่นใช้แรงในการวิ่งด้วยปลายเท้าที่น้อยลง  เพื่อไปด้านหน้าได้ระยะทางที่มากขึ้น  
และยังน่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิ์ในการเทคตัวกระโดด  เพื่อตัดบอลกลางอากาศ  ตามแบบฉบับของรองเท้า
ฟุตบอลสายพันธุ์ใหม่ ซีรี่ย์นี้ ได้อย่างไม่เหมือนใคร

   
   ช่วยกลางของชุดพื้นจะมีช่องนูนขึ้นมา  ซึ่งเป็นช่องสำหรับใส่อุปกรณ์ตรวจวัดและจับความเร็วอัจฉะริยะ
อย่าง miCoach SPEED_CELL™  เป็นอุปกรณ์ที่ต้องซื้อเพื่มเอง

   
   ส่วนปุ่มรองเท้าด้านหลัง  ยังคงมาในรูปแบบที่คุ้นตา  ด้วยปุ่มแบบสามเหลี่ยม 4 ปุ่ม  ขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน
นอกจากผิวหน้าที่มีเส้นสายลายบากแล้ว  นอกนั้นก็ไม่แตกต่างจากปุ่มด้านหลังของ Predator® Lethal Zones
และ adiZero F50

   
   ถือได้ว่าอาดิดาส บรรจงสร้าง Nitrocharge 1.0 ออกมาได้อย่างน่าประทับใจมาก  จริงๆ แล้ว เพียงแค่ได้
ลองจับตัวเป็นๆ ด้วยมือ  ก็รู้สึกอยากจะลองสวมใส่ลงเล่นในสนามแล้ว  อยากรู้ว่าเทคโนโลยีใหม่ หลากหลาย
รูปแบบ  ที่อาดิดาสบรรจุมาให้เฉพาะรองเท้ารุ่นนี้  จะสามารถใช้งานได้จริงมากน้อยเพียงใด  ในท้ายที่สุดแล้ว
รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ใหม่ที่เห็นอยู่นี้  จะสามารถแจ้งเกิดในวงการรองเท้าฟุตบอล  ที่ทุกวันนี้มีการแข่งขัน
สุดเข้มข้น ได้หรือไม่ !?  เราไปสวมใส่ Nitrocharge 1.0 เพื่อเตรียมลงสนามทดสอบการใช้งานจริง กันเลย !!

   Feeling & Sizing

   
   ตามธรรมเนียมแล้ว  ผมจะขอให้คำแนะนำในการเลือกไซด์รองเท้าที่จะทดสอบกันก่อน  รวมถึงอาดิดาส
Nitrocharge 1.0 ด้วยเช่นกัน  โดยรองเท้าแรงเยอะคู่นี้  เป็นไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm
ตามมาตรฐานไซด์รองเท้าร่วมตัวของผม  เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบการเลือกไซด์กับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ได้
นั่นเอง

   หลังจากที่สวมเท้าที่ใส่ถุงเท้าฟุตบอลอาดิดาส  เข้าไปในรองเท้า Nitrocharge 1.0 พร้อมกับทำการดึงกระชับ
แนวร้อยเชือกให้ตึงกำลังดี  ผูกปมเชือกแบบหูกระต่าย  ให้แน่นหนาตามปกติแล้ว  จะเห็นได้ว่ารูปทรงของรองเท้า
ค่อนข้างที่จะปรับตัวเข้ารูปกับลักษณะเท้าได้ดี  

   
   พื้นที่บริเวณตรงกลางหัวรองเท้า  เหลือพอที่จะให้วางนิ้วโป้งตามขวางลงไปได้ดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน
ลักษณะจะเหมือนกับการที่ผมสวมใส่รองเท้าฟุตบอลอาดิดาสรุ่นอื่นๆ ทั้งหมด  ที่มีขนาดไซด์เดียวกันนี้  ไม่ว่า
จะเป็น adiZero F50 2013 หนังสังเคราะห์, adiZero F50 2013 หนังแท้, adiPure 11Pro หรือ Predator®
Lethal Zones
  ทำให้พอจะสรุปได้ว่า Nitrocharge 1.0 จะมีลักษณะ โอเวอร์ไซด์ในด้านยาวประมาณ 0.5
เซ็นติเมตร หรือครึ่งเบอร์
พอดี

   แต่ในความเป็นจริงแล้ว !! ไม่จำเป็นต้องลดไซด์  เนื่องจากลักษณะของหัวรองเท้าที่แอบแหลม  ทำให้ทางแนว
ข้างเท้าด้านนอกที่ติดกับนิ้วก้อย  จะไม่เหลือพื้นที่ว่างตรงเหนือนิ้วก้อยและนิ้วนางเลย  ที่เห็นว่ากดลงไปได้นั้น
จะเป็นบริเวณเหนือเหนือนิ้วกลางและนิ้วชี้เท่านั้น  ซึ่งถ้าเราลดไซด์รองเท้าลง  ก็จะทำให้นิ้วก้อยและนิ้วนางชน
หัวรองเท้ามากเกินไป

   
   ส่วนฟีลลิ่งบริเวณตอนกลาง  ทั้งแนวกว้าง และแนวหลังเท้า  ก็พบว่ารองเท้าสามารถเข้ารูปกับลักษณะเท้า
อูมๆ หน้าเท้ากว้างๆ ของผมได้กำลังดี  ไม่แน่นจนอึดอัด  และไม่บีบจนน้ำตาไหล  จะมีกระชับพอสมควรก็
ตรงแถบยาง Engerysling สีเขียวนั่นแหละ

   ดังนั้นคนที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง  หลังเท้าอูม  จนอาจจะประสบปัญหากับการใส่ Predator® Lethal Zones 
แบบตรงไซด์  แต่สำหรับ Nitrocharge 1.0 แล้ว ขอบอกว่าสบายใจได้เลย  เพราะท่านจะสามารถสวมใส่
รองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซด์  ได้สบายมากขึ้นกว่าเดิม

   
   ในขณะที่บริเวณแนวรอบหุ้มส้น ก็ดูจะสามารถเข้ารูปกับข้อเท้าได้อย่างมิดชิด  เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ 
จะมีการบุชั้นฟองน้ำเอาไว้เป็นตัวรองเท้า  ทำให้มันมีความสามารถที่จะขยายตามลักษณะข้อเท้าของเรา
ได้เป็นอย่างดี  ไม่มีปัญหาสำหรับผู้ที่มีลักษณะข้อเท้าใหญ่ แน่นอน

   การเลือกไซด์ของอาดิดาส Nitrocharge 1.0 ยังสามารถยืนกรานตามขนาดไซด์ของรองเท้าฟุตบอล
อาดิดาสระดับท็อป รุ่นอื่นๆ ซีรี่ย์อื่นๆ ได้เหมือนเดิม  แม้ว่าหักรองเท้าจะเหลือพอให้วางนิ้วโป้งทาบลงไปได้
แต่ผมไม่ขอแนะนำให้ลดไซด์รองเท้าอยู่ดี  เพราะถ้าลดไซด์ลงครึ่งเบอร์แล้ว  แนวนิ้วก้อยและนิ้วนาง  จะชน
กับหัวรองเท้ามากจนเกินไป  ดังนั้น ยืนยัน ฟันธง ซื้อรองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซด์ ดีที่สุด...

   Testing  

   
   ได้เวลาลงสนามหญ้าเทียม Winning 7 ที่เดิม  เพื่อทดสอบหาคำตอบถึงประสิทธิภาพการใช้งานรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์ใหม่จากอาดิดาส อย่าง Nitrocharge 1.0 เสียที  ว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทีมพัฒนาของอาดิดาสซุ่มพัฒนา
มากว่า 2 ปี  จะใช้งานได้จริง มากน้อยเพียงใด  แน่นอนว่าทุกบทวิพากษ์วิจารณ์  จะถูกเขียนออกมาแบบตรงๆ
ทั้งหมด ดีก็ว่าดี  ไม่ดีตรงไหนก็ว่ากันไปตามนั้น  

   แต่เนื่องจาก Nitrocharge 1.0 เป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ใหม่ที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลก  ดังนั้นจึงไม่ขอเจาะจง
วิเคราะห์เปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นไหนเป็นพิเศษ  ดูว่าหัวข้อไหนพอจะชนกับรองเท้ารุ่นไหนได้บ้าง
ก็จะขอเอามาวัดกันไปตามนั้น  แต่ที่ดูว่าอาจจะพอเอามาเปรียบเทียบกันได้มากที่สุด  ก็คงจะหนีไม่พ้นรองเท้า
ร่วมค่ายอย่าง Predator® Lethal Zones  เนื่องจากใช้วัสดุหนังส่วนหน้าประเภทเดียวกัน  และยังมีรูปทรง
โดยรวมของตัวรองเท้าที่ใกล้เคียงกัน ยังกะฝาแฝดขนาดนี้

   เอาล่ะ...ถ้าพร้อมแล้วก็ติดสปีด ลงสนาม วัดพลังงานลึกลับของ Nitrocharge 1.0 กัน !!

