"Testing!" อาดิดาส Predator® Instinct : ดีที่สุด..เท่าที่เคยทดสอบมา !!







ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct (Battle Pack)





   
   นี่คือบทความ "รีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอล" ที่ SiamBoots จะขอพาคุณผู้อ่านทุกท่าน  ไปหาคำตอบ
ถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริง  รองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของรองเท้าตระกูล
นักล่า  ที่อาดิดาสได้เปิดตัวออกมาให้เป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่น "Battle Pack" สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2014
ที่ประเทศบราซิล  รองเท้าโฉมใหม่รุ่นนี้ จะมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมกว่าเดิม มากน้อยแค่ไหน  เราไปหาคำตอบกัน !!

   อาดิดาสประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่น "Battle Pack" สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2014 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม
ที่ผ่านมา  และหนึ่งในสมาชิกที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญ นอกเหนือจากลายพรางขาวดำบนตัวรองเท้า คงจะไม่ใช่
ใครอื่น นอกจาก Predator® Instinct เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์นักล่า  ที่ได้รับการ
ออกแบบหน้าตาและรูปแบบของแถบยางใหม่ทั้งหมด  ถือเป็นการอัพเดตเจเนอเรชั่นใหม่  มาแทนที่เจเนอเรชั่น
เก่า Predator® Lethal Zones II ที่ทำตลาดครบรอบ 1 ปีเต็ม พอดี

   
   ไม่รู้ว่าอาดิดาสตั้งใจหรือเปล่า ที่เอาตัวเลข "2014" มาใช้ควบคู่กับ Predator® Instinct ได้อย่างเหมาะเหมง
ขนาดนี้ ทำไมน่ะเหรอ !? แน่นอน ว่าทุกคนรู้กันดี ที่อาดิดาสเปิดตัวรองเท้าเจเนอเรชั่นนี้มาใช้สำหรับฟุตบอลโลก
2014 ที่ประเทศบราซิล
แต่จะมีใครรู้อีกหรือไม่ว่า  ปีนี้เป็นปีที่ Predator® มีอายุครบ 20 ปีพอดี และเจเนเอเรชั่นนี้
ก็เป็นเจเนอเรชั่นที่ 14 อีกด้วย  ทำให้อาดิดาสพอจะเล่นกับตัวเลขนี้  เห็นไหมล่ะครับ..ทำไมมันเป๊ะเว่อร์แบบนี้ !?

   ในเรื่องชื่อชั้นของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้  คงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ  เพราะนักฟุตบอลทุกคนรู้จักกัน
เป็นอย่างดี  แต่สิ่งหนึ่งที่ทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาสพยายามนำเสนอตัวตนของรองเท้าตระกูลนี้
ให้ชัดเจนมากขึ้น ก็คือ ความสามารถการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "คอนโทรล"  เพราะนับตั้งแต่คลอด
เจเนอเรชั่น Predator® Lethal Zones ออกมา เมื่อ 2 ปีที่แล้ว  แม้ว่าตัวรองเท้าจะได้รับการยอมรับจากบรรดา
นักฟุตบอลทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่ก็ยังมีบางจุดให้ต้องปรับปรุงแก้ไข  จนในที่สุด Predator® Instinct ถูก
เผยโฉมออกมา  พร้อมกับความมั่นใจจากอาดิดาส  ว่ารองเท้าโฉมใหม่นี้  มีความสมบูรณ์แบบทางด้าน "คอนโทรล"
มากที่สุดเท่าที่อาดิดาสเคยทำมา  และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ชื่อ "Instinct" ถูกเอามาใช้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

      
   อย่างไรก็ตาม..ความสามารถจริงๆ ของตัวรองเท้าย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบที่แบรนด์ผู้ผลิตโปรโมท
ออกมา หรืออาจจะไม่เป็นแบบคำโปรโมทเลยสักนิด  ดังนั้น..ในบทความนี้  ผมจะเอา Predator® Instinct
มาทดสอบการใช้งานจริในสนามฟุตบอล  พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ตามมาตรฐานที่ผมทำมาโดยตลอด  อะไรดี
ก็ว่าดี  อะไรไม่ดีก็ลงเป็นข้อมูลเพื่อให้แบรนด์ผู้ผลิต  เอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงรุ่นใหม่ต่อไป  ไม่ว่า
คุณวรวรรธน์ เตชะมนตรีกุล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด จะให้การ
สนับสนุนรองเท้ารุ่นนี้มาให้ผมรีวิว  แต่ผมก็ขอยืนยันเหมือนเดิมว่า  ทุกข้อความวิพากษ์วิจารณ์ในทุกๆ บทความรีวิว  
ผมยัง "เป็นกลาง" ตามจรรยาบรรณของที่สื่อมวลชนที่ดี  ควรจะทำ

   และอีกสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำแก่ผู้อ่านทุกท่าน ก็คือ "ทุกวันนี้ ตลาดรองเท้าฟุตบอลเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
มีรองเท้ารุ่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ  ยิ่งมีตัวเลือกเยอะ  ผมยิ่งอยากให้คุณผู้อ่านให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อรองเท้า
ฟุตบอล  หาข้อมูลและอ่านรีวิวเยอะๆ ครับ  จะได้รู้ว่ารองเท้ารุ่นนี้รุ่นนั้น  สามารถตอบโจทย์ความต้องการของท่าน
ได้หรือไม่ ?" ไหนๆ จะซื้อรองเท้าฟุตบอลทั้งที  ก็ซื้อให้มันโดนใจไปเลยสิ จริงมั้ย !? 

   Details

   
   ถ้าจะให้พูดถึงรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Predator® ของอาดิดาสนั้น  คงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนในโลกนี้ที่จะไม่รู้จัก
เพราะนี่คือรองเท้าฟุตบอลตระกูลที่มีอายุยาวนานมากที่สุดในประวัติศาตร์ของวงการรองเท้าฟุตบอล  มีการ
เปลี่ยนแปลงอัพเดตและออกเจเนอเรชั่นต่อเนื่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน  แถมยังเป็นรองเท้าฟุตบอล
ที่มีสาวกแฟนคลับมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

   จุดเริ่มต้นของ Predator® ถ้าจะให้ขุดข้อมูลมาพูดทั้งหมด นั้นดูเหมือนว่าคงจะมีความยาวของตัวอักษรและ
มีประเด็นให้พูดถึงกันมากกว่าเนื้อหาของการทดสอบรองเท้าในบทความนี้เป็นแน่แท้  ดังนั้นจะขอพูดคร่าวๆ
ก็แล้วกันนะครับ
   
   แนวคิดการพัฒนารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  คือการเอาวัสดุอะไรสักอย่างที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการ
ควบคุมลูกฟุตบอลให้กับตัวรองเท้า  โดยคนที่เป็นเจ้าพ่อที่คิดค้นรองเท้าซีรี่ย์นี้ขึ้นมาก็คือ "Craig Johnston"
ที่ ณ เวลานั้น ค้าแข้งอยู่กับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล  เขาได้คิดเอาวัสดุประเภท "แถบยาง" ที่มีผิวพื้นไม่เรียบ
ทำให้เกินมิติสูงต่ำสลับฟันปลามาติดเอาไว้บนหลังเท้าเต็มไปหมด  ถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากของวงการ
รองเท้าฟุตบอลในยุคปี 1993-1994  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เป็นที่รู้จักของบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก
ในระยะเวลาอันสั้นจนถูกสวมใส่ลงสนามโดยนักฟุตบอลจำนวนมากจนเป็นเรื่องปกติไปเลย

   
   จากแนวคิดดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้ว อาดิดาส Predator® ถูกออกแบบมาในฐานะรองเท้าฟุตบอล
ประเภท "คอนโทรล" มาตั้งแต่แรก  เพียงแต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครนิยามประเภทของรองเท้าฟุตบอลเอาไว้
อย่างชัดเจนแต่อย่างใด  เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป  ถือเป็นเรื่องปกติที่รองเท้าซีรี่ย์นี้จะได้รับการพัฒนาปรับปรุง
และออกเจเนอเรชั่นใหม่มาเรื่อยๆ  ในช่วงแรกๆ นั้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังเป็นไปในรูปแบบปรับนู่นนิด
ปรับนี่หน่อยเสียมากกว่า  แถมยังออกเฉดสีรองเท้าเฉพาะ "ดำ-ขาว-แดง" เพียงอย่างเดียว  จนทำให้เฉดสีดังกล่าว
ถูกแต่งตั้งให้เป็น "สีต้นตำรับ" ของรองเท้าซีรี่ย์นี้ไปในที่สุด
   
   
   ตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา  ที่ถือเป็นยุดที่วงการรองเท้าฟุตบอลได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็น
อาดิดาส หรือแบรนด์คู่แข่งรายอื่นๆ เอง  ทำให้ Predator® ได้รับการปรับปรุงในเรื่องของแนวคิด รูปร่างหน้าตา
และการใช้เฉดสีที่แตกต่างออกไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

   
   ในขณะนั้นเองที่โลกนี้ได้รู้จักกับรองเท้าฟุตบอลประเภท "ความเร็ว" จากทางฝั่งของไนกี้  ซึ่งเป็นคำที่ไนกี้
นิยามประเภทรองเท้าให้กับซีรี่ย์ Mercurial ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้รองเท้าฟุตบอลถูกแบ่งแยกออกเป็น
ประเภทต่างๆ  เพราะสิ่งที่ผู้คนใช้แบ่งประเภทรองเท้าฟุตบอลได้ง่ายที่สุด ก็คือเรื่องของ "น้ำหนักตัว"

   ด้วยสาเหตุที่อาดิดาส Predator® เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ผลิตจากหนังจิงโจ้แท้ๆ หน้านุ่ม  มีชุดพื้นที่หนาและ
ปุ่มที่มีขนาดใหญ่พอสมควร  รวมถึงการใช้วัสดุแถบยางปั่นชิ้นโต  ผสานกับดีไซน์ของรูปร่างหน้าตาที่ใหญ่โด
ให้อารมณ์ที่ดุดัน แข็งแกร่ง มีน้ำหนักตัวสูง  แถมยังใช้ชื่อว่า Predator® เช่นนี้  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลระดับ
ตำนานจากอาดิดาส  ถูกจัดเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "พาวเวอร์" หรือ "พละกำลัง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   
   จุดเด่นของอาดิดาส Predator® ที่สำคัญอย่างนึง ก็คือการเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ผลิตจากหนังจิงโจ้แท้ๆ
มีความหนาและนุ่ม  แต่แล้วในที่สุดเมื่อถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ในชื่อซีรี่ย์ว่า Predator® X ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญ  นั่นก็คือการที่อาดิดาสยกเลิกการใช้หนังจิงโจ้ มาแทนที่ด้วยการใช้เป็นหนังวัวกระทิง  พร้อมกับ
การให้ข้อมูลว่าหนังวัวกระทิงที่ใช้นั้น  จะให้ทั้งความนุ่มและความทนทานในระดับที่ไม่น้อยหน้าหนังจิงโจ้เลย
แม้แต่น้อย

   
   ก่อนที่ในเจเนอเรชั่นถัดมา อย่าง Predator® adiPower  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของน้ำหนักตัวรองเท้า  
เป็นการลดน้ำหนักลงในระดับ 100 กรัม จากรองเท้าฟุตบอลที่เคยหนักถึง 330 กรัมต่อข้าง ถูกลดลงมาเหลือแค่ราวๆ
230 กรัม  จนช่วงนั้น  ได้เริ่มเกิดการเปลี่ยนนิยามประเภทของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ใหม่  แต่ก็ยังไม่สามารถสรุป
ได้ว่า Predator® adiPower จะเป็นรองเท้าฟุตบอลประภทใดกันแน่

   
   แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมตัวตนของรองเท้าฟุตบอลตระกูล Predator® ไปอย่างสิ้นเชิง  ก็คือ
การมาถึงของเจเนอเรชั่นที่ 12 อย่างเป็นทางการ  ในชื่อว่า Predator® Lethal Zones  ที่ถูกเปิดตัวราวๆ
กลางปี 2012 พอดิบพอดี

   ราชานักล่าโฉมนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ประเด็นที่สำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้น การยกเลิกการใช้
หนังสัตว์แท้ๆ  ไม่ว่าจะเป็นหนังจิงโจ้ หนังวัวกระทิง หรือหนังลูกวัว ออกไปจากสายการผลิตของรองเท้า ไม่ว่า
จะเป็นรุ่นใด ระดับไหน ราคาเท่าไหร่ก็ตาม  โดยแทนที่ด้วยการเปลี่ยนมาใช้เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์แบบใหม่
ที่อาดิดาสคิดค้นขึ้นมา ในชื่อว่า "Hybrid Touch"  มาใช้กับรองเท้าระดับท็อปคลาส

   ส่วนชื่อ Lethal Zones นั้นได้ถูกตั้งมาเพื่อให้สอดคล้องกับจุดขายสำคัญ นั่นก็คือ "แถบยางควบคุมและปั่นไซร์"
ที่ติดอยู่บนหน้าสัมผัสของรองเท้าแทบจะทุกด้าน  ภายใต้แนวคิด "โซนอันตราย" ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนสำคัญ
ได้แก่ การยิงปั่นไซร์ การยิงหลังเท้า การแปส่งบอล การจับบอลแรก และการเลี้ยงบอล

