"Testing!" อาดิดาส Predator LZ II : รองเท้าสายคอนโทรลที่สมบูรณ์แบบ
มากขึ้นกว่าเดิม (อีกนิด)









ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator Lethal Zones II





   
   Predator® Lethal Zones II เจเนอเรชั่นล่าสุดของรองเท้าฟุตบอลสายคอนโทรลจากอาดิดาส ที่ถูกเปิดตัว
ทำตลาดในปี 2013  แม้จะไม่ได้ถูกเปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการอะไรนัก  แต่ด้วยชื่อชั้นของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้
ก็เพียงพอที่จะทำให้ได้รับความสนใจจากบรรดานักฟุตบอลทุกระดับ  ที่มีคำถามคล้ายๆ กันว่า รองเท้ารุ่นนี้
แตกต่างจากรุ่นเก่า(เจเนอเรชั่นที่แล้ว)อย่างไร !?  วันนี้ SiamBoots จะมาไขคำตอบด้วยบททดสอบตามแบบ
ฉบับของเรา  มาวิเคราะห์กันถึงข้อดีข้อด้อยและการเปลี่ยนแปลงของ Predator® Lethal Zones II แบบตรงไป
ตรงมา เช่นเดิม

   นานพอสมควรแล้วที่ผมได้รับอาดิดาส Predator® Lethal Zones II สีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีเปิดตัวคู่นี้มาไว้ใน
ครอบครอง  จนกระทั่งทำบทความ "Hand On!" ให้ทุกท่านได้อ่านเสร็จสิ้นเรียบร้อยไปนานแล้ว  แต่ด้วยเหตุผล
สำคัญหลายๆ อย่าง  ที่ทำให้บทความ "Boots Testing!" ที่จะมาทดสอบการใช้งานจริงของรองเท้ารุ่นนี้  ต้องถูก
เลื่อนออกมานานขนาดนี้  จนกระทั่งสีใหม่ๆ ออกมาทำตลาดกันเกลื่อนกลาดไปหมดแล้ว  ครั้นจะมอบรองเท้าให้
ทีมงานของเว็บ ที่สวมใส่ไซด์เดียวกัน ไปใส่ทดสอบ ถ่ายภาพ และมาเขียนบทความแทนผม  ก็เกรงว่ามาตรฐาน
การวิเคราะห์วิจารณ์อาจจะแตกต่างกัน  ยิ่งต้องมาวิจารณ์กันตรงๆ เปรียบเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ทั้งค่ายเดียวกัน
หรือข้ามค่าย  ก็อาจจะเกิดความแตกต่างกัน  ดังนั้นจึงขอรีวิวทดสอบการใช้งานด้วยตัวเองดีกว่า  จะได้เป็นมาตรฐาน
ระดับเดียวกันกับบทความที่ผ่านมา

   
   สำหรับ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II นั้นถือว่าได้ก้าวข้ามจากรองเท้าฟุตบอลประเภทพละกำลัง
มาเป็นประเภทคอนโทรลอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เจเนอเรชั่นที่แล้ว  อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าเจเนอเรชั่นใหม่ที่เห็นอยู่นี้
องค์ประกอบและลูกเล่นโดยภาพรวม  มันดูเหมือนว่าอาดิดาสได้พยายามเอาลูกเล่นเก่าที่มีอยู่ มาปรับปรุงใหม่
แต่งหน้าทาปากใหม่  ก่อนที่จะเริ่มวางขายแบบเงียบๆ ไม่ได้มีงานเปิดตัวยิ่งใหญ่อลังการ  ไม่มีแม้กระทั่งข่าว
PR อย่างเป็นทางการจากอาดิดาส  ไม่เห็นแม้กระทั่งกราฟฟิกภาพโปรโมทของพรีเซนเตอร์หลัก !! ทุกสิ่งทุกอย่าง
ช่างแตกต่างกับรองเท้าสายพันธุ์ใหม่ป้ายแดงอย่าง Nitrocharge ราวฟ้ากับดิน  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้  คงเดาได้ไม่ยาก
นั่นก็คืออาดิดาสต้องการเน้นโปรโมทรองเท้าซีรี่ย์ใหม่ของตัวเองมากกว่า  ในเมื่อตัวรองเท้ามีกำหนดวางตลาด
เฉียบกัน จนแทบจะเป็นวันเดียวกันซะขนาดนั้น  อาดิดาสจึงใจแข็งเน้นโปรโมท Nitrocharge อย่างเดียวเลย