   ความสบายในการสวมใส่

   
   สิ่งแรกที่ผู้สวมใส่ทุกคนจะรู้สึก ในวินาทีที่เริ่มลงสนาม  ก็คือเรื่องของความสบายในการสวมใส่  ซึ่งเป็น
ประเด็นแรกสุดที่เราจะมาทดสอบรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Nitrocharge 1.0 กัน

   หลังจากที่ผมสวมใส่รองเท้าบ้าพลังสายพันธุ์ใหม่นี้เรียบร้อย  ก็กระโดดลงสนามทันที  พร้อมกับเล่นฟุตบอล
ตามจังหวะการเล่นอย่างเต็มที่ ตามปกติ  สิ่งแรกที่รู้สึกจากการสวมใส่ Nitrocharge 1.0 ก็คือ "หุ้มส้นใส่สบายมาก"
หุ้มส้นด้านในหนาและนุ่ม  ไม่อึดอัดเลย  และไม่เกิดอาการกัดส้นเท้า แม้แต่ครั้งเดียว  ทั้งๆ ที่ลักษณะของหุ้มส้น
สามารถกระชับเข้ารูปกับส้นเท้าได้อย่างมิดชิดขนาดนั้น

   อีกเรื่องหนึ่งที่ Nitrocharge 1.0 ก็คือความสามารถในการเข้ารูปกับเท้า  รองเท้ารุ่นนี้ไม่จำเป็นต้องเก็บชั่วโมงบิน
เพื่อให้ตัวรองเท้าขยายตามรูปเท้าเลย  แค่นาทีแรกที่สวมใส่ลงสนาม  ก็พบว่าตัวรองเท้าสามารถปรับขยายได้
ลักษณะของหน้าเท้ากว้างๆ ของผมได้ทันที  โดยเฉพาะส่วนตอนกลางของตัวรองเท้า  ที่ใครต่างมองว่ามันมี
รูปทรงเรียวยาวหน้าแคบก็ตาม  แทบจะไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนกับ Predator® Lethal Zones ซึ่งถูกเปรียบว่า
เป็นคู่ฝาแฝด  เพราะใช้หนังรองเท้าแบบเดียวกัน  มีรูปทรงรองเท้าใกล้เคียงกัน เลย

   ความรู้สึกกระชับแบบตึงๆ ที่เกิดขึ้นบนเท้าของผม เมื่อใส่ Nitrocharge 1.0 นั้นคงจะมีเพียงแค่บริเวณที่เป็น
แถบยาง Energysling เท่านั้น  มันมีแรงกดลงบนเท้าจนรู้สึกได้  แต่ฟีลลิ่งที่รู้สึกนั้น  ไม่ได้อึดอัดอะไรเลย กลับ
เป็นฟีลลิ่งบีบกระชับที่กำลังดี  แถมจังหวะที่เท้าขยับอันเนื่องจากการเคลื่อนที่บนพื้นสนาม  แถบยาง Energysling
ก็ยังมีความยืดหยุ่น ที่สามารถปรับตามลักษณะเท้าที่ขยับได้  จึงไม่เกิดแรงกระทำจนเป็นอุปสรรคต่อความสบาย
ในการสวมใส่ ที่จุดนี้

   
   ประสิทธิภาพการระบายความร้อนของตัวรองเท้า  ก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม  ไม่ค่อยจะรู้สึกถึงความ
ร้อนสะสมด้านในตัวรองเท้าเลย  โดยเฉพาะส่วนครึ่งหลัง  ที่รอบตัวรองเท้าเป็นลักษณะแบบ Potection Mesh
นั้นน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีของเท้าด้านใน  สามารถระบายเล็ดลอดออกมา
ตามช่องตาข่ายเล็กๆ ได้  

   ผลการรีวิวทดสอบรองเท้าฟุตบอลจาก SiamBoots ที่ผ่านมา  อาดิดาสนั้นมี adiPure 11Pro ที่ให้ความสบาย
ในการสวมใส่ได้ในระดับที่สูงสุด ด้วยคะแนนระดับ 9/10 คะแนน  และงานนี้..ดูเหมือนว่า Nitrocharge 1.0 เอง
ก็มีภาพรวมในด้านความสบายในการสวมใส่  ในระดับนั้นเหมือนกัน  ข้อดีของการเป็นรองเท้าที่สวมใส่สบาย
ของรองเท้ารุ่นนี้  ก็คือการช่วยเสริมให้ผู้สวมใส่  สามารถใส่เพื่อ "วิ่งสู้ฟัด" ได้อย่างเต็มที่  โดยไม่ต้องกังวลถึง
ความรู้สึกอัดอัด หรืออาการกัดส้นเท้าเลย
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 9/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   หลังจากความสบายในการสวมใส่ของอาดิดาส Nitrocharge 1.0 นั้น ทำได้อย่างยอดเยี่ยม  ทีนี้มาทดสอบ
เกี่ยวกับระบบการรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  กันบ้าง  มาดูว่า
รองเท้าประเภทที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งทั่วสนาม  จะมีประสิทธิภาพด้านนี้มากน้อยเพียงใด

   ปัจจัยหลักๆ คงอยู่ที่แผ่นรองพื้นของรองเท้า  แม้ว่าแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้  จะไม่มีการเสริมแนวโฟม
ช่วยรองรับแรงกระแทกเพิ่มเข้ามา  เช่น โฟม adiPrene  แต่เป็นการเพียงแค่ แผ่นโฟม EVA ที่ฉีดขึ้นรูปเป็น
แผ่นเดียวกันทั้งแผ่น เท่านั้น

   แต่พอจังหวะต้องใช้งานลงสนามจริงๆ  ผมกลับรู้สึกได้ว่า Nitrocharge 1.0 ให้การรองรับและดูดซับแรง
กระแทกจากพื้นสนามได้ดีพอๆ กับรองเท้ารุ่นอื่นของอาดิดาส ที่มีการเสริมแนวโฟมพิเศษเสียอีก !!

ถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนะ  แต่พอจะอธิบายเหตุผลได้

   
   เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น  ก็เพราะแผ่นรองพื้นของ Nitrocharge 1.0 หนากว่า แผ่นรองพื้นของรองเท้าอาดิดาส
รุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด  แถมยังหนาเท่ากันตลอดทั้งแผ่น  ตั้งแต่ส้นเท้ายังฝ่าเท้า  รวมถึงยังมีลักษณะเนื้อโฟม
ฟูๆ นุ่มๆ  จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ที่ช่วยให้รองเท้ารุ่นนี้ มีประสิทธิภาพในด้านการรองรับรองแผ่นแทก
จากพื้นสนามที่ดี  เพื่อช่วยเสริมให้รองเท้ารุ่นนี้  เหมาะต่อการใช้ในด้านการเคลื่อนที่ วิ่งพล่านไปทั่วทุกตำแหน่ง
ในสนามฟุตบอล

   ตอนแรกยอมรับเลยครับว่า  แปลกใจไม่น้อยที่แผ่นรองพื้นแบบชิ้นโฟม EVA เพียวๆ  ไร้ซึ่งการเสริมแนววัสดุ
โฟมพิเศษ เช่นนี้  จะให้การผ่อนแรงกระแทกได้ดีขนาดนี้  ใส่แล้วรู้สึกนุ่มเท้ากว่า Predator® Lethal Zones 
เล็กน้อย  และนุ่มฝ่าเท้าพอๆ กับรองเท้าซีรี่ย์ adiZero F50 ที่ใส่แผ่นรองพื้นแบบ Comfort ซึ่งผมถือว่ามี
ระดับคะแนนประสิทธิภาพส่วนนี้เยอะที่สุดในหมู่รองเท้าฟุตบอลของอาดิดาส ที่ระดับ 8 คะแนน  ทั้งนี้..ยังมี
ข่าวดีว่า  แผ่นรองพื้นแบบเดียวกับที่ใช้รองพื้น Nitrocharge 1.0 จะเป็นต้นแบบแผ่นรองพื้น  ของรองเท้า
ฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ จากทางอาดิดาส  ล่าสุด Predator® Lethal Zones II มีเปลี่ยนมาใช้แผ่นรองพื้นที่หนาขึ้น
กว่าเจเนอเรชั่นแรก แบบนี้ ไปเรียบร้อยแล้ว เช่นกัน