   ดังนั้น..อาดิดาส Predator® Lethal Zones จึงสามารถถูกนิยามอย่างเต็มภาคภูมิว่า เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท
"คอนโทรล" อย่างเต็มรูปแบบ  และการมาของเจเนอเรชั่นนี้  ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของรองเท้าตระกูลนักล่า
ยุคใหม่  ที่ได้ลบภาพของการเป็นรองเท้านักล่าที่ดุดันทรงพลังน้ำหนักเยอะ  ไปจนแทบจะหมดสิ้น

   
   อาดิดาส เปิดตัว Predator® Lethal Zones II ออกมาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 13 อย่างเป็นทางการ ของรองเท้า
ฟุตบอลซีรี่ย์ Predator®  แต่ในอีกใจนึงแล้ว เราสามารถนับว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของซีรี่ย์ Predator® Lethal
Zones
ก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่อาดิดาสไม่ได้ตั้งชื่อใหม่ต่อท้ายจากคำว่า Predator® อย่าง
ที่เคยทำมาในอดีต เช่น Absolute, PowerSwerve, X หรือ adiPower  แต่มาใช้ รหัสตัวเลขต่อท้าย เป็น Lethal
Zones II
แทนนั่นเอง

   สำหรับแนวคิดที่มาที่ไปของรองเท้าฟุตบอลโฉมปี 2013 โฉมนี้  อาดิดาสเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุง
รูปแบบของแถบยางสัมผัสบอลบนตัวรองเท้า  จากลักษณะเส้นขีดตามยาว  เปลี่ยนมาเป็นตัว "X" ที่ต่อกันเป็นแพ  
เพื่อให้แถบยางสัมผัส ที่ศักยภาพในการควบคุมลูกบอลได้ทุกทิศทางที่มากระทำ ได้ดีกว่าแถบยางที่เป็นเส้นๆ
วางตัวในทิศทางเดียวกัน

   หลักๆ ของการอัพเกรดแบบที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อเทียบกับโฉมที่แล้วของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II
พูดตรงๆ ก็คงจะมีเท่านี้  อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อาดิดาสไม่ได้เน้นการโปรโมทหรืองานเปิดตัวยิ่งใหญ่
อลังการให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ของตัวเองมากนัก  นอกเหนือจากเหตุผลที่มีการเปิดตัว ซีรี่ย์ Nitrocharge
ไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์

   
   และแล้วในปี 2014 ซึ่งเป็นปีที่รองเท้าตระกูลนี้ มีวาระครบรอบ 20 ปีพอดิบพอดี อาดิดาสได้ส่งเจเนอเรชั่นที่ 14
ออกสู่ตลาด โดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อประจำเจเนอเรชั่นว่า Predator® Instinct ซึ่งมีความหมายแปลเป็นภาษาไทยว่า
"สัญชาตญาณ" ถือเป็นคำที่เด็ดโดนใจ สมกับเป็นช่วงที่รองเท้าสายพันธุ์นักล่ายอดนิยม มีอายุครบ 20 ปี แบบนี้

   Predator® Instinct ถูกออกแบบให้มีรูปร่างหน้าตาที่กลับมาดูดุดันมากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นก่อนหน้า  แต่จุดเด่น
ยังอยู่ที่โซนต่างๆ บนตัวรองเท้า ได้แก่ First Touch Zone, Dribble Zone, Drive Zone, Sweet Spot Zone และ
Pass Zone
แบบที่เราเคยพบเจอกันมาตอนที่ยังเป็น Predator® Lethal Zones  เพียงแต่ทางทีมพัฒนาของอาดิดาส
ได้ออกแบบรายละเอียดใหม่ทั้งหมด  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความอันตรายของโซนต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

   เท่านั้นยังไม่พอ..อาดิดาส ยังได้พัฒนาโซนที่ 6 ขึ้นมาไว้ที่บริเวณชุดพื้นรองเท้า  ช่วยสร้างประสิทธิภาพ
ด้านการเคลื่อนที่  ยิ่งช่วยเติมเต็มความสามารถของรองเท้าใจเจเนอเรชั่นนี้ให้สมบูณ์แบบมากยิ่งขึ้น

   
   นอกจากการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ตำแหน่งพรีเซนเตอร์หลักที่อาดิดาส
วางตัวให้มารับบทบาทในการโปรโมท Predator® Instinct ยังถูกเปลี่ยนมาเป็น เมซุส โอซิล จอมทัพแห่ง
ทีมชาติเยอรมันนี  ส่วนรายชื่อคนอื่นๆ ที่เป็นนักเตะชั้นแนวหน้าของโลก ประกอบไปด้วย ออสการ์ เพลเมกเกอร์
ดาวรุ่งของเชลซี,  อังเคล ดิ มาเรีย ปีกตัวเก่งทีมชาติอาร์เจนติน่า, ซาบี้ เฮอร์นันเดส กองกลางเชิงสูง
เจ้าของตำแหน่งพรีเซนเตอร์หลักคนเก่า, อิเคร์ กาซิยาส ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติสเปน, อาร์รอน แรมซี่
กองกลางฟอร์มร้อนจากอาร์เซน่อล และ เอดิน เซโก้ กองหน้าตัวเก่งจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้

   
   ในช่วงแรกที่ Predator® Instinct ถูกเปิดตัวทำตลาดตอนแรก  จะมีสมาชิกทั้งหมด 3 รุ่นหลัก ได้แก่ Predator®
Instinct
รองเท้าระดับ "ท็อปคลาส" ที่มีอ็อฟชั่น วัสดุและเทคโนโลยี ตามแบบฉบับที่อาดิดาสใช้โปรโมทสรรพคุณ
ทุกประการ  ตามมาด้วยรุ่น Predator® Absolion Instinct เป็นรองเท้าระดับ "รองท็อป" และรุ่น Predator® Absolado
Instinct
เป็นรองเท้าระดับ "ทั่วไป"  ซึ่งแต่ละรุ่นจะถูกตัดอ็อฟชั่น/เทคโนโลยี และรายละเอียดของวัสดุ  ลดหลั่น
ลงไปตามระดับราคาการทำตลาด 
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct

   ก่อนที่จะไปสู่ประเด็นหลักของการทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator® Instinct ผมขอ
อนุญาตยกเอาเนื้อหาจากบทความ "เปิดฝากล่อง" หรือ "Hand On!" รองเท้ารุ่นนี้  มาใส่เอาไว้  เพื่อนำเสนอ
เกี่ยวกับข้อมูลทางกายภาพและเทคโนโลยี ของ Predator® Instinct แบบสัมผัสจากภายนอก  ดูว่ารองเท้า
รุ่นนี้ทำจากวัสดุอะไร  จุดไหนมีลูกเล่นอะไรน่าสนใจบ้าง  แล้วถ้าคุณผู้อ่านซื้อรองเท้ารุ่นนี้มา  อาดิดาสจะใส่
อะไรมาให้ภายในกล่องบ้าง... ใครเคยอ่านไปแล้ว สามารถข้ามไปส่วนถัดไปได้เลยนะครับ

   
   รองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator® Instinct ถูกบรรจุมาในกล่องรองเท้าสีขาว ที่มีลวดลายกราฟฟิกสีดำ
บนทุกๆ ด้านของกล่อง  ด้านบนฝากล่องมีการพิมพ์โลโก้ อาดิดาส วางคู่กับ โลโก้ฟุตบอลโลก 2014  เพื่อ
ยืนยันว่า "รองเท้ารุ่นนี้ สีนี้..ใช้เตะในฟุตบอลโลกนะ"

   เมื่อเปิดฝากล่องแบบยกขึ้นทางด้านกว้าง  จะได้พบหน้าคร่าตาของ Predator® Instinct ที่มีลวดลายของ
คอลเลคชั่นพิเศษ  ตัวรองเท้ามีสีพื้นเป็นสีดำ ตัดด้วยลวดลายกราฟฟิกสีขาว  ซึ่งอาดิดาสได้ให้ข้อมูลว่า
พื้นที่การลงสีระหว่างสีดำและสีขาว จริงแล้วเป็นสัดส่วนเท่ากันแบบ 50:50  วางนอกสลับหัวกันตามปกติ
ในพื้นที่ที่เหลือไม่มากนัก  สื่งของอื่นๆ ที่บรรจุมาให้ในกล่อง  มีเพียงแค่กระดาษให้ข้อมูลสินค้ามาเท่านั้น
ไม่มีของแถมพิเศษอื่นๆ แถมมาให้เลย

   อ่อ..ผมเกือบลืมให้ข้อมูลเรื่องของชื่อรองเท้ารุ่นนี้  สำหรับรองเท้ารุ่นนี้ผมขอเรียกชื่อรุ่นว่า Predator® Instinct
ตามที่สื่อฯ และเว็บไซด์รองเท้าชื่อดังในต่างประเทศได้เผยแพร่ออกมา  แต่ผมกลับพบว่า ที่ด้านข้างกล่อง
รองเท้า อาดิดาสกลับเขียนชื่อรุ่นรองเท้าคู่นี้ว่า Predator® LZ WC ซะอย่างงั้น !?

   
   อาดิดาส Predator® Instinct ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีจุดขาย จากวัสดุแถบยางบนตัวรองเท้า  ที่แต่ละจุด
ถูกทีมออกแบบและพัฒนารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาส สร้างสรรค์มาเพื่อทำให้รองเท้ารุ่นนี้มีศักยภาพในด้านการ
"Control" (ควบคุม) ได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น  ผมพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมอาดิดาสยังสามารถเรียกรองเท้ารุ่นนี้
ว่า Predator® LZ ตามที่พิมพ์มาข้างกล่อง เหมือนเดิม  เพราะแถบยางแต่ละจุดบนตัวรองเท้า  ถูกแบ่งแยกตำแหน่ง
เป็นโซนต่างๆ คล้ายโซนอันตรายที่อาดิดาสเคยโปรโมทมาตอนเจเนอเรชั่นที่แล้ว นั่นเอง

   รูปทรงของตัวรองเท้า ดูผ่านๆ เหมือนจะไม่แตกต่างจาก Predator® LZ II สักเท่าไหร่  แต่ถ้าสังเกตและลอง
สวมใส่แล้ว  จะรู้สึกได้ว่าลักษณะหัวรองเท้าของรองเท้านักล่าเจเนอเรชั่นนี้มีลักษณะกว้างขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
ใครที่เคยใส่โฉมเก่าแล้วรู้สึกว่ามันบีบมากเกินไป พอมาใส่โฉมใหม่รุ่นนี้แล้ว จะรู้สึกสบายเท้ามากขึ้น

   รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct คู่นี้ มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 288 กรัม/ข้าง !!  ซึ่งเป็นตัวเลขน้ำหนัก
ที่หนักขึ้นกว่า Predator® LZ II ถึง 55 กรัม/ข้าง เลยทีเดียว  โดย Predator® LZ II มีน้ำหนักตัวเพียง 233 กรัม/ข้าง
เท่านั้น (ไซด์รองเท้า 9.5 US, 9.0 UK, 43 1/3 Fr และ 27.5 cm เหมือนกัน)  กลับกลายเป็นว่าอาดิดาสได้เพิ่ม
น้ำหนักตัวให้กับเจเนอเรชั่นล่าสุดของ Predator®  ให้กลับมามีน้ำหนักเหมือนสมัยเก่าๆ  แล้วสินะ !!