   งานนี้แม้ว่า Predator® Lethal Zones II อาจจะมีน้อยใจ ทั้งๆ ที่เป็นรองเท้าฟุตบอลระดับตำนานที่ทำเงิน
ให้กับอาดิดาสเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด  แต่ก็ดูเหมือนว่าอาดิดาสจะตัดสินใจถูกที่ทำเช่นนี้  ด้วยชื่อชั้นของ
รองเท้าสายพันธุ์นักล่าที่วันนี้เปลี่ยนตัวมาเป็นคอนโทรล มันก็มากเพียงพอที่จะเรียกให้บรรดานักเตะทั้งหลาย
ให้ความสนใจ  โดยไม่ต้องทำการโปรโมทอะไรมากมายนัก  

   โดยส่วนตัวแล้วผมเองมีโอกาสได้คุยกับ คุณจ็อบ  วรวรรธน์ เตชะมนตรีกุล ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของ
บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ที่สนับสนุน รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Lethal Zones II มา
ให้ผมได้รีวิวทดสอบการใช้งาน  เกี่ยวกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ไม่มากนัก  เลยไม่มีอะไรมาเมาส์ให้คุยผู้อ่านทุกท่าน
ได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม  เอาเป็นว่าหน้าที่ของผมต่อจากนี้คือ  จะไปสวมใส่รองเท้า 5 โซนอันตรายคู่นี้
ลงสนามทดสอบการใช้งาน  พร้อมทั้งวิเคราะห์วิจารย์ถึงข้อดีข้อด้อย  แบบตรงไปตรงมา ดีก็ว่าดี  ไม่ดีก็ว่าไม่ดี
ติเพื่อให้ทางผู้ผลิตเอาไปปรับปรุงแก้ไข  ซึ่งเป็นสิ่งสิ่งที่อาดิดาสเปิดโอกาสให้ผมทำมาโดยตลอด  ไม่มีการ
โทรมาขอให้เอาข้อความนู้นออก  ให้แต่งข้อความนี้ใหม่หรือให้เชียร์จุดแข็งตรงนี้  แม้แต่ครั้งเดียว  เพียงเพื่อ
ต้องการให้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อรองเท้าฟุตบอลของคุณผู้อ่าน  ว่ารองเท้ารุ่นนี้ตรงตามความ
ต้องการของท่านหรือไม่  แล้วเราจะได้มาเล่นฟุตบอลให้สนุกด้วยรองเท้าฟุตบอลที่เหมาะสมกับตัวเอง ไปด้วยกัน...

   Details

   
   Photo source : http://www.soccerbible.com
   
   ถ้าจะให้พูดถึงรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Predator® ของอาดิดาสนั้น  คงไม่มีนักฟุตบอลคนไหนในโลกนี้ที่จะไม่รู้จัก
เพราะนี่คือรองเท้าฟุตบอลตระกูลที่มีอายุยาวนานมากที่สุดในประวัติศาตร์ของวงการรองเท้าฟุตบอล  มีการ
เปลี่ยนแปลงอัพเดตและออกเจเนอเรชั่นต่อเนื่องมากที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน  แถมยังเป็นรองเท้าฟุตบอล
ที่มีสาวกแฟนคลับมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