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   ก่อนอื่น ขอบอกเลยว่า หัวข้อการทดสอบการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม ของ
เจ้า Nitrocharge 1.0 นั้น ถือเป็นไฮไลท์หัวข้อหนึ่งของรองเท้ารุ่นนี้เลยก็ว่าได้  แม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้จะไม่ได้
ถูกออกแบบมาด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเหมือน adiZero F50 2013 หนังสังเคราะห์ จนมีจุดเด่นในเรื่องการ
ทำความเร็ว  แต่เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Energypulse ตรงบริเวณฝ่าเท้า  จนช่วยทำให้สปริงฝ่าเท้าของ
ชุดพื้น  นั้นดีดกระเด้งมากขึ้น  แน่นอนว่า..มันจะมีผลดีต่อการสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า  แต่จะมากน้อย
จนรู้สึกได้ หรือไม่ อย่างไร ไปหาคำตอบกัน

   อย่างไรก็ตาม..เรามาดูเกี่ยวกับประสิทธิภาพการยึดเกาะกับพื้นสนามของ Nitrocharge 1.0 กันก่อนดีกว่า
ด้วยรูปแบบและลักษณะแนววางปุ่ม ที่โดยรวมแล้ว แทบไม่ต่างจากรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสรุ่นอื่นๆ ที่ผมได้
ทำการทดสอบไปแล้วหลายรุ่น  โดยปุ่มคู่หน้าที่เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ชี้ไปด้านหน้า  จะทำหน้าที่ในการ
จิกลงไปยังพื้นสนาม  ในจังหวะที่เราสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า  หน้าปุ่มที่แหลมเป็นมุมของสามเหลี่ยม
ทำให้จิกพื้นสนามได้อย่างมั่นคง  ด้วยด้านท้ายของปุ่ม  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของด้านสามเหลี่ยม  จะช่วยส่งแรง
กระชากระหว่างพื้นสนาม  กับตัวรองเท้า  ทำให้ผู้สวมใส่สามารถสปรินซ์ไปด้านหน้าได้อย่างมั่นใจ

   ทั้งนี้ทั้งนั้น..การเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง  ไม่ว่าจะเป็นทางซ้ายหรือขวา  หรือจะกลับตัวแบบ 180 องศานั้น
ปุ่มคู่หน้าลักษณะนี้  ดูจะตอบสนองได้ไม่ดีนัก  เรื่องที่ผมได้วิเคราะห์วิจารณ์มานักต่อนักแล้ว  เกี่ยวกับปุ่ม
แบบนี้ของอาดิดาส  ว่าสู้การเปลี่ยนทิศทางของปุ่มใบมีดเฉพาะตัวแบบไนกี้ Mercurial Vapor IX ไม่ได้
ซึ่งก็รวมถึงการสับขาหลอกล่อด้วยความเร็วด้วย  ปุ่มรองเท้าที่เรากำลังทดสอบจากอาดิดาสอยู่นี้  ทำได้
ไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่  ดังนั้น..ถ้าจะใช้ Nitrocharge 1.0 เพื่อวิ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วจริงๆ  ดูแล้วจะ
เหมาะต่อการวิ่งไปด้านหน้าตรงๆ มากกว่า  ที่จะซิกแซกซ้ายขวา หรือเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง  ที่ย่านความเร็ว
สูงๆ

   เนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางของอาดิดาส Nitrocharge 1.0 และปุ่มหน้าเดิมๆ เช่นนี้  จะต้องพึ่งปุ่มคู่กลาง
ขนาดใหญ่  ทำหน้าที่เป็นจุดหมุนในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่  โดยปุ่มที่มีรูปแบบสามเหลี่ยม  มีข้อดีคือ
สามารถจิกกดลงไปยังพื้นสนามได้อย่างมั่นคง  มุมของปุ่มแต่ละปุ่มจะล็อกกับพื้นหญ้าไม่ให้เกิดจังหวะลื่นไถล
แต่ข้อด้อยก็คือ การหมุมตัวเพื่อเปลี่ยนทิศทางจะถูกจำกัดเอาไว้ในองศาที่ไม่รอบตัวเต็มที่ นั่นเอง

   
   อย่างไรก็ตาม..สิ่งที่ รองเท้ารุ่นนี้แสดงประสิทธิภาพออกมาได้ดีขึ้น  ก็คือเทคโนโลยี Energypulse ซึ่งช่วย
ให้ฝ่าเท้าตอบสนองต่อการสปรินซ์ออกตัวได้ดีขึ้นจนรู้สึกได้  เป็นผลดีต่อการชิงความได้เปรียบในการออกตัว
ด้วยปลายเท้า  สิ่งที่ต้องแยกแยะให้ออกก็คือ "รองเท้ารุ่นนี้ชุดพื้นแบบนี้  ไม่ได้ช่วยให้ผู้สวมใส่วิ่งเร็วขึ้น  
แต่ช่วยให้การออกตัวด้วยปลายเท้าทำได้รวดเร็วขึ้น"
ต่างหาก

   หากคุณผู้อ่าน ได้ลองไปยกๆ โยกๆ เปรียบเทียบชุดพื้นตัวอย่าง  ที่อาดิดาสลงทุนทำออกมาโชว์ไว้ที่ร้าน
ตัวแทนจำหน่าย Nitrocharge 1.0 ทั้งหลาย  จะรู้สึกว่า  ชุดพื้นรองเท้ารุ่นนี้ที่มี Energypulse จะค่อนแข็ง
และมีแรงต้านมากกว่าชุดพื้นปกติอย่างชัดเจน  เวลาออกแรงยกด้วยมือ  จะต้องออกแรงมากกว่า  แต่สิ่งที่
ได้คือแรงดีดของชุดพื้นที่รุนแรงกว่าจนรู้สึกได้

   เช่นเดียวกับเวลาที่ลงสนามด้วย Nitrocharge 1.0  ผมมีโอกาสได้ลองสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า
เปรียบเทียบระหว่างชุดพื้นที่มีและไม่มี เทคโนโลยี Energypulse ที่ฝ่าเท้า  ผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฏว่า
"เทคโนโลยีนี้ใช้ได้จริง" รู้สึกได้ว่าชุดพื้นที่แรงดีดมากขึ้น  การพุ่งสปรินซ์ตัวออกไปด้านหน้าสามารถ
รู้สึกพุ่งกว่าเดิม  ความสนุกในการเคลื่อนที่แตกต่างกันพอหอมปากหอมคอ  อย่างไรก็ตาม..ผมยอมรับเลย
ครับว่า  พอได้ลองออกตัวสปรินซ์ด้วยรองเท้ารุ่นนี้แล้ว  ไม่ค่อยอยากจะกลับไปสปรินซ์ออกตัววิ่ง  ด้วยชุดพื้น
ที่ไม่มีเทคโนโลยี Energypulse ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส รุ่นอื่นๆ เลย !!

   สิ่งต่อมาที่น่าคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี Energypulse ซึ่งแสดงประสิทธิภาพออกมาจนเห็นได้จริง  ทีนี้ ต่อจากนี้
จะเป็นการวัดใจอาดิดาสแล้วล่ะว่า จะเอา Energypulse ไปใช้กับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ในสังกัดหรือไม่  เพื่อ
เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรองเท้าทั้งหมดของตัวเอง  หรือจะเก็บเอาไว้ใช้เพื่อเป็นจุดขายของรองเท้าซีรี่ย์
Nitrocharge เพียงซีรี่ย์เดียว  ส่วนซีรี่ย์อื่นๆ ก็ใช้พื้นแบบ Sprintframe ปกติ..ต่อไป !?