   ส่วนน้ำหนักของรองเท้ารุ่นอื่นในสายการผลิตของอาดิดาส  เป็นดังนี้
   - Nitrocharge 1.0 228 กรัม
   - Predator® Lethal Zones II 233 กรัม
   - adiPure 11Pro 232 กรัม
   - adiZero F50 2014 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ 174 กรัม

   
   ตัวรองเท้าของอาดิดาส Predator® Instinct ยังคงผลิตจากวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช (Hybridtouch)
ซึ่งเป็นวัสดุที่อาดิดาสคิดค้นขึ้นมา โดยรวมเอาข้อดีของหนังสังเคราะห์และหนังแท้เข้าไว้ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็น
การสัมผัสบอลที่นุ่มและบาง เพื่อให้ผู้เล่นสัมผัสบอลได้อย่างเป็นธรรมชาติ  นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพในการ
ดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดี  มีความคงทนแข็งแรง  สามารถยืดออกและสร้างความกระชับได้
ตามลักษณะรูปเท้าของผู้สวมใส่  แต่ใช้ไปนานๆ แล้วจะไม่ยืดจนหลวมเหมือนกับหนังแท้  และไม่อมน้ำอีกด้วย

   
   หากมองลงไปที่บริเวณหน้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้  จะเห็นว่ามีช่วงที่แถบยางสัมผัสบอลแหว่งและหายไป  
เปิดโล่งรอให้ลูกฟุตบอลเข้าสัมผัสกับหนังรองเท้าโดยตรง  ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ได้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของ
การสัมผัสและจับบอลแรก หรือเปรียบเสมือน "First Touch zone" นั่นเอง  

   สาเหตุที่อาดิดาสไม่ใช้วัสดุแถบยางมาติด เพื่อเป็นพื้นที่สัมผัสบอลแรกเหมือนเจเนอเรชั่นที่แล้ว  เนื่องจาก
อาดิดาสต้องการให้ผู้เล่นได้ฟีลลิ่งการจับบอลที่บางติดเท้า เหมือนใช้เท้าเปล่าในการสัมผัสบอล  แตกต่าง
จากโฉมเก่า ที่ผู้เล่นจะได้สัมผัสที่หนาๆ หนึบๆ ของเนื้อยาง มาเป็นตัวคั่นตอนดูดบอลลงพื้น  อย่างไรก็ตาม
แถบยางที่อยู่ทางด้านล่างและด้านบนของพื้นที่ตรงนี้  จะเป็นตัวช่วยบล็อคไม่ให้ลูกบอลสลิปหลุดออกไป
จากการควบคุม

   
   เลื่อนลงมาดูที่บริเวณหัวรองเท้ากันต่อดีกว่า  บริเวณหัวรองเท้าที่เห็นกันนี้  จะมีวัสดุจำพวกยาง ที่อาดิดาส
เรียกชื่อว่า ยาง Hybrid L-S ติดเอาไว้  ลักษณะของชิ้นยางจะมาตัวตามแนวดิ่ง  เว้นช่องว่างระหว่าวแถบยาง
แต่ละชิ้น  จึงเกิดมิติสูงต่ำขึ้น  นอกจากช่องว่างระหว่างแถบยางแต่ละชิ้นแล้ว  ตามขอบของแถบยาง ยังมี
ลักษณะเป็นปีกสูงขึ้นมา  ยิ่งช่วยเสริมให้พื้นสัมผัสบริเวณนี้มีความเป็น 3 มิติ มากขึ้นไปอีก

   จริงๆ แล้วจะเรียกว่า "Sweet Spot zone" ก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะบริเวณนี้ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพการยิงประตู หรือการเปิดบอลโด่งแบบปั่นไซร้โค้ง  เมื่อผมได้ลองใช้มือสัมผัสเนื้อยางเปรียบเทียบ
กับแถบยางตำแหน่งเดียวกัน ของ Predator® LZ II แล้ว พบว่าสัมผัสเนื้อยางบริเวณนี้ของ Predator® Instinct
มีความนิ่ม และหนึบกว่า แถมยังมีพื้นผิวที่ขรุขระ เป็น 3 มิติมากกว่าอย่างอย่างชัดเจน

   
   ฝั่งด้านนอกบริเวณหัวรองเท้าก็มีแถบยางเช่นกัน  แต่ลักษณะรูปร่าง และการวางตัวของแถบยางนั้นแตกต่าง
ออกไปจากฝั่งด้านใน  ชิ้นยางมีลักษณะเป็นแพติดกัน  ตรงกลางมีช่องว่างระหว่างเนื้อยาง  จึงทำให้ผิมสัมผัส
มีมิติที่ชัดเจน  ลักษณะการวางตัวจะสามารถสร้างแรงเสียดทานกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดี  ในกรณีที่ลูกฟุตบอล
พุ่งตรงเข้าหาผู้เล่นทางด้านหน้า ในระดับราบ  ดังนั้น..แถบยางสัมผัสบอลบริเวณนี้ จะใช้เพื่อการจับบอลแรก
ตอนที่ลูกบอลถูกส่งมาในทิศทางตรงหน้า  ระดับเลียดพื้นหรือไม่เกินหน้าแข้ง  มันจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถแตะ
ควบคุมหรือเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลได้อย่างแม่นยำ  ทำให้สามารถเล่นในจังหวะต่อไปได้ทันที

   
   แถบยางบริเวณแนวสันเท้า หรือที่คุ้นเคยในชื่อ "Drive zone" ดูจะเป็นบริเวณที่โดดเด่นและสร้างความดุดัน
ให้กับ Predator® Instinct ได้มากที่สุด  โดยแถบยางโซนนี้จะช่วยให้การลูกประตูด้วยหลังเท้าและแนวสันเท้า
ทำได้อย่างรุนแรง  และด้วยการวางตัวของแถบยางแบบใหม่ทั้งหมด  ช่วยสร้างพื้นที่การสัมผัสบอลจำนวนมาก
ให้กับสันเท้าของรองเท้ารุ่นนี้  รวมถึงลักษณะเนื้อยางที่มีความนิ่มและหนึบ  จึงจะช่วยให้มันสามารถดึงดูดกับผิว
ของลูกฟุตบอลได้ดีกว่าเดิม  ควบคุมทิศทางได้ดั่งใจมากขึ้น  

   พฤติกรรมของลูกฟุตบอลที่ถูกยิงออกไปอย่างเต็มแรง มีโอกาสที่จะ "ส่ายและฮุบ" ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก  
เป็นเพราะลักษณะการออกแบบแถบยางแต่ละชิ้น ให้มีมิติความสูงที่แตกต่างกันออกไป  จึงทำให้หน้าสัมผัส
สามารถปะทะกับผิวของลูกฟุตบอลได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบ นั่นเอง

   
   ฝั่งข้างเท้าด้านนอก ก็มีแถบยางแบบเดียวกันกับ "Drive zone" ที่อยู่ฝั่งข้างเท้าด้านใน  โดยแถบยางบริเวณนี้
จะมาเติมเต็มการจับและควบคุมลูกบอลด้วยข้างเท้าด้านนอก  ซึ่ง Predator® LZ I และ II ไม่มีแถบยางบริเวณ
ดังกล่าวให้ใช้งาน  ทีนี้..พวกนักเตะที่ชอบโชว์สเต็ปการเอาจับบอลลงพื้นด้วยข้างเท้าด้านนอก ก็มีอุปกรณ์ช่วย
ให้การจับบอลของท่าน ทำได้เนียนและแม่นยำมากขึ้น

   ในชุดแถบยางเดียวกันนี้  ชิ้นแถบยางจะลากยาวลงมาจรดกับชุดพื้นรองเท้าด้านล่าง  ซึ่งมันสามารถทำหน้าที่
ช่วยให้การเลี้ยงแตะพาบอลไปกับเท้าทำได้ติดเท้า  ควบคุมทิศทางได้อย่างแม่นยำ  เช่นเดียวกับ "Dribble zone"
ที่อาดิดาสเคยโปรโมทในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  หรือบางทีอาจจะทำได้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ  เพราะลักษณะของเนื้อยาง
มีความนุ่มกว่าเดิม  แถมพื้นสัมผัสยังมีความนูนความลึก จนเกิดเป็นพื้นผิว 3 มิติ มากกว่าเดิม อย่างชัดเจน

    
   กลับมาดูที่ฝั่งข้างเท้าด้านในกันบอก  ก่อนหน้านี้เราได้สำรวจส่วนของแถบยางที่เป็น "Drive zone" ไปแล้ว
แล้วคุณผู้อ่านจะสังเกตเห็นได้ว่า  แถบยางจากส่วนสันเท้า  ก็จะเป็นชิ้นยาวลงมาจนจรดกับชุดพื้นรองเท้า
ด้านล่างเช่นกัน  จริงๆ แล้วแถบยาวส่วนนี้ก็พอที่จะเรียกชื่อว่า "Sweet Spot zone" ได้เหมือนกัน  เพราะมัน
ทำหน้าที่ตอนที่ผู้เล่นต้องการยิงลูกบอลปั่นไซร้โค้ง ด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านใน  และน่าจะทำให้การยิงมีกำลังแรง
มากกว่าด้วยซ้ำ  เพราะการสัมผัสบอลจะค่อนข้างเต็มข้างเท้าด้านใน

   
   อีกหนึ่งโซนที่ถือว่า Predator® Instinct ถูกออกแบบให้กลับมามีเนื้อมีหนังอีกครั้ง  นั่นก็คือบริเวณข้างเท้าด้านใน
หรือ "Pass zone"  ด้วยแถบยางเต็มชิ้น  ขนาดใหญ่เต็มพื้นที่  ลักษณะพื้นผิวโดยรวม  ถือว่าเรียบสม่ำเสมอมากกว่า
แถบยางโซนอื่นๆ แต่ผิวหน้าสัมผัสของแถบยาง ก็แอบมีความขรุขระ  เพื่อให้ควบคุมลูกฟุตบอลได้ในเวลาเดียวกัน 
ชิ้นยางที่เห็นกันตอนนี้  ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นสามารถแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในได้อย่างหนักแน่น
เต็มเม็ดเต็มหน่วย  หน้าสัมผัสจะเข้าปะทะกับผิวของลูกฟุตบอลได้อย่างเต็มใบ  ทำให้การส่งแรงกระแทกทำได้
อย่างเต็มประสิทธิภาพ  นอกจากจะใช้เพื่อการแปส่งบอลออกไปแล้ว  ผู้เล่นจะใช้เพื่อการจับ ควบคุมบอลแรก
ก็สามารถทำได้ดีเช่นกัน ไม่ผิดอะไร 

   
   รูปแบบแนวเชือกรองเท้าและพื้นที่หลังเท้า ของอาดิดาส Predator® Instinct ยังคงได้รับอิทธิพลมาจาก
เจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้เต็มๆ  แนวร้อยเชือกถูกเบ้ให้ออกไปฝั่งข้างเท้าด้านนอก  เพื่อเปิดพื้นที่สัมผัสบอล
ตามแนวสันเท้าและข้างเท้าด้านในให้มากเป็นพิเศษ

   ส่วนเชือกรองเท้าที่ติดตัวรองเท้ามาตั้งแต่โรงงานของอาดิดาส  เป็นเชือกรองเท้าแบบเส้นแบน  ช่วงกลาง
ของเส้นเชือกจะเป็นเชือกเนื้อแข็ง และแคบ  เพื่อรบกวนรบกวนจังหวะสัมผัสบอลด้วยหลังเท้า  ก่อนที่ปลายเชือก
ทั้ง 2 ฝั่ง  จะมีลักษณะฟูออก และนิ่มขึ้น  เพื่อให้ผูกปมเชือกได้แน่น  ปมเชือกไม่คลายตัวหลุดได้ง่ายๆ

   ลิ้นรองเท้าของรองเท้ารุ่นนี้  ทำจากวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชที่ถูกรีดจนบาง  ทำให้การดึงกระชับแนว
ร้อยเชือกทำได้อย่างเต็มที่  แต่สิ่งที่หายไปบนลิ้นรองเท้าของ Predator® Instinct ก็คือ "แนวกลางของลิ้น
รองเท้า ไม่มีวัสดุโฟมบุนุ่มเอาไว้"
เหมือนกับลิ้นรองเท้าของ Predator® LZ II เจเนอเรชั่นที่แล้ว

   
   บั้นท้ายของ Predator® Instinct ยังคงมาในแบบเรียบๆ  โดยใช้เกราะป้องกันกระแทกเอ็นร้อยหวายแบบภายใน
(Internal Heel Counter) เป็นชิ้นพลาสติกแข็ง  ฝังเอาไว้อยู่ด้านในของแนวส้นเท้า  ความสูงของชิ้นพลาสติก
สูงประมาณ 60% ของความสูงหุ้มส้นทั้งหมด  เท่าที่ลองจับและออกแรงกระทำกับเกราะหุ้มส้น  ผมพอจะรู้สึกได้ว่า
เกราะชุดนี้มีความแข็งแรงกว่าเกราะหุ้มส้นของ Predator® LZ II ซึ่งเป็นเกราะภายในแบบเดียวกัน  อยู่พอสมควร

   จุดเด่นในเรื่องของดีไซน์การออกแบบ  บริเวณด้านหลังของรองเท้า Predator® Instinct นั้น คงจะหนีไม่พ้น
กราฟฟิก  แถบสามขีดอันเป็นเครื่องหมายทางการค้าของอาดิดาส  ที่อยู่บริเวณส้นของข้างเท้าด้านนอก  
ลากลงไปจนถึงพื้นใต้รองเท้า  ช่างเป็นดีไซน์ที่เสริมให้ตัวรองเท้าดูดุดัน และเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าตระกูลนี้
มากขึ้นว่าโฉมที่แล้วอย่างชัดเจน  ในขณะที่หน้าสัมผัสของส่วนที่เป็นแถบสามขีด  ยังถูกออกแบบให้มีเส้นสาย
ตามแนวยาว  ยิ่งช่วยเสริมให้เห็นถึงรายละเอียดที่ดีใส่ใจจากการออกแบบมากยิ่งขึ้น

   
   ปลายด้านบนของแนวหุ้มเอ็นร้อยหวาย  ถูกเปลี่ยนให้มีลักษณะโค้ง กว้าง  คนละเรื่องกับปลายหุ้มเอ็นร้อยหวาย
ของ Predator® LZ II ที่มีลักษณะเป็นปีกยกสูงขึ้นมา 2 ข้าง แล้วเว้าตรงกลาง  

   ในขณะที่กราฟฟิกพิมพ์ชื่อซีรี่ย์ว่า Predator ยังคงใช้การพิมพ์แนวตะแคง  แต่ที่เห็นเลข "14" ในกรอบวงกลม
ด้านบนสุดนั้น  จะมีเฉพาะรองเท้าคอลเลคชั่น Battle Pack คู่นี้ ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลสำหรับศึกฟุตบอลโลก
2014 เท่านั้น