   จุดเริ่มต้นของ Predator® ถ้าจะให้ขุดข้อมูลมาพูดทั้งหมด นั้นดูเหมือนว่าคงจะมีความยาวของตัวอักษรและ
มีประเด็นให้พูดถึงกันมากกว่าเนื้อหาของการทดสอบรองเท้าในบทความนี้เป็นแน่แท้  ดังนั้นจะขอพูดคร่าวๆ
ก็แล้วกันนะครับ

   
   แนวคิดการพัฒนารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  คือการเอาวัสดุอะไรสักอย่างที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการ
ควบคุมลูกฟุตบอลให้กับตัวรองเท้า  โดยคนที่เป็นเจ้าพ่อที่คิดค้นรองเท้าซีรี่ย์นี้ขึ้นมาก็คือ "Craig Johnston"
ที่ ณ เวลานั้น ค้าแข้งอยู่กับทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล  เขาได้คิดเอาวัสดุประเภท "แถบยาง" ที่มีผิวพื้นไม่เรียบ
มีมิติสูงต่ำสลับฟันปลามาติดเอาไว้บนหลังเท้าเต็มไปหมด  ถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่มากของวงการรองเท้าฟุตบอล
ในยุดปี 1993-1994  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เป็นที่รู้จักของบรรดานักฟุตบอลทั่วโลกในระยะเวลาอันสั้น
จนถูกสวมใส่ลงสนามโดยนักฟุตบอลจำนวนมากจนเป็นเรื่องปกติไปเลย

   จากแนวคิดดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้ว อาดิดาส Predator® ถูกออกแบบมาในฐานะรองเท้าฟุตบอล
ประเภท "คอนโทรล" มาตั้งแต่แรก  เพียงแต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครนิยามประเภทของรองเท้าฟุตบอลเอาไว้
อย่างชัดเจนแต่อย่างใด  เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป  ถือเป็นเรื่องปกติที่รองเท้าซีรี่ย์นี้จะได้รับการพัฒนาปรับปรุง
และออกเจเนอเรชั่นใหม่มาเรื่อยๆ  ในช่วงแรกๆ นั้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยังเป็นไปในรูปแบบปรับนู่นนิด
ปรับนี่หน่อยเสียมากกว่า  แถมยังออกเฉดสีรองเท้าเฉพาะ "ดำ-ขาว-แดง" เพียงอย่างเดียว  จนทำให้เฉดสีดังกล่าว
ถูกแต่งตั้งให้เป็น "สีต้นตำรับ" ของรองเท้าซีรี่ย์นี้ไปในที่สุด

   
   ก่อนที่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา  ที่ถือเป็นยุดที่วงการรองเท้าฟุตบอลได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็น
อาดิดาส หรือแบรนด์คู่แข่งรายอื่นๆ เอง  ทำให้ Predator® ได้รับการปรับปรุงในเรื่องของแนวคิด รูปร่างหน้าตา
และการใช้เฉดสีที่แตกต่างออกไปจากเดิมเป็นอย่างมาก

   ในขณะนั้นเองที่โลกนี้ได้รู้จักกับรองเท้าฟุตบอลประเภท "ความเร็ว" จากทางฝั่งของไนกี้  ซึ่งเป็นคำที่ไนกี้
นิยามประเภทรองเท้าให้กับซีรี่ย์ Mercurial ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้รองเท้าฟุตบอลถูกแบ่งแยกออกเป็น
ประเภทต่างๆ  เพราะสิ่งที่ผู้คนใช้แบ่งประเภทรองเท้าฟุตบอลได้ง่ายที่สุด ก็คือเรื่องของ "น้ำหนักตัว"