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 10/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   ฟีลลิ่ง ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งานที่รองเท้าฟุตบอล Nitrocharge 1.0 ให้กับเท้าของ
ผู้สวมใส่  หลังจากที่ผมได้ลองควงลงสนามแข่งขันจริงๆ มาแล้ว  จึงพอจะบอกได้ว่า รองเท้ารุ่นนี้สามารถ
ช่วยสร้างความกระชับกับเท้า  ในแอบอารมณ์ที่พอเพียง กำลังดี

   จุดหลักๆ ที่รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Nitrocharge 1.0 มีแรงบีบกระทำกับเท้าของผม  จะเป็นบริเวณหน้าเท้า
ด้านหน้า  ส่วนที่ตรงกับแถบยาง Energysling ซึ่งถือเป็นจุดที่รู้สึกกระชับเท้าที่สุดแล้ว  ฟีลลิ่งความกระชับตรงนี้
ได้ส่งผลดีต่อความมั่นใจในการเคลื่อนที่เป็นอย่างดี  และแม้ว่าพื้นที่หัวรองเท้าจะเหลือนิดหน่อย  รวมถึง
แผ่นรองพื้นแบบหน้าผ้ากำมะหยี่ของรองเท้ารุ่นนี้  ไม่ได้มีความหนึบ สร้างแรงดึงดูดกับฝ่าเท้าของผู้สวมใส่
ได้ดีสักเท่าไหร่  ถ้าไม่ได้แถบยาง Energysling คอยช่วยล็อคกระชับส่วนหน้าเอาไว้แบบนี้  อาจจะมีจังหวะ
ที่เท้าลื่นไถลไปมา คอยเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง ก็เป็นได้

   ส่วนของหุ้มส้นข้อเท้า ก็มีบทบาทต่อความมั่นใจเหมือนกัน  เพราะหุ้มส้นของ Nitrocharge 1.0 ค่อนข้างที่จะ
เข้ารูป กระชับแนบชิดกับทุกสัดส่วนของส้นเท้าได้อย่างหมดจด  ข้อดีคงมาจากการบุชั้นฟองน้ำในหุ้มส้นไว้
หนาขึ้น  จึงทำให้มันเข้ารูปกับส้นเท้าได้สนิทเช่นนี้  อารมณ์ที่ได้ จะเหมือนมีอะไรมาปกป้องส้นเท้าได้หมด
ทุกส่วน  และก็ไม่สร้างความอึดอัดด้วย  ส่วนนี้จึงมีบทบาทที่ช่วยสร้างความมั่นใจ  พร้อมรับกับทุกจังหวะ
ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในเกมส์การแข่งขัน นั่นเอง
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   เอาล่ะ  ได้เวลามาทดสอบสเต็ปแรกของการเล่นกับลูกบอล ในเรื่องของการจับสัมผัสและควบคุมบอลแรก
ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์วิ่งสู้ฟัด อาดิดาส Nitrocharge 1.0 กันดีกว่า

   การดูดบอลลงพื้นของรองเท้ารุ่นนี้  ถ้าอยากจะทำให้นิ่มนวลจริงๆ  จำเป็นต้องอาศัยทักษะเฉพาะตัวเข้าช่วย
เนื่องจากหนังของรองเท้านั้นไม่ได้หนาอะไรมากมายนัก  ทำให้ฟีลลิ่งเมื่อบอลสัมผัสกับเท้านั้นไม่ได้นุ่มอย่างที่
หลายคนหวัง  อารมณ์ที่ได้จากการดูดบอลลง  จะเป็นอารมณ์แบบบางๆ สัมผัสถึงเท้าด้านในพอสมควร  ดังนั้น
การเอาบอลลงให้เนียนสุดๆ  ยังไม่ใช่งานที่ถนัดของรองเท้ารุ่นนี้สักเท่าไหร่  ยิ่งกรณีที่ลูกบอลถูกส่งยัดเข้ามา
ที่เท้าด้วยความแรง  บอกได้เลยว่า ถ้าไม่ได้ตั้งตัวให้พร้อมที่จะรับบอลแรกให้ดีๆ  มีได้เห็นลูกบอลกระเด็นออก
ไปจากเท้าเป็นแน่  

   ส่วนการควบคุมบอลที่พุ่งเข้าหาเท้าด้วยความเร็วในทิศทางเฉือน  พบว่าหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชของรองเท้า
รุ่นนี้  พอจะช่วยหยุดบอล และแก้ปัญหาการแฉลบได้บ้าง  แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก  เนื่องจากพื้นที่บริเวณ
หัวรองเท้าที่จะใช้เพื่อการจับบอล  มันดูจะโล่งๆ จนเกินไป  คนละเรื่องกับ Predator® Lethal Zones  ที่มีลักษณะ
พื้นผิวขรุขระ มีมิติ อันเนื่องจากแถบยางปั่น จึงช่วยหยุดลูกบอลได้ทิศทางเฉือนได้ดีกว่า

   อย่างไรก็ตาม  การแตะเพื่อเปลี่ยนทิศทางบอลแรก ที่ถูกส่งมาเลียบพื้น  พบว่า Nitrocharge 1.0 พอที่จะมี
ประสิทธิภาพที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ในระดับที่น่าพอใจ  ไม่ว่าจะควบคุมบอลแรกที่จัด ด้วยบริเวณหัวรองเท้า
ด้านใน หรือด้านนอก  ทั้งสองด้านสามารถให้การควบคุมลูกบอลที่ดีไม่แพ้กัน  เพียงแต่..การควบคุมน้ำหนัก
ของบอลแรกที่จับ  คงต้องใช้ความพิถีพิถันกันหน่อย  เพื่อให้สามารถเล่นบอลในจังหวะต่อไปได้ง่าย

   
   อีกเรื่องที่ยังอยู่ในหัวข้อการทดสอบนี้  ก็คือการจับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  พบว่า ครึ่งหนึ่ง
ของลูกบอล จะชนกับส่วนของแถบยาง Energysling และอีกครึ่งหนึ่ง จะชนกับ Potection Mesh ซึ่งขั้นกลาง
ด้วยแนวเดินด้ายเย็บรองเท้า พอดี  ทำให้บริเวณพื้นที่ของข้างเท้าด้านในนั้นไม่ใช่พื้นที่ที่มีลักษณะเรียบสมำเสมอ

   ข้อเสียของพื้นที่ลักษณะเช่นนี้  จะส่งผลให้การรับ-แปบอล ด้วยข้างเท้าด้านในนั้นโดยไม่เต็มเท้าเท่าไหร่นัก
ฟีลลิ่งครึ่งหน้าที่โดนกับแถบยาง จะรู้สึกป็อกแป้กเล็กน้อย  ในขณะที่ฟีลลิ่งครึ่งหลังที่โดนกับวัสดุเส้นใยตาข่าย
จะรู้สึกหนาๆ กว่า  ความแตกต่างระหว่างพื้นผิวสองส่วน  ส่งผลให้ความหนักแน่น ของทั้งการจับบอลแรก และ
การแปส่งบอลนั้นลดน้อยลงไป  

    อย่างไรก็ตาม  ยังพอมีจังหวะที่ลูกบอลจะเข้าสัมผัสกับส่วน Potection Mesh เพียงอย่างใด  ซึ่งจะทำให้
การจับบอลด้วยข้างเท้า จะเป็นฟีลลิ่งแบบหนาๆ  การผ่อนแรงเพื่อให้บอลอยู่เท้า ทำได้ไม่ยาก  เช่นเดียวกับ
การแปส่งบอลออกไปด้วยข้างเท้าด้านในนี้  ถือว่าทำได้ค่อนข้างหนักแน่นกำลังดี  มีน้ำหนัก แต่ไม่ที่สุด !! 
เพราะยังเป็นรองบริเวณ Pass Zone ของ Predator® Lethal Zones   เนื่องจากบริเวณ Potection Mesh ที่เป็น
โครงเส้นใยถักเป็นตาข่ายนี้  แม้จะมีลักษณะหนาฟูจนมีผลต่อความนุ่ม  แต่โครงสร้างด้านในเส้นใยนั้นมันกลวง
ไม่หนาแน่นเท่ากับบริเวณ Pass Zone ของคู่ฝาแฝด  ที่มีการยัดฟองน้ำเอาไว้ด้านในจนแข็งและแน่นกว่านี้
ทำให้น้ำหนักของลูกบอลที่ถูกแปออกไป มีความหนักแน่นที่จะพุ่งไปยังทิศทางที่ต้องการ แตกต่างกัน