  
   วัสดุหุ้มส้นด้านในของรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator® Instinct เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ผิวเรียบ แต่มีผิวสัมผัส
ที่ฝืดๆ เล็กน้อย  ที่เห็นเป็นลายสป็อตบนหุ้มส้นนั้น ไม่ได้ช่วยสร้างสัมผัสที่เหนียวขึ้นแต่อย่างใด  ส่วนเลข 14 ที่เห็น
นั้นเป็นดีไซน์เฉพาะรองเท้าเวอร์ชั่น Battle Pack คู่นี้ ที่จะถูกใช้ในฟุตบอลโลก 2014

   อย่างไรก็ตาม..ผมพอจะพบสิ่งที่น่าประทับใจกับหุ้มส้นด้านใน Predator® Instinct ตรงที่อาดิดาสได้ใส่วัสดุบุนุ่ม
เอาไว้แทบจะเต็มพื้นที่ของแนวหุ้มส้น  ไม่ว่าจะเป็นแนวส้นด้านหลัง  มีวัสดุบุนุ่มบรรจุดเอาไว้จนชนกับพื้นรองเท้า  
ยังรวมถึงหุ้มส้นฝั่งข้างเท้าด้านใน ที่มีวัสดุบุนุ่มโอบกระชับจนมาถึงกึ่งกลางของตัวรองเท้าเลยดีเดียว  จะน้อย
หน่อยก็แค่ฝั่งหุ้มส้นด้านนอก  ที่วัสดุบุนุ่มมีเฉพาะครึ่งบนของตัวรองเท้าเท่านั้น  โดยหน้าที่ของวัสดุบุนุ่มเหล่านี้
จะช่วยสร้างความกระชับให้กับข้อเท้าของผู้ส่วมใส่ สามารถยืดหยุ่นได้ตามรูปร่างและขนาดของข้อเท้าแต่ละคน
และยังช่วยลดปัญหาอาการรองเท้ากัดได้เป็นอย่างดี  จึงน่าสนใจว่า อาดิดาส Predator® Instinct อาจจะเป็น
Predator® ที่ใส่สบายขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  อย่างแน่นอน

   
   แผ่นรองพื้นรองเท้าด้านใน ของอาดิดาส Predator® Instinct สามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้
โดยแผ่นรองพื้นชุดนี้ผลิตจากโฟม EVA ฉีดขึ้นรูปแบบเพียวๆ  พื้นผิวใต้แผ่นรอง ถูกออกแบบให้มีลักษณะ
เป็นผิวขรุขระ และมีส่วนรองรับแรงกระแทกตามลักษณะสรีระการลงน้ำหนักของเท้าคน  แบบเดียวกับ
แผ่นรองพื้น Predator® LZ II ทุกประการ  เพียงแต่ผมมีความรู้สึกว่าแผ่นรองพื้นชุดนี้ ไม่หนามากนัก  
และเนื้อโฟมมีระยะยุบตัวน้อยไปหน่อย  

   
   แต่เรื่องที่แผ่นรองพื้น Predator® Instinct แตกต่างจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด  ก็คือพื้นผิวของวัสดุบุด้านหน้า
ที่จะสัมผัสกับฝ่าเท้าของผู้สวมใส่  โดยอาดิดาสเปลี่ยนมาใช้วัสดุหน้าผ้าไนล่อนแบบมันเงา  ลองสัมผัสด้วยมือ
พบว่าผิวสัมผัสลื่นกว่าเดิมจนรู้สึกได้  จึงน่าสนใจว่า..เวลาใช้งานจริงๆ แล้ว เท้าจะลื่นไป-มา จนรบกวนการ
ใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ มากน้อยเพียงใด

   
   เรามาปิดท้ายกันที่ ชุดพื้นช่วงล่างและปุ่มรองเท้าแบบ FG ของรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2014
ของอาดิดาส  สิ่งแรกที่ผมอยากให้คุณผู้อ่านสังเกตุก็คือ ชุดพื้นไม่มีช่องว่างสำหรับใส่ miCoach SPEED_CELL™
อุปกรณ์จับพฤติกรรมการเคลื่อนที่ ซึ่งปกติจะเป็นช่องที่นูนโป่งขึ้นมาช่วงกลาง ระหว่างปุ่มด้านหน้าและด้านหลัง
ของชุดพื้น

   นอกจากนั้น ชุดพื้นชุดนี้ของ Predator® Instinct ไม่ใช่ชุดพื้นแบบ "Sprintframe" ที่อาดิดาสใช้เป็นจุดขาย
ให้กับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสของตัวเองหลากหลายรุ่น  และอาดิดาสเองก็ไม่ได้ระบุชื่อ หรือเทคโนโลยี
อันใด ให้กับชุดพื้นพลาสติกฉีดขึ้นรูปแบบเรียบๆ ไร้แนวเส้นสายของโครงสร้าง ชุดนี้เลย

   ส่วนเรื่องของการดีไซน์ความสวยงาม  พบว่าวัสดุชุดพื้นของรองเท้ารุ่นนี้  ตั้งแต่ด้านหลังมาจนถึงด้านหน้า
ใช้วัสดุพลาสติกใส  ทำให้มองเห็นลวดลายกราฟฟิกของชุดพื้นด้านใน  เป็นอีกหนึ่งการออกแบบที่เสริมให้
รองเท้าดูดีมีราคามากขึ้น  จะมีส่วนวัสดุที่ทึบแสงก็แค่ส่วนโค้งรอบตัวรองเท้า และปลายปุ่มด้านหน้าทั้งหมด
แค่นั้น

   
   ปุ่มรองเท้าด้านหน้ายังคงเป็นปุ่มรูปทรงสามเหลี่ยม โดยปุ่มลักษณะนี้อาดิดาสให้ข้อมูลว่า มุมของปุ่มแต่ละปุ่ม
จะสามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้ดีกว่าปุ่มกลม  โดยปุ่มสามเหลี่ยมจะสามารถสร้างสมดุลความมั่นคง  และให้
ความแม่นยำในจังหวะที่ผู้เล่นเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ ได้ในเวลาเดียวกัน

   และจะเห็นได้ว่าปุ่มสี่เหลี่ยมตรงกลางฝ่าเท้า ที่มีหน้าที่สร้างสมดุลให้กับการลงน้ำหนัก  ถูกขยับให้มีตำแหน่ง
สูงขึ้นไปจนอยู่ตรงกลางฝ่าเท้ามากขึ้น  แบบเดียวกันกับปุ่มของ Nitrocharge 1.0  นอกจากนั้น เราจะยังเห็นการ
ดีไซน์เส้นสายด้านข้างและหน้าสัมผัสของปุ่ม  ให้มีลักษณะเป็นเส้นสายตามยาว  สอดรับกับลักษณะของแถบยาง
ปั่นไซร้บนตัวรองเท้า

   
   และถ้าสังเกตให้ลึกลงไปอีก  พบว่าผิวหน้าของชุดพื้นล้อมรอบปุ่มกลางฝ่าเท้า  ถูกออกแบบให้มีลักษณะ
เป็นฟันแหลมๆ นูนขึ้นมา ซึ่งผมได้ข้อมูลจากบางแหล่ง ระบุว่าอาดิดาสออกแบบให้ส่วนนี้ เป็นโซนอันตราย
โซนที่ 6  เพิ่มขึ้นจาก Predator® LZ I และ II ที่มีโซนอันตรายทั้งหมด 5 โซน

   โดยฟันแหลมๆ บนชุดพื้นเหล่านี้  จะมีหน้าที่ช่วยให้การยึดเกาะและส่งแรงถีบไปยังพื้นสนาม  เพื่อเรียก
ประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ให้กับผู้เล่นที่ใช้รองเท้ารุ่นนี้ให้ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม  ให้อารมณ์เหมือนรองเท้ารุ่นนี้
มีเขี้ยวเล็บของพรีเดเตอร์ นั่นเอง

  
   ปุ่มรองเท้าด้านหลังของรองเท้าฟุตบอล Predator® Instinct ใช้ปุ่มแบบสามเหลี่ยม จำนวน 4 ปุ่ม เหมือนเดิม
โดยคู่ปุ่มหลังสุดเป็นปุ่มขนาดใหญ่  เพราะต้องรับภาระการลงน้ำหนักตัวบริเวณส้นเท้าไปเต็มๆ  ส่วนปุ่มถัดขึ้นมา
จะมีขนาดเล็กกว่า  โดยคู่ปุ่มทั้งสองคู่จะหันมุมออกไปในทิศทางที่แตกต่างกัน  เพื่อให้ปุ่มทั้ง 4 ปุ่ม สามารถรับมือ
กับการลงน้ำหนักในทิศทางที่แตกต่างกันได้  สร้างความมั่นคงและลดอาการลื่นไถลของการลงน้ำหนักที่ส้นเท้า

   วัสดุและการขึ้นรูปชุดพื้นและปุ่มของรองเท้ารุ่นนี้  อาดิดาใช้วัสดุพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งชุด
โดยปุ่มด้านหน้าจะมีแกนปุ่มตรงกลาง ก่อนที่จะถูกครอบปุ่มอีกชั้นด้วยส่วนที่ฉีดขึ้นรูปมาเป็นชิ้นเดียวกับชุดพื้น  
ในขณะที่ปุ่ม 4 ปุ่มด้านหลัง ใช้การฉีดขึ้นรูปมาเป็นชิ้นเดียวกับชุดพื้นทีเดียวเลย  จึงสามารถการันตีได้ถึงความ
แข็งแรงของปุ่มทุกปุ่ม  ไร้กังวลเรื่องปุ่มหัก  ที่ทุกวันนี้..สามารถยอมรับได้อย่างเต็มตัวว่า  อาดิดาสได้แก้ไขปัญหา
ดังกล่าวให้กับรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ของตัวเอง จนหมดสิ้นไปแล้ว

   ผมเชื่อว่า คุณผู้อ่านทุกท่านคงได้สัมผัสถึง "สัญชาตญาณ" ความเป็นรองเท้าฟุตบอลตระกูลนักล่า ของ
อาดิดาส Predator® Instinct ที่เป็นเจเนอเรชั่นที่ 14 ของรองเท้าตระกูลยอดฮิตในหมู่คนเตะฟุตบอลมาจนจะครบ
20 ปี อย่างเต็มเปี่ยม รู้สึกถึงความดุดันน่าเกรงขาม ที่กลับมาอีกครั้งพร้อมกับราชานักล่าโฉมนี้  เพื่อไม่ให้เป็นการ
เสียเวลา  เราไปลงสนามทดสอบ  เพื่อหาคำตอบถึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงๆ ของรองเท้ารุ่นนี้ กันเลยดีกว่า !!

   Feeling & Sizing

   
   เรามาเริ่มต้นส่วนรีวิวทดสอบการใช้งาน รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct กันที่เรื่องของ
"การเลือกไซด์รองเท้า" กันก่อนดีกว่า  โดยรองเท้าคู่ที่ผมจะสวมใส่ทดสอบในครั้งนี้  ยังคงเป็นไซด์
9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm ซึ่งเป็นไซด์มาตรฐานส่วนตัวของผม  เหมือนเดิม  เหมือนกับ
รองเท้ารุ่นอื่นๆ ของอาดิดาส  ที่ผมสวมใส่เพื่อรีวิว มาโดยตลอด

   
   ขนาดตามยาว พบว่าพื้นที่หัวรองเท้าเหลือประมาณ 0.3 เซนติเมตร  พอให้วางนิ้วหัวแม่มือครึ่งนิ้ว ตามขวาง
ลงไปได้เหมือนที่เห็นตามภาพ เหมือนกับโฉมเก่า Predator® Lethal Zones II  แต่ฟีลลิ่งที่ผมรู้สึกได้ว่า
Predator® Instinct ทำได้ดีขึ้น  ก็คือบริเวณหัวรองเท้าไม่บีบจนอึดอัดเกินไป  ใส่สบายขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึก
แตกต่าง  หากใครเคยใช้ Predator® Lethal Zones II มาก่อน  จะรู้ดีว่าบริเวณด้านข้างนิ้วก้อย นั้นบีบ
เป็นอย่างมาก  บีบจนอึดอัด  จนคนเท้าบานบางคนถึงกับใส่ไม่ได้เลย  แต่ถ้าจะให้เพิ่มไซด์ก็ใช่ที  เพราะ
หัวรองเท้าจะเหลือเยอะเกินไป  จนหลวมและไม่เหมาะในการสวมใส่

   
   นอกจากบริเวณหัวรองเท้าจะกว้างขึ้นจนให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่สบายขึ้นแล้ว  ช่วงกลางเท้าและแนวสันเท้า
ก็ให้ฟีลลิ่งที่สวมใส่สบายขึ้นเช่นกัน  แม้จะดึงกระชับแนวร้อยเชือกเต็มที่แค่ไหน  แต่มันก็ไม่บีบกดลงมาจนสร้าง
ความอึดอัดเกินเหตุ  ในทางตรงกันข้าม กลับให้ทั้งความกระชับและความสบายแบบ 50/50 เสียอีก  ตรงจุดนี้
คนที่มีลักษณะหลังเท้าอูมหรือนูนขึ้นมา  ไม่ต้องกังวลเลยครับ