   ด้วยสาเหตุที่อาดิดาส Predator® เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ผลิตจากหนังจิงโจ้แท้ๆ หน้านุ่ม  มีชุดพื้นที่หนาและ
ปุ่มที่มีขนาดใหญ่พอสมควร  รวมถึงการใช้วัสดุแถบยางปั่นชิ้นโต  ผสานกับดีไซน์ของรูปร่างหน้าตาที่ใหญ่โด
ให้อารมณ์ที่ดุดัน แข็งแกร่ง มีน้ำหนักตัวสูง  แถมยังใช้ชื่อว่า Predator® เช่นนี้  จึงทำให้รองเท้าฟุตบอลระดับ
ตำนานจากอาดิดาส  ถูกจัดเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "พาวเวอร์" หรือ "พละกำลัง" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   
   จุดเด่นของอาดิดาส Predator® ที่สำคัญอย่างนึง ก็คือการเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ผลิตจากหนังจิงโจ้แท้ๆ
มีความหนาและนุ่ม  แต่แล้วในที่สุดเมื่อถึงเจเนอเรชั่นที่ 10 ในชื่อซีรี่ย์ว่า Predator® X ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ครั้งสำคัญ  นั่นก็คือการที่อาดิดาสยกเลิกการใช้หนังจิงโจ้ มาแทนที่ด้วยการใช้เป็นหนังวัวกระทิง  พร้อมกับ
การให้ข้อมูลว่าหนังวัวกระทิงที่ใช้นั้น  จะให้ทั้งความนุ่มและความทนทานในระดับที่ไม่น้อยหน้าหนังจิงโจ้เลย
แม้แต่น้อย

   
   ก่อนที่ในเจเนอเรชั่นถัดมา อย่าง Predator® adiPower  ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของน้ำหนักตัวรองเท้า  
เป็นการลดน้ำหนักลงในระดับ 100 กรัม จากรองเท้าฟุตบอลที่เคยหนักถึง 330 กรัมต่อข้าง ถูกลดลงมาเหลือแค่ราวๆ
230 กรัม  จนช่วงนั้น  ได้เริ่มเกิดการเปลี่ยนนิยามประเภทของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ใหม่  แต่ก็ยังไม่สามารถสรุป
ได้ว่า Predator® adiPower จะเป็นรองเท้าฟุตบอลประภทใดกันแน่

   
   แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมตัวตนของรองเท้าฟุตบอลตระกูล Predator® ไปอย่างสิ้นเชิง  ก็คือ
การมาถึงของเจเนอเรชั่นที่ 12 อย่างเป็นทางการ  ในชื่อว่า Predator® Lethal Zones  ที่ถูกเปิดตัวราวๆ
กลางปี 2012 พอดิบพอดี

   ราชานักล่าโฉมนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ประเด็นที่สำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้น การยกเลิกการใช้
หนังสัตว์แท้ๆ  ไม่ว่าจะเป็นหนังจิงโจ้ หนังวัวกระทิง หรือหนังลูกวัว ออกไปจากสายการผลิตของรองเท้า ไม่ว่า
จะเป็นรุ่นใด ระดับไหน ราคาเท่าไหร่ก็ตาม  โดยแทนที่ด้วยการเปลี่ยนมาใช้เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์แบบใหม่
ที่อาดิดาสคิดค้นขึ้นมา ในชื่อว่า "Hybrid Touch"  มาใช้กับรองเท้าระดับท็อปคลาส

   ส่วนชื่อ Lethal Zones นั้นได้ถูกตั้งมาเพื่อให้สอดคล้องกับจุดขายสำคัญ นั่นก็คือ "แถบยางควบคุมและปั่นไซร์"
ที่ติดอยู่บนหน้าสัมผัสของรองเท้าแทบจะทุกด้าน  ภายใต้แนวคิด "โซนอันตราย" ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนสำคัญ
ได้แก่ การยิงปั่นไซร์ การยิงหลังเท้า การแปส่งบอล การจับบอลแรก และการเลี้ยงบอล

   ดังนั้น..อาดิดาส Predator® Lethal Zones จึงสามารถถูกนิยามอย่างเต็มภาคภูมิว่า เป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท
"คอนโทรล" อย่างเต็มรูปแบบ  และการมาของเจเนอเรชั่นนี้  ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของรองเท้าตระกูลนักล่า
ยุคใหม่  ที่ได้ลบภาพของการเป็นรองเท้านักล่าที่ดุดันทรงพลังน้ำหนักเยอะ  ไปจนแทบจะหมดสิ้น