   เพียงแต่ดูๆ แล้ว  การวางเท้าเพื่อแปบอล  แล้วจะบังคับให้ส่วนครึ่งหลังที่เป็น Potection Mesh โดนเข้า
กับลูกบอล เพียงส่วนเดียว  โดยไม่สัมผัสกับรอยต่อระหว่างรองเท้าครึ่งหน้ากับครึ่งหลัง  ดูๆ จะขัดธรรมชาติ
ไปเสียหน่อย  นอกจากว่าบางท่านจะถนัดกับการใช้ข้างเท้าด้านในส่วนหลัง ในการเล่นจริงๆ

   ทั้งนี้ หน้าสัมผัสของส่วน Potection Mesh และแถบสามขีดด้านข้างรองเท้านี้  ยังมีลักษณะพื้นผิวที่ค่อนข้างลื่น
ไม่ค่อยหนึบเท่าใดนัก  ดังนั้น  พื้นที่ข้างเท้าด้านในของ Nitrocharge 1.0 จะเหมาะต่อการ "รับและแปส่งบอล"
ในทิศทางที่มาแบบตรงๆ และไปแบบตรงๆ มากกว่านี้  และหากจะหวังใช้เพื่อการแปบอลแบบติดปั่นไซร้โค้ง
บอกได้เลยว่า รองเท้ารุ่นนี้คงไม่ช่วยนะ  ต้องใช้ทักษะความสามารถของตัวเองล้วนๆ

   โดยรวมแล้วต้องบอกว่า Nitrocharge 1.0 ไม่ใช่รองเท้าประเภทที่เล่นบอลแรก ทั้งรับและแปส่งบอลได้ดีนัก
เนื่องจากลักษณะของพื้นผิวสัมผัสและหนังของรองเท้า  ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความนุ่ม ไม่มีอุปกรณ์ช่วย
และยังมีรอยต่อระหว่างส่วนหน้า-หลัง ทำให้พื้นสัมผัสข้างเท้าไม่ราบเรียบเท่าใดนัก

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 7/10


   การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   ในเมื่อการเคลื่อนที่ของ อาดิดาส Nitrocharge 1.0 นั้นทำได้อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ด้วยเทคโนโลยี Energypulse
ทีนี้ มาต่อที่การทดสอบการเลี้ยงตะลุยพาบอลไปกับเท้า เพื่อบุกจู่โจมคู่แข่งกันเสียหน่อย  โดยในบททดสอบนี้
จะขอพูดถึงเฉพาะการควบคุมลูกบอลที่อยู่กับเท้าเป็นหลัก  ส่วนการเคลื่อนที่ซ้าย-ขวา และการยึดเกาะกับพื้นสนาม
นั้น ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  

   หนัาสัมผัสของหนังไฮบริดทัชนั้นดูจะให้การดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้ในระดับกลางๆ  ไม่โดดเด่นมากนัก
แต่ก็ไม่ได้แย่จนเกินเหตุ  แต่จังหวะการใช้ข้างเท้าด้านนอกควบคุมบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้านั้น  จะได้พื้นที่ของ
แถบยาง Energysling ที่จะสัมผัสโดนลูกบอล  มาช่วยควบคุมการเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลให้แม่นยำมากขึ้น
แต่ก็ยังไม่เหมาะต่อการเปลยี่นหรือควบคุมทิศทางของลูกบอลด้วยความเร็วสูงอยู่ดี  อาจจะหลุดรอดออกไปยัง
ตำแหน่งที่เราไม่ต้องการอยู่บ้าง

   และถ้าเทียบกับรองเท้าหนังไฮบริดทัช แต่มีแถบยางควบคุมลูกบอล อย่าง Predator® Lethal Zones
คงต้องยอมรับว่า เห็นถึงความแตกต่างได้บ้างเล็กน้อย  

   
   การกะเกณฑ์และควบคุมน้ำหนักของการแตะบอลไปด้านหน้าแต่ละครั้ง  ก็ยังถือว่า Nitrocharge 1.0 ไม่ได้
มีความสามารถที่โดดเด่นเหมือนกัน  หนังของรองเท้าไม่ได้นุ่มจนทำให้รู้สึกว่า การควบคุมน้ำหนักของการ
แตะบอล อยู่ในระดับขั้นที่เรียกว่า "เชื่องเท้า" ได้เต็มปากนัก  แม้จะเป็นการเลี้ยงบอลด้วยข้างเท้าด้านในหรือ
ส่วนหัวรองเท้าที่มีการบุฟองน้ำไว้จนนูนขึ้นมาก็ตาม

   ถ้าเปรียบเทียบความนุ่มที่มีผลต่อการแตะควบคุมน้ำหนักของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  แน่นอนว่า หนังสังเคราะห์
Sprintskin ของ adiZero F50 2013 หนังสังเคราะห์ ทำได้แย่ที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาส  และ
ลำดับต่อมา ก็คงต้องมอบให้กับหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชเพียวๆ ของ Nitrocharge 1.0 ที่เรากำลังทดสอบอยู่นี้
ไปครอง  ดังนั้น ถ้าจะหวังใช้รองเท้ารุ่นนี้ ควบเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยความเร็วสูง  การจะควบคุมลูกบอลให้
เชื่องเท้า  อยู่ในการควบคุมทุกจังหวะ  คงต้องใช้ทักษะและความเคยชินเข้ามาช่วยเป็นอย่างมาก  มิฉะนั้นอาจจะ
ถูกคู่แข่งตัดแย่งบอลไป  จากจังหวะที่เราแตะบอลยาว ก็เป็นได้

   อย่างไรก็ตาม  ถ้าสามารถทำความคุ้นเคยและปรับตัวกับข้อด้อยดังกล่าวได้แล้ว  จะพบว่า Nitrocharge 1.0
มีข้อดีในเรื่องของพื้นที่หน้าสัมผัส  ที่สามารถเข้าถึงผิวของลูกบอลได้อย่างเต็มพื้นที่  รวมถึงลักษณะของหัวรองเท้า
ที่ค่อนข้างเรียบลู่ลงมา  จะเหมาะมาก ต่อผู้ที่ชอบการเลี้ยงบอลในฟีลลิ่งการสัมผัสแบบเต็มๆ เท้า เช่นนี้

   โดยรวมแล้ว  คงต้องยอมรับว่า อาดิดาส Nitrocharge 1.0 ไม่ได้โดดเด่นและก็ไม่ได้เป็นด้อย ในเรื่องของ
เลี้ยงตะลุยพาบอลไปกับเท้า  รองเท้ารุ่นนี้พอจะมีประสิทธิภาพให้เรียกใช้เพื่อเลี้ยงพาบอลจู่โจมคู่แข่งใน
บางจังหวะ  เพียงแต่การควบคุมลูกบอลให้เลี้ยงติดเท้า หรือควบคุมทิศทางอย่างรวดเร็วแม่นยำ  ดูจะทำยาก
เสียหน่อย  แต่ถ้าเราสามารถปรับตัวทำความคุ้นเคยได้  ในระยะยาว  รองเท้ารุ่นนี้จะให้การเลี้ยงพาบอลที่
มีประสิทธิภาพมากขึ้น  เพราะจะได้ในเรื่องของพื้นที่การแตะสัมผัสบอลที่กว้างขวาง เต็มเท้า เข้าถึงได้ง่าย
เป็นอย่างมาก

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 7/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   เชื่อว่าด่านทดสอบเกี่ยวกับการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง  ของรองเท้ารุ่น Nitrocharge 1.0 นั้น  ก็เป็นเรื่อง
ที่คุณผู้อ่านทุกท่านให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก  แม้ว่ารองเท้าสายพันธุ์นี้ ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการตั้งรับ  แต่
โอกาสที่จะยิงประตู หรือทำเกมส์ให้กับทีม  ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ไม่เกี่ยงว่าเป็นรองเท้าตั้งรับ  แล้ว
จะทำเกมส์บุกให้กับทีมเพื่อกำชัยชนะไม่ได้

   เรื่องแรกที่น่าสนใจ  คงจะหนีไม่พ้นประสิทธิภาพในการวางเท้าหลักกับพื้นสนาม  เนื่องจากรองเท้ารุ่นนี้มีรูปแบบ
การวางปุ่มด้านหน้า ที่แตกต่างจากรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาส อยู่เล็กน้อย