   
   สำหรับคำแนะนำในการเลือกไซด์  มาถึงตรงนี้ คงจะสามารถสรุปได้แล้วนะครับว่า  ท่านสามารถเลือกซื้อ
อาดิดาส Predator® Instinct "แบบตรงไซด์"  แม้ว่าหัวรองเท้าจะเหลือเล็กน้อย  แต่ก็ไม่สามารถลดไซด์
ลงได้มากกว่านี้แล้ว  เพราะหัวจะชน  ส่วนใครที่คิดว่าเป็นคนเท้าบานหรือหลังเท้าอูมขึ้นมา  จนมีปัญหากับ
การใช้งาน Predator® Lethal Zones II ที่บีบเกินไป จนอาจเพิ่มไซด์ขึ้นไปครึ่งไซด์  แต่กรณีของการเลือกไซด์
รองเท้ารุ่น Predator® Instinct นั้น  ผมขอให้ท่านกลับมาเลือกแบบตรงไซด์นะครับ  รับรองว่าใส่ได้ ใส่สบาย
กว่าเดิม...เยอะ

   Testing  

   
   เลือกไซด์เจ้า Predator® Instinct ได้เหมาะสมกับขนาดเท้าของท่าน ได้แล้วใช่ไหมครับ !? ได้เวลามาลง
สนามทดสอบการใช้งานรองเท้าสายพันธุ์นักล่า ยอดนิยมรุ่นท็อปกันแล้ว  โดยผมยังคงใช้สนามฟุตบอล Winning 7
ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลหญ้าเทียมในร่ม ขนาด 7 คน ตั้งอยู่ใน ซอยโรงพยาบาลเจ้าพระยา ปิ่นเกล้า เป็นสนามหลัก
ของการทดสอบ เช่นเดิม  เพื่อให้ตัดปัจจัยความแตกต่างของสภาพสนามที่ใช้ในการรีวิวทดสอบรองเท้าแต่ละรุ่น
จึงทำให้การวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบประสิทธิภาพรองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่น  ทำได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นั่นเอง

   สำหรับคู่มวยหลักที่ผมจะเอามาเปรียบเทียบ ตลอดการทดสอบ Predator® Instinct นั้น  คงจะเป็นอื่นใดไป
ไม่ได้เลย  นอกจากรองเท้ารุ่น Predator® Lethal Zones II ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นเก่า  เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  ส่วนคู่ปรับจากไนกี้  ที่ตอนนี้มีรองเท้าซีรี่ย์ Magista เป็นซีรี่ย์ทำตลาดแทน CTR 360
ไปเรียบร้อยแล้วนั้น  ผมยังไม่สามารถยกมาเปรียบเทียบอะไรได้มาก  เพราะยังไม่ได้รับรองเท้ารุ่นดังกล่าวมาลอง
สวมใส่ใช้งาน อย่างเป็นจริงเป็นจังอะไรเลย  เอาเป็นว่า..ถ้าอยากรู้  รอตอนที่ได้รับรองเท้าสายคอนโทรลจากไนกี้
มาทำการรีวิว  แล้วผมจะเปรียบเทียบกลับมายัง Predator® Instinct ดีกว่า

   ส่วนอีกหนึ่งคู่ปรับอย่างพูม่า evoPower ที่แม้จะไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลประเภท "คอนโทรล" โดยตรง (ตามคำ
โฆษณาของพูม่า) แต่ผมอยากขอจับมาเป็นตัวเปรียบเทียบในการรีวิวครั้งนี้ด้วย  เพราะผมรู้สึกว่ารองเท้าเสือดุ
รุ่นนี้  มีจุดเด่นในเรื่องของการสัมผัสบอล การควบคุมบอลและการยิงประตู เช่นเดียวกันกับ Predator® Instinct
แถมยังเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นล่าสุด  ที่ผมเพิ่งจะรีวิวไปด้วย  จึงเป็นคู่แข่งในตลาดที่สดใหม่ ฟอร์มแรง  อย่าง
ไม่อาจปฏิเสธได้เลย

   ความสบายในการสวมใส่

   
   หัวข้อแรกที่เราจะมาทดสอบกันคือความสบายเมื่อสวมใส่  ซึ่งต่อยอดมาจากส่วนการเลือกไซด์รองเท้า
นั่นแหละครับ  เพียงแต่ตอนนี้จะวิเคราะห์จากฟีลลิ่งที่ได้ตอนสวมใส่ลงใช้งานในสนามจริงๆ เลย  สิ่งแรก
ที่รู้สึกชื่นชอบก็คือ ตรงหัวรองเท้าไม่บีบจนอึดอัดเกินไป  โดยเฉพาะนิ้วก้อย  ไม่ได้ถูกบีบจนปวด  ใส่สบาย
มากขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่าอย่างชัดเจน  ไม่ว่าจะเป็นตอนวิ่งด้วยความเร็วหรือการเปลี่ยนทิศทางตอนเคลื่อนที่  
Predator® Instinct
ให้ความสบายกว่า Predator® Lethal Zones II อย่างชัดเจนมากๆ

   เท่านั้นยังไม่พอ  ยังรู้สึกได้ว่าช่วงหุ้มส้นข้อเท้าและเอ็นร้อยหวายของรองเท้ารุ่นนี้  ให้ฟีลลิ่งการสวมใส่
บริเวณส้นเท้าที่สบายมากขึ้น  ปลายหุ้มแนวเอ็นร้อยหวายไม่แข็งมาก  จนสร้างความรำคาญหรือเกิดการกัด
แนวเอ็นร้อยหวายเลย  ส่วนสัมผัสของหุ้มส้นด้านในก็นุ่มนวลขึ้นกว่า Predator® Lethal Zones II พอสมควร
เพราะมันมีวัสดุบุนุ่ม  บุเอาไว้ด้านในอย่างเต็มพื้นที่กว่าเก่า  สามารถรอบรับทั้งส้นเท้าด้านหลัง และด้านข้าง
ของส้นเท้านทั้ง 2 ข้าง ได้เป็นอย่างดี  ตั้งแต่ครั้งแรกที่สวมใส่  "ไม่มีการเสียดสีหรืออาการกัดส้นเท้าเลย
แม้แต่นิดเดียว"


   ส่วนเรื่องของความสามารถในการระบายความร้อน  โดยรวมถือว่า Predator® Instinct สามารถระบาย
ความร้อนออกจากตัวรองเท้าได้ตามมาตรฐาน  แม้จะไม่โดดเด่น  แต่ก็ไม่ได้อบความร้อนเอาไว้จนรู้สึกถึง
ด้านลบแต่อย่างใด

   สรุปโดยภาพรวมเกี่ยวกับความสบายเมื่อสวมใส่ ของ Predator® Instinct  ผมสามารถฟันธงได้โดยไม่ลังเล
เลยว่า รองเท้ารุ่นนี้ให้ความสบายตอนสวมใส่ได้ดีขึ้นกว่า Predator® Lethal Zones II ในทุกๆ ด้าน  ไม่จำเป็น
ต้องเก็บชั่วโมงในการสวมใส่  เพื่อให้ตัวรองเท้าขยายออก  แม้แต่นาทีเดียว  และเมื่อเปรียบเทียบกับ พูม่า
evoPower
ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนึ่งที่มีความสบายเมื่อสวมใส่มากๆ ในปัจจุบันแล้ว  รองเท้าพันธุ์ดุจาก
ค่ายเสือกระโดดให้หุ้มส้นที่สวมใส่สบายกว่า  ส่วนปัจจัยตรงอื่นๆ จะคล้ายคลึงกัน
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 8/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   แผ่นโฟมรองพื้นด้านในรองเท้า  ถือเป็นสิ่งหลักที่กำหนดประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกให้กับ
รองเท้า Predator® Instinct ที่อาดิดาสให้มา  แท้จริงแล้วนั้นเป็นแบบเดียวกันกับแผ่นรองพื้นของรองเท้า
โฉมเก่า Predator® Lethal Zones II ทุกประการ  เมื่อใช้งานจริงแล้ว แน่นอนว่า "เหมือนเดิมนั่นแหละ" ครับ

   
   แผ่นรองพื้นชุดนี้  ช่วยทำให้การผ่อนแรงกระแทกจะพื้นสนามทำได้ในระดับที่น่าพอใจ  แม้จะไม่ได้ดีขึ้น
จนต้องลุดขึ้นยืมปรบมือให้  แต่มันก็ไม่ได้แย่ลงจนต้องมาบ่นออกสื่อฯ (ก็มันแผ่นรองพื้นชุดเดิมนี่หว่า !!)
ซึ่งมันก็เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า หรือผู้ที่ทนแรงกระแทกหนักๆ ไม่ได้  สามารถเล่นฟุตบอล
บนพื้นสนามหญ้าเทียมทุกเกรดได้อย่างไร้กังวล  อีกหนึ่งขอดีของแผ่นรองพื้นชุดนี้ คือความหนาของแผ่นโฟม
ที่เท่ากันตลอดทั้งแผ่น  จึงสามารถลงน้ำหนักตัวได้อย่างเต็มฝ่าเท้า

   นอกจากนั้น  ผมยังรู้สึกได้ว่าลักษณะการวางปุ่มแบบใหม่ของ Predator® Instinct ที่ขยับปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า
ขึ้นไปเล็กน้อย  รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้ชื่อพื้นที่กว้างขึ้น  มันช่วยทำให้การยืนพื้นสนามทำได้เต็มฝ่าเท้ามากขึ้น
เป็นผลด้านบวกต่อการช่วยกระจายแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ไม่ให้มากระจุกอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งบนฝ่าเท้า
มากเกินไป  แต่ถึงกระนั้น..ผมก็ยังขอลงคะแนนหัวข้อนี้ให้ที่ 8 เต็ม 10 คะแนนเหมือนเดิมนะครับ เท่ากับคะแนน
ของ Predator® Lethal Zones II และ evoPower

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   อาดิดาสตัดสินใจถอดชุดพื้น Sprintframe ออกจาก Predator® Instinct แล้วเปลี่ยนมาใช้ชุดพื้นแบบ
Controlframe แทน  ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลให้เวลาที่เราสปรินซ์ออกตัวด้วยปลายเท้า  แรงดีดกลับของ
ชุดพื้นมันลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ช่วงล่างแบบแข็งๆ ดุดัน หายไป  และแทนที่ด้วยการเคลื่อนทีที่นุ่มนวล
มั่นคงมากขึ้นเล็กน้อย  เมื่อยิ่งรวมกับน้ำหนักตัวรองเท้าที่เพิ่มขึ้นราวๆ 50 กรัมแล้ว  ยิ่งส่งผลให้ Predator®
Instinct
ไม่ได้เป็นรองเท้าที่ช่วยให้ผู้เล่นสปรินซ์เคลื่อนที่ได้สนุก รวดเร็ว เหมือนกับ Predator® Lethal
Zones II
และ evoPower

   
   แต่ผมยังยอมรับ ว่าชุดพื้นและปุ่มของ Predator® Instinct สามารถแสดงประสิทธิภาพารยึดเกาะพื้นสนาม
และเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อใช้ความเร็วสูง
 ได้อย่างยอดเยี่ยม  แอบดีกว่า Predator® Lethal Zones II
เล็กน้อย  และดีกว่า evoPower พอสมควร  

   ประเด็นหลักๆ ขึ้นอยู่กับปุ่มสามเหลี่ยม (เหมือนเดิม)  โดยมุมปุ่มแต่ละปุ่มซึ่งถูกออกแบบให้มีองศาการวางตัว
ที่แตกต่างกัน  มันจะช่วยกันจิกลงไปยังพื้นสนาม  และล็อคกับพื้นสนามได้ อย่างแม่นยำ  ผมสามารถเปลี่ยน
ทิศทางการเคลื่อนที่ ซ้ายทีขวาที หรือแม้แต่สับขาได้อย่างมั่นใจ  ไม่เกิดอาการลื่นไถลเหมือนกับปุ่มกลมที่อยู่
ด้านหน้าของพูม่า evoPower  

   และที่ผมบอกว่าแอบดีกว่า Predator® Lethal Zones II เล็กน้อย  ก็เพราะว่าปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า  มันขยับ
ตำแหน่งขึ้นมาตรงกลางฝ่าเท้ามากขึ้น  จึงช่วยกระจายการลงน้ำหนักตัวได้ดี  ปุ่มแต่ละปุ่มมีช่องว่างระยะห่าง
ที่เหมาะสมกว่าเก่า  ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของลักษณะการลงน้ำหนักตัว  ในจังหวะที่ต้องเปลี่ยนทิศทางการ
เคลื่อนที่ ที่ความเร็วสูง  ได้ดีขึ้นกว่าเก่าเล็กน้อย  

   
   ในขณะที่ฟันแหลมๆ ที่อยู่บริเวณใต้ชุดพื้นด้านหน้า  ที่อาดิดาสให้มาเป็นลูกเล่นเพิ่มเติมจากโฉมเก่า  ผมยัง
รู้สึกว่ามันมีบทบาทแค่ในด้านการโปรโมทเท่านั้น  ยังพิสูจน์อะไรได้ไม่มากกว่ามันช่วยทำให้ Predator® Instinct
เคลื่อนที่ได้ดีขึ้นสมกับคำโปรโมท
   