   
   มาถึงพระเอกหลักของเราในวันนี้  กับรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส Predator® Lethal Zones II เจเนอเรชั่นที่ 13
อย่างเป็นทางการ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Predator®  แต่ในอีกใจนึงแล้ว เราสามารถนับว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2
ของซีรี่ย์ Predator® Lethal Zones ก็คงจะไม่ผิดนัก  เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่อาดิดาสไม่ได้ตั้งชื่อใหม่ต่อท้าย
จากคำว่า Predator® เหมือนอย่างที่เคยทำมาในอดีต เช่น Absolute, PowerSwerve, X หรือ adiPower  แต่มาใช้
รหัสตัวเลขต่อท้าย เป็น Lethal Zones II แทนนั่นเอง

   สำหรับแนวคิดที่มาที่ไปของรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่แห่งปี 2013 คู่นี้  อาดิดาสเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงและ
ปรับปรุงรูปแบบของแถบยางสัมผัสบอลบนตัวรองเท้า  จากลักษณะเส้นขีดตามยาว  เปลี่ยมาเป็นตัว "X" ที่ต่อ
กันเป็นแพ  เพื่อให้แถบยางสัมผัส ที่ศักยภาพในการควบคุมลูกบอลได้ทุกทิศทางที่มากระทำ (ดูภาพแสดง
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ส่วนด้านล่าง)

   และยังได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของพื้นที่ข้างเท้าด้านในสำหรับการแปบอล  รวมถึงพื้นที่หลังเท้าที่เป็น
ส่วนของลิ้นรองเท้าใหม่ ด้วยการเสริมโฟมบุด้านใน ให้หลังเท้ามีความนุ่ม

   หลักๆ ของการอัพเกรดแบบที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อเทียบกับโฉมที่แล้วของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II
พูดตรงๆ ก็คงจะมีเท่านี้  อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อาดิดาสไม่ได้เน้นการโปรโมทหรืองานเปิดตัวยิ่งใหญ่
อลังการให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ของตัวเองมากนัก  นอกเหนือจากเหตุผลที่มีการเปิดตัว ซีรี่ย์ Nitrocharge
ไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่สัปดาห์

   

   อาดิดาสยังคงป้อนสมาชิกทั้ง 4 รุ่นหลักๆ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ออกสู่ตลาดเช่นเดิม  ประกอบไปด้วย
รุ่น Lethal Zones II SL, Lethal Zones II, Lethal Zones II Absolion และ Lethal Zones II Absolado
ไล่ลำดับจากระดับโครตท็อป, ท็อป, รองท็อป และทั่วไป ตามลำดับ  จากราคาสูงสุด 10,900 บาท ลงมาถึง
2,990 บาท  ซึ่งแต่ละรุ่นแต่ละระดับ ก็จะมีรายละเอียดทางด้านวัสดุและเทคโนโลยี ลดหลั่นกันไปตามที่
หลายๆ ท่านทราบกันดี

   อย่างไรก็ตาม  อาดิดาสจะเน้นการทำตลาดและโปรโมท รุ่น Lethal Zones II ด้วยเหตุผลที่เป็นรองเท้า
ระดับท็อป  มีเทคโนโลยีครบถ้วน ใช้วัสดุตรงตามที่อาดิดาสโฆษณา  และเป็นรองเท้ารุ่นนี้บรรดานักเตะ
ระดับอาชีพเลือกสวมใส่ลงแข่ขันเป็นหลัก  ส่วนรองเท้าระดับโครตท็อป อย่าง Lethal Zones II SL นั้น
ผลิตออกมาเพื่อลดน้ำหนักตัวลงนิดหน่อย  เปลี่ยนแปลงวัสดุไปจากที่เน้นโปรโมท  และยังออกเฉดสีใหม่
ในสีที่แตกต่างออกไป  และไม่บ่อยนัก  ทำให้อาดิดาสไม่ได้เน้นการโปรโมทอะไรมากมาย