   พอถึงจังหวะการวางเท้ายิงประตูจริงๆ  พบว่าปุ่มด้านหน้าอาดิดาส Nitrocharge 1.0 คู่นี้  ยังให้อารมณ์การยึด
เกาะกับพื้นสนามเหมือนกับการวางปุ่มรูปแบบเดิม  โดยน้ำหนักตัวจะส่งผ่านปุ่มคู่กลางขนาดใหญ่  เพื่อออกแรง
กดลงบนพื้นสนาม  ลักษณะปุ่มแบบสามเหลี่ยม  จะช่วยล็อคกับพื้นสนาม  ไม่ให้เท้าหลักที่วางลื่นไถล  ส่วนปุ่ม
ตรงกลางฝ่าเท้า  ที่ถูกขยับตำแหน่งขึ้นมานิดนึง  ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยสร้างความรู้สึกเกี่ยวกับการวางเท้ามากนัก

   อย่างไรก็ตาม  Nitrocharge 1.0 ดูจะมีประสิทธิภาพที่ช่วยให้การวางเท้าหลัก ทำได้อย่างมั่นคงยิ่งนัก  
ส่วนชุดพื้นด้านหน้าที่มีเทคโนโลยี Energypulse นั้นไม่ได้มีแค่การสปรินซ์ของฝ่าเท้าในจังหวะออกตัวเท่านั้น 
แต่ยังมีส่วนช่วยให้การส่งแรงตอนเหวี่ยงสวิงเท้าอีกข้าง  ทำได้อย่างราบรื่น และเหมือนจะมีการส่งแรงจาก
เท้าหลักได้ดีกว่าพื้น Sprintframe เปล่าๆ ที่ไร้เทคโนโลยีดังกล่าว  เล็กน้อยด้วยซ้ำ    

   
   ประเด็นเกี่ยวกับการยึดเกาะพื้นสนามและการส่งแรง ในจังหวะการวางเท้าหลักเพื่อหวดลูกบอลเต็มแรง ของ
Nitrocharge 1.0 นั้นคงไม่มีข้อสงสัยกันอีกแล้ว  เพราะรองเท้ารุ่นนี้สอบผ่านในระดับแถวหน้าเลย  แต่เรื่องต่อมา
ที่น่าสนใจไม่ต่างกัน  ก็คือความนุ่มของหน้าผ้าสัมผัสที่ปะทะกับลูกบอล  จะเห็นได้ว่าลักษณะของตัวรองเท้ารุ่นนี้
ที่เป็นหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชแบบ Predator® Lethal Zones แต่ไม่มีแถบยางปั่นใดๆ  จะมีก็เพียงแค่บริเวณ
สี่เหลี่ยมเป็นบล็อคๆ นูนขึ้นมาจากตัวรองเท้านิดนึง  โดยอาดิดาสได้บุฟองน้ำเอาไว้ด้านใน  เพื่อเพิ่มความนุ่ม
ในจังหวะปะทะกับลูกบอล

   ส่วนเรื่องการควบคุมทิศทางของลูกบอล ที่ถูกยิงเต็มแรงหรือเปิดบอลโด่งข้ามฟากสนาม  ด้วยรองเท้ารุ่นนี้
จากการทดสอบ พบว่าน่าจะถูกใจผู้ที่ชอบอารมณ์การยิงบอลแบบเต็มเท้า  การสอดข้างเท้าด้านในหรือ
แนวสันนิ้วโป้งเข้าไปเตะที่ใต้ลูกบอลทำได้ไม่ยาก  การเปิดบอลโด่งจากลูกบอลที่วางอยู่บนพื้นนิ่งๆ  จึงเป็น
งานหมูๆ ของ Nitrocharge 1.0 เลยก็ว่าได้

   ในเมื่อการเข้าสัมผัสลูกบอลของหน้าผ้ารองเท้าทำได้ไม่ยาก  ดังนั้น  อารมณ์การเตะลูกบอลด้วยรองเท้า
รุ่นนี้ จึงออกมาในแบบเต็มๆ เท้านั่นเอง  การควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ถูกเตะออกไป  จะเน้นในเรื่อง
ของการเตะไปในทิศทางตรงๆ มากกว่า  การปั่นไซร้โค้งมีให้เห็นบ้างเล็กน้อย  แต่ยังรู้สึกว่าไม่ได้ไซร้โค้ง
อะไรมากนัก  ยังสู้การปั่นไซร้จากแถบสามขีดที่นูนขึ้นมาของ adiZero F50 2013 หนังแท้ ไม่ได้

   หลายคนอาจจะสงสัยว่าแถบยาง Energysling ซึ่งมีหน้าสัมผัสหนึบๆ นั้น ไม่ช่วยในการปั่นไซร้ให้กับ
ลูกบอลเหรอ !?  คำตอบคือ ไม่ค่อยช่วย เพราะเวลาเตะบอลด้วยส่วนข้างเท้าด้านในหรือแนวสันนิ้วโป้ง
แถบยางที่คาดตามขวาง  จะไม่สัมผัสโดนกับลูกบอลเต็มๆ นัก

   
   โดยรวมแล้ว รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Nitrocharge 1.0 ทำได้ดีในเรื่องของการวางเท้าหลักและการส่งแรง
แต่จังหวะการปะทะกับลูกบอลนั้นยังอยู่ในระดับกลางๆ  เนื่องจากหน้าสัมผัสของรองเท้านั้นไม่นุ่มเท่าไหร่
ทำให้การหวดแรงๆ ไม่กี่ครั้ง ก็เริ่มระบมเท้าแล้ว  ที่พอจะมีให้ชื่นใจก็บ้าง  ก็คือการสัมผัสระหว่างตัวรองเท้า
กับลูกบอล ทำได้ค่อนข้างจะเต็มเท้าพอสมควร  น่าจะถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการเตะบอลในฟีลลิ่งแบบบางๆ สัมผัส
รู้สึกถึงเท้า  ทำให้การควบคุมทิศทางในทางตรงด้านหน้าทำได้ไม่ยาก  การยิงประตูและเปิดบอลแบบพุ่งตรง
ดูจะเหมาะสมกับรองเท้าฟุตบอลคู่นี้มากที่สุด  ส่วนการปั่นไซร้โค้ง  มีบ้าง แต่ไม่เยอะ  ที่เหลือต้องอาศัยทักษะ
การปั่นไซร้ของผู้สวมใส่เข้าไปช่วยอีกแรง   

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   มาปิดท้ายกันที่การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ตั้งรับอย่าง Nitrocharge 1.0
ที่เรากำลังทดสอบกันอยู่  ไม่รู้ว่าเพราะผมทดสวมรองเท้ารุ่นนี้หรือเปล่านะ  เลยมีจังหวะที่โดนคู่แข่งเปิดปุ่ม
เหยียบเข้าที่หลังเท้าเต็มๆ แบบเน้นๆ  ไม่มียั้ง  ปราฏกว่า..กรณีนี้  ตัวรองเท้าไม่ค่อยจะช่วยปกป้องหลังเท้า
ของผมสักเท่าไหร่  รู้สึกถึงความเจ็บที่ส่งผ่านมาจากปลายปุ่มสตั๊ดของคู่แข่ง ได้พอสมควรเลยทีเดียว

   แม้ว่าครึ่งหน้ารองเท้าอาจจะไม่ป้องกันได้เพอร์เฟ็คเหมือนกับตัวตนของรองเท้ารุ่นนี้  แต่ส่วนของครึ่งหลัง
นั้นถือว่าให้การปกป้องเท้าได้ในระดับที่ยอดเยี่ยม  ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ Potection Mesh ทางข้างเท้าทั้งสองด้าน
ที่มีชั้นบุฟองน้ำหนาและนุ่ม  ให้การปกป้องเท้าจากจังหวะปะทะได้เป็นอย่างดี

   ทั้งนี้..ยังมีส่วนของหุ้มส้นข้อเท้าและเอ็นร้อยหวาย  ซึ่งมีการบุฟองน้ำที่หนานุ่มเช่นกัน  แถมส่วนป้องกันเอ็นร้อย-
หวาย ยังมีแนวพองตัวขึ้นมา  เพื่อให้การป้องกันที่ดีขึ้นอีกระดับหนึ่งด้วย  ทำให้การปะทะบริเวณส่วนส้นเท้านี้
ลดโอกาสบาดเจ็บไปได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว

   โดยรวมแล้ว อาดิดาส Nitrocharge 1.0 ให้การป้องกันเท้าของผู้สวมใส่ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีนะ  เมื่อเปรียบเทียบกับ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ สมัยนี้  ที่ดูจะบอบบาง  จนความสามารถในการป้องกันลดน้อยลงตามไปด้วย  อย่างไรก็ตาม
รองเท้ารุ่นนี้  ยังขาดในส่วนความหนาของตัวรองเท้าส่วนหน้า  ที่หนังไฮบริดทัช เพียวๆ เช่นนี้  ไม่ค่อยจะช่วย
ลดแรงปะทะจากการถูกเหยียบหลังเท้าสักเท่าไหร่  เรื่องนี้..ยังคงเป็นโจทย์ให้อาดิดาสเอาไปขบคิดต่อไป

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 8/10

   Conclusion  

   
   ประสิทธิภาพที่ Nitrocharge 1.0 รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ใหม่จากอาดิดาส แสดงออกมาให้เห็น  จากหัวข้อ
การทดสอบต่างๆ ที่ผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ไปนั้น  คะแนนแต่ละหัวข้อที่ปรากฏออกมานั้นถือว่าไม่ใช่น้อยๆ เลย
โดยภาพรวมแล้ว กลับกลายจะเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีดีในหลายด้าน  มากกว่าที่จะเน้นไปในด้านในด้านหนึ่ง
เพียงอย่างเดียว  อย่างไรก็ตาม..ผมไม่อยากให้คุณผู้อ่านทุกท่าน  เข้ามาเพื่อดูแต่ "ตัวเลขคะแนน" แล้วตัดสินใจ
เปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ในทันที  เพราะถึงค่าคะแนนจะเท่ากัน  แต่รายละเอียดของการทดสอบนั้นแตกต่างกัน
ดังนั้น..ส่วนสุดท้ายนี้  ผมจะมาสรุปรวบรวม ข้อดีข้อด้อยทั้งหมด ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้อีกที  

   Nitrocharge 1.0 =vs= Predator® Lethal Zones

   
   ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า รองเท้ารุ่น Predator® Lethal Zones กับ Nitrocharge 1.0 นั้น ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอล
ประเภทเดียวกัน  ไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกัน  เพียงแต่จะขอเอามากล่าวเปรียบเทียบนิดหน่อย  เนื่องจากองค์ประกอบ
หลายๆ อย่างอาจจะคล้ายคลึงกัน  ตามที่บอกไปแล้ว  และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือ.. Nitrocharge 1.0 ไม่มีคู่มวยที่
อยู่ในพิกัดเดียวกันในตลาดเลย ณ ตอนนี้

   สิ่งที่ทาง Predator® Lethal Zones ซึ่งเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล  สามารถทำได้ดีกว่าจนเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าเป็นเรื่องของการควบคุม และการเล่นกับลูกบอล  ตั้งแต่การจับบอล ส่งบอล หรือยิงประตู  รวมถึง
ยังได้อานิสงค์จากแถบยางบนหัวรองเท้า  ที่พอจะมีเอี่ยในเรื่องของการช่วยลดแรงปะทะจากการเตะลูกบอล
แบบเต็มแรง  รวมถึงการถูกคู่แข่งเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่อีกด้วย

   อย่างไรก็ตาม  ใครที่เคยเจอะปัญหากับการสวมใส่ที่ไม่สบายเท้า  บีบ  หรือกัดส้น ของ Predator® Lethal Zones
ล่ะก็  ลืมไปได้เลยกับเรื่องพวกนี้  เพราะ Nitrocharge 1.0 จะตอบโจทย์เกี่ยวกับฟีลลิ่งการสวมใส่ทั้งหมดที่
จากราชันนักล่าเจเนอเรชั่นที่ 12 ไม่สามารถให้คุณได้   ซึ่งก็รวมถึงประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่บางอย่าง
ที่ Nitrocharge 1.0 นั้นเติมเต็มความสมบูรณ์แบบได้มากขึ้น

   จะเห็นได้ว่า Predator® Lethal Zones มีดีในเรื่องของการเล่นกับบอล  ส่วน Nitrocharge 1.0 จะโดดเด่น
ในเรื่องของฟีลลิ่งการสวมใส่  ดังนั้น..บทความทดสอบบทความนี้  ขอยืนยันว่า รองเท้าฟุตบอลทั้ง 2 ซีรี่ย์
ต่างมีดีในแบบฉบับของตัวเอง  แตกต่างกันคนละต่าง  สุดท้ายแล้ว..คงอยู่ที่ว่า  รองเท้ารุ่นไหนจะตอบโจทย์
ความต้องการของคุณผู้อ่านได้ดีกว่ากัน !?    

   อาดิดาส Nitrocharge 1.0

   
   ตัวตนและประสิทธิภาพที่ อาดิดาส Nitrocharge 1.0 แสดงออกมาให้เห็นนั้น  จะเน้นไปที่ความสามารถในด้าน
"การสวมใส่" ซึ่งถือว่ามีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก  ในขณะที่ความสามารถในเรื่องของการเล่นกับลูกบอล
เพื่อการจู่โจมเข้าใส่คู่แข่ง  ก็ยังพอจะมีออกมาให้เห็น ให้เรียกใช้งาน เมื่อต้องการได้ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน

   Nitrocharge 1.0 เป็นรองเท้าที่ให้การสวมใส่ที่ยอดเยี่ยมมาก  โดยเฉพาะเรื่องของความสบายและ
การเข้ารูปเท้า  รวมถึงฟีลลิ่งความกระชับที่มีมาให้อย่างพอเหมาะพอเจาะ  ลงตัว  แถมยังมีแผ่นรอง
พื้นด้านใน  ที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามได้เป็นอย่างดี  แต่ไฮไลท์หลักที่ใช้งานได้จริง  และ
ช่วยให้รองเท้ารุ่นนี้มีความสนุกในการวิ่งไล่บอลมากที่สุด ก็คือเทคโนโลยี "Energypulse" ช่วยให้
ฝ่าเท้ามีแรงดีดจากการสปรินซ์ออกตัววิ่งด้วยปลายเท้า  ให้การเคลื่อนที่ที่สนุกเป็นอย่างมาก
องค์ประกอบต่างๆ ที่กล่าวมา  ช่วยทำให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ "สอบผ่าน" ในด้านของแนวคิด
การเป็นรองเท้า "เพื่อวิ่งไล่ สกัดบอล" แบบไม่มีข้อกังขาอะไรอีกต่อไป  ...สั้นๆ ง่ายๆ "รองเท้ารุ่นนี้
วิ่งโครตมันส์เลย"

   ส่วนเรื่องการป้องกันแรงปะทะหรือการปกป้องเท้าให้กับผู้สวมใส่  ที่จะใช้รองเท้ารุ่นนี้เข้าสกัดบอล
จากคู่แข่ง ตามคอนเซ็ปของ Nitrocharge 1.0 พบว่าส่วนครึ่งหลังที่เป็น Potection Mesh และหุ้มส้นเท้า
ที่หนาพอสมควรสามารถช่วยลดแรงปะทะลงได้ในระดับหนึ่ง ถือว่าน่าพอใจไม่น้อย  เพียงแต่ส่วน
ครึ่งหน้านั้น  น่าจะให้การปกป้องหลังเท้าได้ดีกว่านี้  เพราะยังขาดรายละเอียดที่จะช่วยผ่อนแรงปะทะ  
และหนังรองเท้าไม่หนาและไม่นุ่มสักเท่าไหร่

   ด้านลบของรองเท้ารุ่นนี้  คงต้องยอมรับว่าไม่มีเรื่องใดที่เป็นจุดด้อย ย่ำแย่ จนรับไม่ได้นะ  แต่ที่ดูจะด้อยสุด
นั้นคงเป็นเรื่องของการเล่นกับลูกบอลมากกว่า  ที่ยังรู้สึกว่าหนังบริเวณหัวรองเท้ายังให้การ คอนโทรลบอล ใน
ระดับกลางๆ เท่านั้น  แต่ในเมื่อ คอนเซ็ปของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มีจุดเด่นด้าน
การเล่นกับลูกบอลอยู่แล้ว  ดังนั้น ประสิทธิภาพของการจับบอล  การแปบอล การควบคุมบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า 
และการยิงประตู  ที่แสดงออกมาทั้งหมด  จึงถือว่าอยู่ในขั้นที่ยอมรับได้  สามารถเรียกใช้งานเมื่อต้องการ