   สรุปโดยภาพรวมแล้ว  อาดิดาสทำให้ Predator® Instinct เปลี่ยนอารมณ์การเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว ดุดัน  มาเป็น
รองเท้าที่เหมาะแก่การเคลื่อนที่รอบทิศมากขึ้น  ไม่ได้ตอบโจทย์การสปรินซ์เคลื่อนที่ ที่สนุกสนาน รวดเร็ว  และ
คงไม่ถูกใจบรรดานักเตะที่หวังให้รองเท้าฟุตบอลช่วยเพิ่มความเร็วต้นให้  แต่ในทางตรงกันข้าม..รองเท้ารุ่นนี้มี
ชุดพื้นมีความนุ่มนวลและมั่นคงกว่าเดิม  ซึ่งเมื่อรวมกับความสามารถของการยึดเกาะพื้นสนามและการเปลี่ยน
ทิศทางการเคลื่อนที่  ทำให้ผมสรุปว่า..แบบนี้แหละ ที่เหมาะกับรองเท้าประเภทคอนโทรล  ซึ่งผู้เล่นจำเป็นต้อง
มีส่วนร่วมกับเกมการแข่งขันรอบตัวแบบนี้  

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 8/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   ใครบอกว่า ฟีลลิ่ง ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน ของรองเท้าฟุตบอลจะต้องแปรผันตรง กับ
ความบีบกระชับของตัวรองเท้า เพียงอย่างเดียว  ผมขอเป็นคนนึงที่ไม่เห็นด้วย  เพราะจากที่ได้ลองใช้งาน
Predator® Instinct มานั้น  พบว่ารองเท้ารุ่นนี้ เป็นคำตอบของความพอดี ระหว่าง "ความสบาย" และ "ความ
กระชับ" ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ช่วยเสริมกันจนให้ความมั่นใจกับผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

   เมื่อตอนที่ลอง อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ผมบอกว่าตัวรองเท้ามันบีบกระชับ สร้างความมั่นใจ
ได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่หรอก  แต่มันบีบมากเกินไป  โดยเฉพาะการใช้งานครั้งแรกสุด  จนมีรู้สึกอึดอัด  ส่งผล
ให้ความมั่นใจลดลง  กว่าจะกระชับลงตัว  ก็ต้องให้รองเท้าถูกใช้งานไปสักระยะ  แต่สำหรับฟีลลิ่งตอนสวมใส่
Predator® Instinct นั้น  ตรงจุดที่รองเท้ารุ่นเก่าเคยบีบจนปวดจนสร้างความอึดอัด มันได้หายไป  และเปลี่ยน
เป็นความพอดีกับรูปเท้าอย่างยอดเยี่ยม  ในขณะที่บางจุดก็ยังสร้างความกระชับให้กับเท้า  คงฟีลลิ่งความมั่นใจ
เหมือนเดิม  ไม่ได้ลดหายไปไหน

   แม้ว่าตัวรองเท้าจะขยายออกตามรูปเท้าไปบ้าง หลังจากที่ผ่านการใช้งานไประยะเวลาหนึ่ง  แต่ความกระชับ
ก็ยังคงอยู่ดีมีสุข ไม่ได้หายไปไหน  หนังรองเท้าไม่นิ่มจนย้วยแล้วหมดความกระชับเหมือนกับ พูม่า evoPower
ซึ่งนี่แหละ คือสรรพคุณข้อดีข้อหนึ่งของหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช ที่อาดิดาสภาคภูมิใจ  จนถึงขั้นเอาไปใช้เป็น
วัสดุทำตัวรองเท้าระดับท็อปทุกซีรี่ย์ ดั่งที่เห็นใน Battle Pack

   ดูเหมือนว่า Predator® Instinct นั้น อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด  แต่เดี๋ยวก่อนครับ !! ผมกลับจับความรู้สึกได้ว่า
หน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านในมันลื่นขึ้น กว่าแผ่นรองพื้นแบบหน้าผ้ากำมะหยี่ ของ Predator® Lethal
Zones II
  นิ้วเท้าของผมสามารถขยับลื่นไป-มา ด้านในตัวรองเท้าได้แบบไม่มีจุดยึดเลย  ยิ่งตอนสวมใส่ถุงเท้า
แบบพื้นเรียบ หรือถุงเท้าคู่ใหม่  ซึ่งฝ่าเท้ามันมีความลื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ยิ่งไปกันใหญ่  มันลดทอนความมั่นใจ
ในจังหวะการเคลื่อนที่ หรือจังหวะสเต็ปเท้าเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลันไปพอสมควร  ประเด็นนี้ยังเป็นข้อสงสัย
ว่าทำไมอาดิดาสไม่ทำผิวสัมผัสด้านบนของแผ่นรองพื้นให้เป็นหน้าผ้ากำมะหยี่เหมือนเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แม้อันนั้น
จะไม่ได้ยึกกับฝ่าเท้าจนหนึบ  แต่มันก็ดีกว่านี้

   เมื่อมองภาพรวม  เอาข้อดีที่เพิ่มขึ้น มาหักลบกับข้อเสียที่พบเจอ  ทำให้ผมลงคะแนนในหัวข้อ ฟีลลิ่ง ความ
กระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน
ที่รู้สึกได้จากการทดสอบใช้งาน อาดิดาส Predator® Instinct ในระดับ
คะแนนเท่ากับเจเนอเรชั่นเก่า คือ 8 เต็ม 10 คะแนน เท่าเดิม
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   มาเริ่มการเล่นกับลูกบอล ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct ในหัวข้อทดสอบการจับและ
ควบคุมบอลแรก
กันดีกว่า  ซึ่งหัวข้อนี้เป็นหัวข้อทดสอบสำคัญของรองเท้าประเภทคอนโทรลอย่างแท้จริง

   จากที่เห็นว่าบริเวณ First Touch Zone ของรองเท้ารุ่นนี้  ไม่มีแถบยางสัมผัสเหมือนกับรองเท้ารุ่นเก่า  
เพราะถูกเว้นเป็นช่องว่างให้ลูกบอลสัมผัสกับหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชของตัวรองเท้าโดยตรง  ถ้าผู้เล่นจับบอล
ได้ตรงจุดช่องว่างที่อาดิดาสออกแบบเอาไว้เป๊ะๆ  จะได้ฟีลลิ่งการจับบอลแบบบางๆ สัมผัสถึงเท้าด้านในมากขึ้น
จนรู้สึกได้  ซึ่งตรงนี้ตอบโจทย์กับผู้เล่นที่มีทักษะการจับบอลเฉพาะตัวพอสมควร  และอยากได้ฟีลลิ่งการจับบอล
แบบเพียวๆ บางๆ กว่า Predator® Lethal Zones II

   แม้ว่าพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการจับบอลแรกตรงหลังเท้า  จะไม่มีแถบยางมาช่วยในการควบคุมบอล  แต่
พอใช้งานจริงแล้ว  แถบยางสัมผัสบอลที่อยู่บริเวณหัวรองเท้า (Sweet Spot Zone) และเหนือขึ้นไป (Drive Zone)
จะช่วยกันทำหน้าที่บล็อคไม่ให้ลูกบอลปลิ้นหลุดออกไปจากพื้นที่จับบอลแรก  ส่งผลให้ประสิทธิภาพการควบคุม  
และการจับบอลแรกทำได้อย่างแม่นยำ  จึงทำให้รองเท้ารุ่นนี้ให้ฟีลลิ่งดูดบอลลงพื้นสนาม แบบบางๆ เพียวๆ
ที่มาพร้อมกับตัวช่วยป้องกันลูกบอลปลิ้นหลุดออกไปจากการควบคุมอีกด้วย  แบบนี้มันเรียกว่า 2 in 1 เลยทีเดียว

   
   นอกจากประสิทธิภาพการดูดบอลแรกที่ลอยมาในระดับสูงแล้ว  ยังพบว่าอาดิดาส Predator® Instinct
ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้การจับบอลที่ถูกส่งมาในระดับราบและมีความแรงได้ดีไม่แพ้กัน  จำนวน
แถบยางสัมผัสที่มีรอบตัวรองเท้ามากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นตรงหัวรองเท้า ข้างเท้าด้านนอก หรือข้างด้านด้านใน  
สามารถรอบรับการจับบอลในทุกๆ ทิศทาง  รวมถึงสภาวะที่แห้งหรือเปียกน้ำ  แถบยางสามารถช่วยหลุดบอล
ได้ติดเท้าและป้องกันการปลิ้นหลุดออกไปจากการควบคุมได้เป็นอย่างดี  เพียงแต่ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลจะไม่นุ่ม
มากนัก..ก็เท่านั้นเอง  ความนุ่มยังสู้หนังไมโครไฟเบอร์ของ พูม่า evoPower ไม่ได้  ดังนั้นผู้เล่นจำเป็นต้องใช้
ทักษะการผ่อนแรง  มาช่วยเสริมให้การจับบอลที่พุ่งเข้ามาหาตัว  ให้ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบดั่งที่ต้องการ

   
   หากยังจำกันได้  ผมค่อนข้างที่จะบ่นกับแถบยางด้านข้างตัวรองเท้า Pass Zone ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับและ
แปส่งบอล
ของรองเท้าโฉมเก่า Predator® Lethal Zones II ที่ไม่มีแถบยางหรือวัสดุบุนุ่มมาเป็นตัวช่วยเลย
แต่พอมาในเจเนอเรชั่นนี้ อาดิดาสได้ปรับปรุงโดยการเพิ่มวัสดุแถบยางชิ้นใหญ่ มาแปะให้ไว้ที่ข้างเท้าด้านใน
ของ Predator® Instinct  ซึ่งเป็นรายละเอียดลูกเล่นที่คนชอบ "จ่ายบอล" อย่างผม ต้องการอย่างแท้จริง

   จากการทดสอบรับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน  พบว่าชิ้นยางขนาดใหญ่สามารถช่วยให้กับจับบอล
ด้วยข้างเท้าด้านใน  ทำได้หนักแน่น  หน่วงและหนึบขึ้น  ช่วยหยุดบอลให้อยู่ในการควบคุมได้ดีอย่างเห็น
ได้ชัด  ในทางตรงกันข้าม..มันยังช่วยเพิ่มความหนักแน่นในจังหวะการส่งแรงเพื่อแปส่งบอลออกไปยังเพื่อน
รวมทีมได้ดีขึ้น  หน้าสัมผัสที่เปิดกว้างช่วยให้ควบคุมทิศทางการแปส่งบอลไปตรงๆ ทำได้ดีอย่าเดิมอีกเล็กน้อย

   จากประสิทธิภาพการแปและรับส่งบอลนี่แหละครับ  ที่ทำให้ผมตัดสินใจเพิ่มคะแนนในหัวข้อการทดสอบนี้
ให้กับ Predator® Instinct เป็น 10 เต็ม 10 คะแนนไปเลย  อาดิดาสได้ยกระดับให้รองเท้าเจเนอเรชั่นนี้ มีความ
สมบูรณ์แบบในด้านการคอนโทรลอย่างมิอาจปฏิเสธได้

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 10/10


    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   มาทดสอบประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ของบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน อาดิดาส
Predator® Instinct
กันต่อเลยนะครับ  จากการทดลองใช้รองเท้ารุ่นนี้เลี้ยงพาบอลไปกับเท้าด้วยความเร็ว
พบว่า พระเอกหลักคือแถบยาง Dribble Zone ซึ่งถูกออกแบบมาให้สามารถตอบโจทย์การควบคุมทิศทาง
ของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า ได้ดีขึ้นกว่าเดิม  ไม่ใช่เฉพาะแถบยางฝั่งข้างเท้าด้านนอกเท้านั้น  แต่ยังรวมถึง
แถบยางทางฝั่งข้างเท้าด้านใน  แถบยางทุกชิ้นสามารถสร้างแรงดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้หนึบและหน่วง
ชัดเจนขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่าพอสมควร  ไม่ว่าจะเป็นการแตะเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว  จากซ้ายไปขวา
หรือขวาไปซ้าย  รองเท้ารุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

   
   นอกจากแถบยางบนตัวรองเท้าแล้ว  ผมยังรู้สึกได้ว่ารอบหัวรองเท้าที่เป็นส่วนแง่งๆ นูนขึ้นมาจากชุดพื้น
ก็มีบทบาทช่วยควบคุมลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้เหมือนกัน  เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว..ไม่ใช่เฉพาะ
อัพเปอร์หรือตัวรองเท้าเท่านั้นที่จะแตะโดนกับผิวของลูกบอล  แต่มีหลายจังหวะที่ชุดพื้นหัวรองเท้าจะชิง
สัมผัสกับลูกบอลก่อน  หลายคนคงเคยเจอปัญหาจากจังหวะดังกล่าว  จนทำให้ลูกบอลกระเด้งกระดอนหลุด
ออกจากการควบคุมอย่างไม่ตั้งใจ  ซึ่ง Predator® Instinct สามารถช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวลงไปได้บ้าง
ไม่มากก็น้อย
   