   ส่วนรายชื่อพรีเซนเตอร์อย่างเป็นทางการที่ยังทำหน้าที่สวมใส่รองเท้ารุ่นนี้ลงสนามแข่งขัน เรียนให้ทราบ
ตามตรงเลยว่า ณ ตอนนี้ "ใครเป็นพรีเซนเตอร์หลัก !?" ผมเองก็ยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำ  เพราะนับตั้งแต่วันที่
รองเท้าซีรี่ย์นี้ถูกวางจำหน่าย  ผมยังไม่เคยเห็นภาพโปรโมทที่อาดิดาสจับเอาพรีเซนเตอร์มาถ่ายคู่กับรองเท้า
ด้วยกราฟฟิกสวยๆ เพื่อทำการโปรโมทแม้แต่ครั้งเดียว  แต่ถ้าพอจะให้ไล่รายชื่อนักเตะดังๆ ที่สวมใส่รองเท้า
รุ่นนี้ลงสนามแข่งขัน  นั้นจะประกอบไปด้วย ซาบี้ เฮอร์นันเดส, อังเคล ดิ มาเรีย, ซาบี้ อลอนโซ่, ริคาร์โด้ กาก้า
,เมซุส โอซิล, ออสการ์, เฟอร์นันโด ตอร์เรส และ ฆวน มาต้า


   เอาล่ะครับ..ข้อมูลคร่าวๆ ความเป็นไปเป็นมา ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ อาดิดาส Predator® ผมขอลงเอาไว้
เพียงเท่านี้แล้วกัน  ทีนี้เรามาเข้าประเด็นหลักขอบทความ "Boots Testing!" อาดิดาส Predator® Lethal Zones II
ที่จะมาทดสอบการใช้งาน และวิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพของรองเท้ารุ่นนี้กัน ว่ามีดีอะไรยังไงบ้าง โดยเฉพาะ
จะเน้นไปที่การเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ กับรองเท้ารุ่นเก่า เจเนอเรชั่นที่แล้วเป็นหลัก กันเลยดีกว่า
ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่าน  เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างต่อได้เลยครับ...
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator® Lethal Zones II

   ก่อนที่จะไปทดสอบการใช้งานของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II นั้นผมขออนุญาตยกเอาบทความ
"Hand On!" เพื่อมาเปิดฝากล่องรองเท้ารุ่นนี้ มาแปะเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง  มาดูกันว่าถ้าเรายอมจ่ายค่าตัวคว้ารองเท้า
รุ่นนี้มาไว้ในครอบครอง  ใภายในกล่องจะมีอะไรให้มาบ้าง แล้วตัวรองเท้าจะมีลักษณะ จุดเด่น ตรงไหนน่าสนใจ
บ้าง  ส่วนท่านใดที่ได้อ่านบทความดังกล่าวไปแล้ว  ขอให้เลื่อนข้ามลงไปอ่านที่หัวข้อ "Feeling & Sizing" ต่อไป
ได้เลยครับ

   
   เมื่อแง้มฝากล่องกระดาษสีดำ คาดด้วยแถบสามขีดสีขาว ของอาดิดาสขึ้น  ก็จะได้ยลโฉมกับรองเท้าฟุตบอล
รุ่น Predator® Lethal Zones II ในร่างสีเขียวเข้มนอนสงบนิ่งอยู่  จริงๆ แล้วรอบตัว จะห่อด้วยกระดาษสา
สีขาวเอาไว้  ในกล่องจะมีกระดาษมาให้ 1 แผ่น  ซึ่งระบุถึงข้อมูลการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้  ด้านในรองเท้า
มีดันทรงกระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลสอดเอาไว้ที่ตัวรองเท้า