  แม้ว่า Nitrocharge 1.0 จะไม่ได้ถูกสวมใส่และโปรโมทโดยนักฟุตบอลระดับท็อปๆ ของโลก  ที่เน้นลีลาการจู่โจม
ยิงประตู เพื่อเอาชนะคู่แข่ง  แต่ถือได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้  เป็นรองเท้าประเภท "ปิดทองหลังพระ" ซึ่งแสดงความ
สามารถออกมาในด้านที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่ๆ ทำได้ไม่ดีเท่า  ในขณะที่ตัวเอง  ก็ยังแสดงประสิทธิภาพในด้านอื่น
ที่ไม่ใช่จุดขายของตัวเองโดยตรง  ออกมาให้ได้เห็น  ในระดับที่ดีจนน่าประทับใจเอาเรื่อง

   อย่างไรก็ตาม  การให้คะแนน องค์ประกอบรวม ของการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "เข้าสกัดแย่งบอล"
ของอาดิดาส Nitrocharge 1.0 นั้น  ขออนุญาตลงคะแนนไว้ในระดับ 8 เต็ม 10 คะแนน  โดยหลักๆ คงมาจาก
ประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่  ที่ทำได้สนุกและมันส์ขึ้น  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยประตุ้นให้ผู้สวมใส่รองเท้า
รุ่นนี้  เคลื่อนที่ไล่ล่าเข้าสกัดบอลจากเท้าของคู่แข่ง  เพียงแต่..การปกป้องเท้าบางส่วน รองเท้ารุ่นนี้ยังทำได้
ไม่สมบูรณ์นัก  ส่วนตัวแล้วเชื่อว่า..ความสามารถในการป้องกันของรองเท้าซีรี่ย์นี้  ยังต้องถูกพัฒนาให้ครอบคลุม
มากกว่านี้..ได้อีก

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าเพื่อการเข้าสกัดแย่งบอล 8/10

   ราคาค่าตัวแบบเต็มๆ ไม่มีส่วนลดของ อาดิดาส Nitrocharge 1.0 นั้นอยู่ที่ 7,290 บาท ถ้วน  กับเชือกรองเท้า
ที่แถมมาให้อีก 1 คู่  จากมุมมองส่วนตัวแล้ว  ผมรู้สึกว่าเป็นราคาค่าตัวที่กึ่งๆ ว่าจะสมเหตุสมผล เมื่อมองไปที่
วัสดุ  การตัดเย็บและเทคโนโลยีในตัวรองเท้าที่ให้มา

   หลายคนอาจมองว่า Nitrocharge 1.0 เป็น Predator® Lethal Zones ที่ไม่มีแถบยาง  งั้นราคาที่ลดลงไป 600
บาท  คิดซะว่าเป็นค่าแถบยางปั่นแล้วกันนะ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว Nitrocharge 1.0 ก็คือ Nitrocharge 1.0
รายละเอียดของการตัดเย็บต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นแนวกันหัวรองเท้าเปิด  แนวเดินด้ายเย็บ  และเกราะป้องกันส้นเท้า
ที่หนาแน่นขึ้น  ส่งผลให้งานโดนภาพรวมของรองเท้ารุ่นนี้  ดูดีขึ้น  ดูทนทานแข็งแรงกว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์
อื่นๆ ของอาดิดาสขึ้นมาเลยทีเดียว

   ปัญหาเรื่องความแข็งแรงทนทานของปุ่ม FG ทั้ง 11 ปุ่ม  ผมคงต้องขอยอมรับว่า  ไม่สามารถฟันธงได้จริงๆ
ในเมื่อรายละเอียดโดยภาพรวม การติดปลายปุ่ม  ยังใกล้เคียงกับลักษณะปุ่มของรองเท้ารุ่นอื่นๆ ของอาดิดาส
อยู่ดี  เพียงแต่ ณ ตอนนี้  หลังจากที่รองเท้าเปิดตัวไปกว่า 1 เดือนแล้ว  ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับอายุการใช้งาน
ที่สั้นกว่าราคา ของ Nitrocharge 1.0 ปรากฏออกมาแต่อย่างใด

   สรุปเกี่ยวกับเรื่อง ความคุ้มค่าราคา ของรองเท้ารุ่นนี้  ผมขอลงคะแนนให้ไว้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนน  น่าจะเป็น
การให้คะแนนที่สมเหตุสมผล   โดยรวมคือ งานดี  น่าจะทนทานแข็งแรง  แต่ถ้าอาดิดาสสามารถเอาราคาลงได้
กว่านี้อีกหน่อย  น่าจะเป็นการช่วยผู้ที่กำลังตัดสินใจหารองเท้าฟุตบอลคู่ใจอยู่  ได้ตัดสินใจง่ายขึ้นไม่น้อยเลยล่ะ
อย่าลืมว่า  อาดิดาสมีรองเท้ารุ่นท็อป ที่มีระดับราคาเลข 7 นำหน้า อยู่แล้ว ถึง 2 ซีรี่ย์นะ !! ถ้ารวม Nitrocharge 1.0
เข้าไปด้วย  ก็จะเป็น 3 ใน 4 เลยทีเดียวเชียว...

   - ความคุ้มค่า 8/10

   ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย กับบททดสอบประสิทธิภาพของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ที่ 4 จากอาดิดาส  กับ
รองเท้าฟุตบอลรุ่น Nitrocharge 1.0  ทีนี้..ถ้าหากรองเท้ารุ่นนี้ สามารถตอบโจทย์ความต้องการการใช้งาน
ของคุณผู้อ่านได้  และตกลงปลงใจที่จะร่วมเป็นสมาชิก "The Engine" พร้อมจะวิ่งสู้ฟัด ไล่สกัดบอลจาก
เท้าคู่แข่งแบบดุดันแล้วล่ะก็  วันนี้ รองเท้าฟุตบอล Nitrocharge 1.0 มีวางจำหน่ายแล้ว  ที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต
เพอร์ฟอร์มานส์ คอนเซ็พท์ สโตร์ และที่ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกสาขา ทั่วประเทศ  ในราคา
7,290 บาท

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ adidas.com/football หรือ ผ่านทางเฟซบุ๊ค facebook.com/
adidasthailand


   ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

   
   มาปิดท้ายกันที่  ข้อเสนอแนะเพิ่มที่จะฝากไปถึงทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  เผื่อจะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์
ในการพัฒนาต่อไป

   เรียนตามตรงครับ  ว่าไม่รู้จะให้ข้อเสนอแนะอะไรยังไงเกี่ยวกับ Nitrocharge 1.0 เพราะประสิทธิภาพที่แสดง
ออกมาให้เห็นนั้น  แทบทุกด้าน อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ จนถึงดี และดีมาก  ถ้าจะมีจริงๆ  คงอยากให้ลองเสริม
เกี่ยวกับความสามารถในการเล่นกับบอล  การควบคุมบอลเสียหน่อย  จะช่วยเติมเต็มความเก่งกาจรอบด้านของ
รองเท้ารุ่นนี้ได้  นอกเสียจากว่า  ทีมพัฒนาของอาดิดาส จะเก็บจุดเด่นเหล่านั้น เอาไว้ใช้เป็นจุดขายให้กับ
ซีรี่ย์ Predator® Lethal Zones ก็คงจะเป็นอีกเรื่องนึง

   อ้อ..อีกเรื่องที่พอจะนึกได้  แล้วเชื่อว่าทีมพัฒนาของอาดิดาสจะต้องเอาไปคิดเป็นการบ้าน  ก็คือเรื่องของ
ประสิทธิภาพในการป้องกันเท้า จากการถูกเปิดปุ่มเหยียบใส่หลังเท้า (รองเท้าส่วนหน้า) ที่ผมรู้สึกว่าเจ้ารองเท้า
Nitrocharge 1.0 ที่ทดสอบกันไปนี้  ยังให้การป้องกันที่ไม่สมบูรณ์แบบเท่าที่ควร  จึงขอฝากเอาไว้เป็นการบ้าน
แล้วกันนะครับ...

   ... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

   - ความสบายในการสวมใส่ 9/10
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 10/10
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 7/10
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 7/10
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 8/10
   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "การเข้าสกัด" 8/10
   - ความคุ้มค่า 8/10

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล              
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า              
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่            
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าการเข้าสกัด          
ความคุ้มค่า            


   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 18 มิถุนายน 2013 เวลา 21.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   




ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Nitrocharge 1.0

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com


Free Hit Counter
Free Hit Counter