   
   แต่จุดบอดที่ยังเกิดขึ้นกับ Predator® Instinct ก็คือฟีลลิ่งการแตะบอลที่ไม่นุ่มเท้า  ให้สัมผัสควบคุมน้ำหนัก
ลูกบอลในแต่ละจังหวะได้ไม่สมูทราบลื่นมากนัก  เนื่องจากวัสดุแถบยางบนตัวรองเท้ามาคั่นสัมผัสระหว่าง
หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัชและผิวของลูกบอล นั่นเอง  การเปรียบเทียบตรงนี้จะเห็นได้ง่ายมาก  ถ้าใครเคยใช้
รองเท้าสายสปีดจากอาดิดาส อย่าง adiZero F50 รุ่นปี 2014 ที่ตัวรองเท้าผลิตจากหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช
แบบเพียวๆ  ทำให้การสัมผัสแตะบอลนุ่ม บางและเชื่องเท้า ควบคุมน้ำหนักบอลที่แตะเลี้ยงไปได้ง่ายกว่า

   อย่างไรก็ตาม  ปัญหาตรงนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนที่เคยชินการใช้งานรองเท้าฟุตบอลประเภทหนังสังเคราะห์
และมีวัสดุแถบยางบนตัวรองเท้าแบบนี้  โดยเฉพาะ Predator® Lethal Zones I และ Predator® Lethal
Zones II
มาก่อนอย่างแน่นอน  หรือถ้าใครเคยชินกับการใช้รองเท้าประเภทหนังแท้นุ่มๆ ก็พอที่จะอาศัยเวลา
ทำความคุ้นเคยและปรับตัวได้ไม่ยากนัก

   โดยภาพรวมแล้ว  ผมสามารถสรุปได้ว่าอาดิดาสทำให้รองเท้ารุ่นใหม่อย่าง Predator® Instinct มีเขี้ยวเล็บ
ในการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าได้ดีขึ้นกว่าเดิม  แถบยางทุกจุดบนตัวรองเท้าสามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุม
ลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ  ส่วนความนุ่มการสัมผัสบอลที่ไม่บาง ไม่ติดเท้าและไม่เชื่องเท้า
มากนัก  ถือเป็นเรื่องปกติของรองเท้าฟุตบอลประเภทนี้นะ  ซึ่งมันอาศัยระยะเวลาทำความคุ้นเคยในการแก้ปัญหา
ดังกล่าวได้

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 9/10


   ประสิทธิภาพในการยิงประตู

   
   ประสิทธิภาพในการยิงประตูถือเป็นประสิทธิภาพอีกหนึ่งด้าน ที่ผมรู้สึกได้ว่า Predator® Instinct
ทำได้ดีกว่า อาดิดาส Predator® Lethal Zones II และ พูม่า evoPower  โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนัก
รองเท้าที่เพิ่มสูงขึ้นราวๆ 50 กรัม  มันทำให้ลูกฟุตบอลที่ถูกเตะออกไปมีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  
ไม่ว่าจะเป็นการยิงด้วยข้างเท้าด้านใน หรือการยิงด้วยแนวสันเท้า และหลังเท้า  ไม่ว่าจะยิงแบบไหน
ก็สามารถเห็นผลได้ในทันที

   นอกจากเรื่องน้ำหนักของลูกยิงที่เพิ่มขึ้นแล้ว  ยังพบว่า "Drive Zone" ของ Predator® Instinct ช่วย
ทำให้ลูกยิง "พุ่งและส่าย" หรือที่เรียกว่า "Knuckle Ball" ได้ง่ายขึ้น  ต้องบอกก่อนนะครับว่า..โดยปกติแล้ว
ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยถนัดการยิงด้วยหลังเท้าหรือแนวสันเท้าสักเท่าไหร่  จะถนัดการยิงข้างเท้าด้านในมากกว่า
แต่การทดสอบหัวข้อนี้  ผมลองยิงเต็มเหนี่ยวด้วย "Drive Zone" และได้เห็นพฤติกรรมของลูกยิงที่พุ่งออกไป
ว่ามันมีลักษณะพุ่งทะยานแบบ Knuckle Ball ได้ง่ายขึ้นกว่าตอนใช้งาน Predator® Lethal Zones II และ
evoPower อีกด้วย

   อย่างไรก็ตาม..วัสดุแถบยางบนตัวรองเท้ารุ่นนี้ มันหนาขึ้น  จนทำให้ฟีลลิ่งการสัมผัสบอลแบบ "บางๆ"
ลดลงไป แต่ข้อดีที่ได้รับกลับมาคือ  มันสามารถช่วยลดแรงปะทะที่สะท้อนกลับมาได้มากขึ้น  ช่วยรักษา
สุขภาพเท้า  ทำให้ผมสามารถหวดเต็มแรง ซ้ำๆ ได้หลายๆ ครั้งกว่าตอนที่ใช้ Predator® Lethal Zones II
และ evoPower เสียอีก  สิ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เวลาหวดเต็มแรง  เราสามารถหวดได้แบบไม่ต้องยั้ง
หวดได้มันส์เท้ามากขึ้นไปอีก

   
   นอกเหนือจากกำลังการยิงที่แรงขึ้น พุ่งขึ้น  ซึ่งเป็นผลดีต่อการยิงในทิศทางตรงๆ แล้ว  ยังพบว่าแถบยาง
ของรองเท้า Predator® Instinct  ยังช่วยทำให้การปั่นไซร์โค้งเกิดได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องผ่อนแรงการยิง
กล่าวคือ ผมสามารถยิงด้วยความแรงเท่าเดิมและปั่นไซร้โค้งลูกฟุตบอลที่ยิงออกไปได้ในคราวเดียวกัน 
ไม่เหมือนกับ Predator® Lethal Zones II รุ่นเก่า ที่หากอยากจะปั่นไซร้ให้โค้งมากๆ  คุณจำเป็นต้องลดแรง
ของการยิงลง  เพื่อให้แถบยางมีระยะเวลาสัมผัสและสร้างแรงเฉือนให้กับผิวของลูกบอลได้มากขึ้น

   สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะลักษณะของแถบยางสัมผัสบอล ของ Predator® Instinct ไม่ว่าจะเป็น "Sweet
Spot Zone" หรือ "Drive Zone" ทั้งคู่ต่างมีลักษณะหน้าสัมผัสเป็น พื้นผิว 3 มิติมากขึ้น  พื้นที่ผิวหน้าสัมผัสบอล
จึงมากขึ้น  แถมยังรู้สึกได้ว่าเนื้อยางของรองเท้ารุ่นนี้  มีความนิ่ม และเหนียวขึ้นกว่าเนื้อยางของรุ่นเก่าอีกเล็กน้อย
นั่นเอง  ยิ่งช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพการ "คอนโทรล" ให้กับรองเท้ารุ่นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
   
   หากยังจำกันได้  ในบทความรีวิว Predator® Lethal Zones II ผมยังกั๊กไว้อีก 1 คะแนน (ให้ 9/10 คะแนน)
โดยให้เหตุผลว่ามันยังให้ฟีลลิ่งการยิงที่ไม่สมบูรณ์แบบ  และผมก็วิจารณ์ไปว่า "อาดิดาสน่าจะทำได้ดีกว่านั้น"
และแล้วในที่สุด..ฟีลลิ่งการยิงแบบ "มันส์เท้า" ที่ผมถวิลหาจากรุ่นเก่า  มันมาปรากฏอยู่ที่ Predator® Instinct 
แล้ว !! ที่สำคัญคือ มันตอบโจทย์ความต้องการของคนที่อยากได้น้ำหนักการยิงประตู  ได้ดีกว่าคู่แข่งรุ่นใดๆ
ในตลาด..ตอนนี้

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 10/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   ประสิทธิภาพเชิงรับอย่างการป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ ของ Predator® Instinct นั้นถูกอัพเกรดให้ดีขึ้น
โดยได้อานิสงค์มาจากการออกแบบแถบยางสัมผัสบอล  ให้มีความหนาและมีมิติมากกว่ารุ่นเก่า  ทำให้มันช่วย
ผ่อนแรงปะทะจากการเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่บนตัวรองเท้า  จึงมีโอกาสลดอาการบาดเจ็บได้ดีขึ้นมาอีกหน่อย
แต่ก็ยังมีช่องโหว่ของ First Touch Zone ที่อาจทำให้แรงปะทะสามารถถ่ายทอดไปสู่เท้าของผู้สวมใส่ได้

   การป้องกันด้านหลัง หุ้มส้นและแนวเอ็นร้อยหวาย  จากเกราะป้องกันกระแทกแบบภายใน  ที่ยังคงมีความแข็ง
ตามมาตรฐานที่อาดิดาสใช้มาโดยตลอด  เกราะชุดนี้ถือว่าให้การป้องกันและลดแรงกระแทกได้ในระดับที่น่าพอใจ
เพราะชิ้นพลาสติกด้านในมีความแข็ง และยังครอบคลุมส้นเท้ารอบด้าน  แถมหุ้มส้นด้านในยังมีวัสดุบุนุ่มบุเอาไว้
อย่างเต็มพื้นที่ มากขึ้นกว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย  แต่ก็พอที่จะเป็นปัจจัยให้ผมเพิ่มคะแนนด้านการป้องกันให้กับ
Predator® Instinct คู่นี้ เพิ่มมาอีก 1 คะแนน

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 8/10

   Conclusion  

   
   ตัวเลขคะแนนจากหัวข้อการทดสอบต่างๆ คงจะบอกได้ถึงความยอดเยี่ยมของ Predator® Instinct อย่าง
ชัดเจน  จะเห็นได้ว่าเจเนอเรชั่นที่ 14 ของรองเท้าตระกูลนักล่า ที่กำลังจะมีอายุครบ 20 ปี  ถูกพัฒนาศักยภาพ
ขึ้นมาจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  เติมเต็มความสมบูรณ์แบบของการเป็นรองเท้าประเภท "คอนโทรล"  จนกวาด
คะแนนการทดสอบ  พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นที่ได้รับคะแนนรวมสูงที่สุด ของการรีวิวจาก
SiamBoots อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

   ในหัวข้อสุดท้ายนี้  จะเป็นการสรุปบทความรีวิวทดสอบการใช้งาน Predator® Instinct  สรุปรวบยอดถึง
ตัวตนของรองเท้ารุ่นนี้  รวมถึงการเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นเก่าอย่าง Predator® Lethal Zones II และ
คู่แข่งในตลาดอย่าง evoPower  เพื่อให้คุณผู้อ่านที่ติดตามอ่านกันมาจนจะจบ  ได้เห็นภาพรวมและความ
คิดเห็นของพบได้ง่ายสรุป  เพื่อเอาไปเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่า จะ "ซื้อ" หรือ "ไม่ซื้อ" รองเท้าฟุตบอล
อาดิดาส Predator® Instinct คู่นี้

   อาดิดาส Predator® Instinct

   
   ผมยืนยันได้อย่างเต็มปากเต็มคำ  ว่าอาดิดาสทำให้ Predator® Instinct แตกต่างจาก Predator® Lethal
Zones II
แบบคนละเรื่อง  ทั้งที่รายละเอียด ลูกเล่นและจุดขายของรองเท้าทั้ง 2 รุ่น มีความคลายคลึงกัน 
สาเหตุที่อาดิดาสทำเช่นนี้ได้  ก็เพราะเอาขอตำหนิติเตียน หรือเสียงบ่นของผู้ใช้งานจริงๆ มาเป็นส่วนหนึ่ง
ของการพัฒนารองเท้า  เรื่องที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ ก็คือ ความสบายในการสวมใส่ ที่ Predator® Instinct
มีมากขึ้น จนพี่ปอนด์ poko7 หนึ่งในสต๊าฟ SiamBoots ซึ่งปกติใส่รองเท้าไซด์ 27.5 cm เหมือนกันกับผม
แต่กลับไม่สามารถใส่ Predator® Lethal Zones II และบ่นกับผมบ่อยๆ ว่า "โครตบีบหว่ะ ใส่ไม่ได้"  แต่พอ
มาเป็น Predator® Instinct แล้ว  ทุกวันนี้..ยึดรองเท้าไปใช้งานคนเดียวเลย !! ฮ่าฮ่าๆ

   ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบมากๆ และคิดว่าอาดิดาสทำถูกต้องที่สุด  ก็คือการเพิ่มน้ำหนัก
รองเท้าให้หนักขึ้นกว่าเก่า  แม้จะไม่ได้กลับมามีน้ำหนักระดับ 300 กรัม เหมือน Predator® ยุคเก่าๆ  แต่ก็เพียงพอ
ที่ช่วยทำให้ฟีลลิ่งการยิงประตู การเปิดบอล มีน้ำหนักและมีความหนักหน่วง  ซึ่งเป็นเรื่องที่สาวกรองเท้าตระกูลนี้
ต้องการ

  และประเด็นสุดท้ายที่ Predator® Instinct ทำออกได้ดีกว่าเดิม  ก็คือรายละเอียดและประสิทธิภาพของแถบยาง
สัมผัสบอล หรือแถบยาง Leathal Zones  เนื่องจากหน้าสัมผัสมีมิติมากขึ้น  แถบยางโซนต่างๆ สามารถเติมเต็ม
ทุกรูปแบบการใช้งาน  และเนื้อยางนิ่ม ดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้เป็นอย่างดี  ประเด็นนี้ช่วยทำให้รองเท้า
เจเนอเรชั่นนี้ มีความสมบูรณ์แบบในเรื่องของการ "คอนโทรล" ได้อย่างไร้ที่ติ

   นอกจากประเด็นหลักๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว  ผมจะขออนุญาตสรุปสิ่งที่ผมชื่นชอบ/ประทับใจ หรือสิ่งที่รู้สึก
เฉยๆ และสิ่งที่ไม่ชอบ/ไม่ประทับใจ จากการใช้งานรองเท้าคู่นี้ เอาไว้เป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการสรุปถึงตัวตน
ของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Instinct ราชานักล่าเจเนอเรชั่นที่ 14 ดังนี้;

   สิ่งที่ชื่นชอบ/ประทับใจ
   - รองเท้าใส่สบายขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเก่าอย่างชัดเจน หัวรองเท้ากว้างขึ้นและไม่บีบจนปวด
   - น้ำหนักรองเท้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ลูกบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้า มีน้ำหนักมากขึ้น  โดยเฉพาะการยิงด้วย
Drive Zone สามารถเห็นอาการพุ่งและฮุบของลูกยิงได้อย่างชัดเจน
   - แถบยางสามารถปั่นไซร้โค้งให้กับลูกบอลได้ โดยไม่ต้องผ่อนแรงการเตะลง
   - แถบยาง Pass Zone กลับมามีอีกครั้ง ถูกใจคนชอบการรับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน
   - รูปแบบของแถบยางแบบใหม่ ช่วยสร้างประสิทธิภาพการสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น
   - รูปแบบการวางปุ่มที่ทั่วถึง  ช่วยทำให้การลงน้ำหนักตัวทำได้เต็มฝ่าเท้ากว่าเดิม  ในขณะที่ปุ่มสามเหลี่ยม
สามารถจิกลงพื้นสนามและช่วยให้การเคลื่อนที่ ทำได้อย่างแม่นยำ
   - ลักษณะชุดพื้นรอบหัวรองเท้า ที่มีแง่งนูนขึ้นมา ช่วยเติมเต็มการควบคุมลูกบอลให้รอบตัวมากขึ้น

   สิ่งที่เฉยๆ ไม่โดดเด่น
   - ส่วนของ First Touch Zone ที่ถูกตัดแถบยางออกไป แม้จะให้สัมผัสบอลที่บาง รู้สึกเท้าด้านใน  แต่ก็ต้อง
พึ่งทักษะการดูดบอลลงของผู้เล่น  เพื่อให้ได้การดูดบอลลงที่นุ่มนวล
   - การสปรินซ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว  พื้นรองเท้าไม่ช่วยมากนัก  ยังต้องอาศัยความเร็วต้นของผู้เล่นเป็นหลัก
   - การป้องกันอาการบาดเจ็บจากการถูกปะทะบริเวณตัวรองเท้า  ทำได้ดีตามมาตรฐาน
   - ระบบรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนาม ยังทำได้ตามมาตรฐานทั่วไป

   สิ่งที่ไม่ชอบ/ไม่ประทับใจ
   - หน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นที่เป็นผ้าไนล่อนแบบลื่นๆ  ทำให้เกิดอาการฝ่าเท้าลื่นไป-มา อยู่ด้านใน

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล 10/10

   แล้วถ้าเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นทีเกี่ยวข้องล่ะ !?

   
   Predator® Lethal Zones II เป็นรองเท้าที่ให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่ไม่สบายเท้าสักเท่าไหร่  แต่ผู้เล่นจะได้
ประสิทธิภาพการสปรินซ์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเป็นอาวุธเด็ด  เพราะตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบากว่า  และยังได้
ชุดพื้นแบบ Sprintframe แถมยังใส่อุปกรณ์จับความเร็วอัฉริยะ miCoach SPEED_CELL™ (ซึ่งทุกวันนี้..ถูก
ลืมไปแล้ว) ได้เป็นอ็อฟชั่นเสริม  นอกจากนี้ Predator® Lethal Zones II ยังมีส่วนเกราะหุ้มส้นและแนวเอ็น
ร้อยหวายที่ปกปิดได้มิดชิดกว่า Predator® Instinct  นิดหน่อย  แต่วัสดุบุนุ่มด้านในหุ้มส้น ที่มีส่วนช่วยลด
แรงกระแทก  น้อยกว่า

   ส่วนประสิทธิภาพของวัสดุแถบยาง ซึ่งจุดขายของรองเท้าตระกูลนี้  ยังต้องยอมรับว่า Lethal Zones ของ
Predator® Lethal Zones II นั้นสู้ของ Predator® Instinct ไม่ได้เลย  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสัมผัส
ดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอล  ความนุ่มของเนื้อยาง  และโซนบางโซนที่แสดงประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่นัก
เช่น Pass Zone และ Dribble Zone  แต่พอมาในเจเนอเรชั่นใหม่นี้ ทุกโซนใช้งานได้จริงและทำได้ดีมากๆ

   
   พูม่า evoPower ถือเป็นคู่แข่งในตลาดปัจจุบัน ที่กำลังได้รับความนิยมและถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมาก  เจ้าเสือ
พันธุ์ดุมีความโดดเด่นเรื่องความสบายในการสวมใส่  โดยเฉพาะกับคนหน้าเท้าบานๆ ตามแบบฉบับของคนไทย
อย่างเราๆ ท่านๆ  เพราะหน้าเท้ามีลักษณะกว้างกว่า Predator® Instinct อย่างชัดเจน  และยังรวมถึงลักษณะ
หุ้มส้นทรงต่ำ  และยืดหยุ่น  จุงตอบโจทย์ผู้เล่นที่ชอบใส่รองเท้าแบบไม่อึดอัดส้นเท้ามากนัก

   ฟีลลิ่งการเล่นกับลูกบอล  ต้องบอกว่าหน้าสัมผัสและตัวรองเท้าของพูม่า evoPower จะให้ฟีลลิ่งการสัมผัส
ลูกบอลที่นุ่มเท้ามากกว่า  หนังสังเคราะห์นุ่ม บางและมีความยืดหยุ่น  รวมถึงวัสดุแถบสัมผัสบอล ยังเป็นวัสดุ
จำพวกโฟม ที่พูม่าเรียกว่า Accu-Foam แทรกอยู่ด้านในตัวรองเท้า  จึงไม่แปลกที่จะใช้สัมผัสบอลที่นุ่มเท้ากว่า
การใช้วัสดุจำพวกยาง  ด้วยปัจจัยดังกล่าว  ทำให้ evoPower ตอบโจทย์สำหรับผู้เล่นที่ชอบการยิงแบบเต็มสัมผัส
อารมณ์แบบหวดกระแทกเต็มแรง  และไม่แคร์การปั่นไซร้หรือการควบคุมบอลแบบสุดติ่ง  แต่ถ้าถึงเวลาที่ต้องการ
ใช้งาน  ก็มีให้เรียกใช้งานในระดับที่น่าพอใจ

   อีกหนึ่งเรื่องที่ evoPower แตกต่างจาก Predator® Instinct เป็นอย่างมาก  คือเรื่องของน้ำหนักตัวที่เบามาก
ซึ่งจะแปรผันไปยังประสิทธิภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เบาสบายกว่า  แต่กลับพบว่าปุ่มกลมของพูม่านั้น
ทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะพื้นสนาม  หรือความแม่นยำในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ที่ความเร็วสูง  
เป็นรองชุดปุ่มสามเหลี่ยมของอาดิดาส อย่างมิอาจปฏิเสธได้

   และสรรพคุณสำคัญของการเป็นรองเท้าด้านจู่โจมที่ evoPower ขาดหายไป  ก็คือน้ำหนักลูกบอลที่ถูกเตะ
ออกไปจากเท้านั้นไม่ค่อยหนักหน่วงรุนแรง  ผู้เล่นจำเป็นต้องใช้กำลังขาของตัวเองเป็นหลัก และต้องเตะ
เข้าจุดจริงๆ ถึงจะได้เห็นลูกยิงที่พุ่งทะยานราวกับกระสุนปืน

   

   ความคุ้มค่าราคา

   บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงตั้งราคาขาย Predator® Instinct เอาไว้ที่ 7,890 บาท เท่าเดิม
แม้จะไม่มีของแถมอะไรมาให้ (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของอาดิดาสไปแล้ว) แต่ตัวรองเท้าก็เต็มเปี่ยมไปด้วยลูกเล่น
และเทคโนโลยี ที่ใช้งานได้จริงทั้งหมด  ในขณะที่โฉมหน้าคร่าตาของวัสดุที่อาดิดาสเอามาใช้ประกอบเป็น
รองเท้าโครตเทพคู่นี้  ก็ดูดีเป็นอย่างมาก  แถมหน้าตาของวัสดุต่างๆ ยังสร้างระยะห่างจากรองเท้าระดับรองท็อป
ได้เป็นอย่างดี  โดยภาพรวมแล้วถือว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความคุ้มค่าราคา ตามมาตรฐานที่น่าประทับใจ

   ประเด็นสำคัญที่ผมเคยลงความเห็นเอาไว้ ตอนรีวิวรองเท้ารุ่น Predator® Lethal Zones II  คือเรื่องความ
แข็งแรงทนทาน  โดยเฉพาะปุ่มรองเท้า  ที่ตอนนั้นยังไม่สามารถพูดเต็มปาก  แต่สำหรับชุดพื้นและปุ่มของ
Predator® Instinct นั้น  เราสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าอาดิดาส ได้ทำการพัฒนาเรื่องของการออกแบบ  จน
น่าจะมีผลให้ชุดปุ่มของรองเท้าโฉมใหม่รุ่นนี้  มีความแข็งแรงทนทานขึ้นกว่าเดิม (ซึ่งจริงๆ แล้ว อาดิดาสเริ่ม
พัฒนาความแข็งแรงของชุดปุ่มมาตั้งแต่ Predator® Lethal Zones II สีหลังๆ แล้ว)  เป็นไปในทิศทางเดียว
กับข่าวคราวด้านลบของอายุการใช้งานรองเท้า ที่ทุกวันนี้แทบไม่มีออกมาให้เห็นแล้ว

   จากวัสดุที่ดูดีขึ้น ลูกเล่นมีมากขึ้น และยังมีหน้าตาทิ้งระยะห่างจากรองเท้ารุ่นรองท็อป  รวมกับรายละเอียด
การทำปุ่มที่น่าจะช่วยให้อายุการใช้งานรองเท้ารุ่นนี้ยาวขึ้นอีก  ผมจึงมองว่า  อาดิดาสไม่ได้แค่พัฒนาให้
Predator® Instinct มีความสมบูรณ์แบบทางด้านการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลเท่านั้น  แต่ยัง
พัฒนาความคุ้มค่าราคาให้กับรองเท้าราชานักล่า คู่นี้ด้วย

   - ความคุ้มค่าราคา 9/10

   ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกข้อความวิพากษ์วิจารณ์ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator®
Instinct
นี้  ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเป็นความจริงที่ผมสามารถสัมผัสและรู้สึกได้จากการใช้งาน  แล้วเอามาเขียนให้
คะแนนเป็นเชิงเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นที่ผมได้เคยทดสอบมา  เพื่อหวังให้เป็นข้อมูลสำหรับคุณผู้อ่าน
เอาไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจ ว่ารองเท้ารุ่นนี้มีประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้หรือไม่  เพื่อให้
คุณผู้อ่านได้เจอรองเท้าฟุตบอลที่ตรงตามความต้องการ เหมาะกับรูปแบบการเล่นของท่าน มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่าลืมนะครับว่า..รองเท้าฟุตบอลราคาหลายพัน และสมัยนี้ก็มีการแข่งขันกันสูงเสียเหลือเกิน  ดังนั้น..หาข้อมูลให้
ดีก่อน  ดีกว่าที่ซื้อมาใช้แล้วมันไม่ใช่..สุดท้ายจะมานั่งเสียดายเงินกันซะป่าวๆ

   และหากรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator® Instinct ถูกใจใช่เลย  วันนี้ท่านสามารถไปสัมผัส ทดลองใส่
และเป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้ได้แล้วที่ ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานส์ คอนเซ็พท์ สโตร์  และที่ร้าน
ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกสาขา ทั่วประเทศ ในราคา 7,890 บาท  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถ
เข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ adidas.com/football หรือ ผ่านทางเฟซบุ๊ค facebook.com/ adidasthailand 

   และสุดท้ายนี้..ขอให้ทุกท่านเล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสุขใจ มีรองเท้าฟุตบอลดีๆ ที่สามารถตอบโจทย์ได้ตรง
ตามความต้องการของท่าน เป็นคู่หูคู่ใจกันไปยาวๆ นะครับ

... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล        
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง          
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่            
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล          
ความคุ้มค่าราคา            


   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 15 มิถุนายน 2014 เวลา 0.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   




ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Instinct (Battle Pack)

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com