   นอกเหนือจากนั้นไม่มีอะไรแถมมาให้เป็นพิเศษ  ไม่ว่าจะเป็นชุดแผ่นรองพื้นอีกสัก 1 ชุด  หรือจะเป็นเชือก
รองเท้าอีกสักคู่ ก็ยังคงไร้วี่แวว  ส่วนของที่หลายต่อหลายคนอยากได้ที่สุด  อย่างถุงรองเท้าดีไซน์เข้าธีมกับ
รองเท้า  อาดิดาสก็ยังคงใจแข็งไม่แถมมาให้เหมือนเดิม

   
   ช่างยากเหลือเกินที่จะอดใจไม่ให้เอื้อมมือไปสัมผัส Predator® Lethal Zones II ที่วางอยู่ตรงหน้า  ลักษณะ
รูปทรงโดยภาพรวมของตัวรองเท้า  หลังจากที่ได้ลองสัมผัสด้วยการหยิบขึ้นมาวางไว้บนพื้น  พบว่ารองเท้า
รุ่นใหม่คู่นี้  ยังมีรูปทรงใกล้เคียงกับ Predator® Lethal Zones ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้  ลักษณะของ
ตัวรองเท้าไม่กว้างมากนัก  เกือบจะออกแนวเรียวยาวสักหน่อย  ส่วนหัวของรองเท้าดูลู่กดลงมา  หัวรองเท้า
ค่อนข้างจะเรียวและแคบ

   สำหรับน้ำหนักตัวของรองเท้ารุ่นนี้  เมื่อเอาขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนัก ปรากฏออกมาอยู่ที่ 233 กรัม/ข้าง โดยใช้
รองเท้าขนาดไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm เช่นเดียวกับรองเท้าฟุตบอลอาดิดาสทุกรุ่น
ที่ SiamBoots ได้รับมารีวิว  ซึ่งถือเป็นน้ำหนักที่เบาลงกว่าเดิมเกือบ 10 กรัมเลยทีเดียว

   ส่วนน้ำหนักตัวของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อป  ในซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาสเป็นดังนี้

   - Nitrocharge 1.0 228 กรัม
   - Predator® Lethal Zones 240 กรัม
   - adiPure 11Pro 232 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ 163 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ 202 กรัม

   
   ก่อนที่จะไปไฮไลท์ลงที่ส่วนต่างๆ ของตัวรองเท้า  เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัสดุโดยรวมของรองเท้ารุ่นนี้
กันก่อนดีกว่า  สำหรับอาดิดาส Predator® Lethal Zones II ยังคงมาด้วยรูปแบบเดิม  โดยตัวรองเท้าผลิตจาก
วัสดุหนังสังเคราะห์ที่อาดิดาสคิดค้นขึ้นมา  ในชื่อว่า หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช (Hybridtouch) ตามแนวคิด
ของการรวมข้อดีระหว่างหนังสังเคราะห์  ที่ดูแลรักษาง่าย  กระชับเข้ารูปเท้า  น้ำหนักเบา  ไม่อมน้ำ  และยัง
พัฒนาให้ผิวสัมผัสสามารถดึงดูดกับลูกบอลได้เป็นอย่างดี  จับเอามารวมกับคุณสมบัติของหนังแท้  ที่ให้ความนุ่ม
ทนทานและใส่สบาย  ซึ่งถือเป็นหนังสังเคราะห์ชนิดที่อาดิดาส เริ่มเอามาประยุกต์ใช้กับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ
จนได้รับการยอมรับไปเรียบร้อยแล้ว

   ทั้งนี้  อาดิดาสยังใช้ลักษณะการลงเฉดสีแบบ เมทัลลิค  เพื่อให้ตัวรองเท้าดูมีลักษณะเงางาม  สะท้อนแสง
สร้างความโดดเด่นได้เป็นอย่างดี  บอกตรงๆ ว่า Predator® Lethal Zones II คู่สีเขียวเข้มนี้  ถ่ายภาพออกมา
ให้เห็นเป็นโทนสีจริงๆ ยากมากเลยครับ  ยิ่งเวลาที่มีแสงตกสะท้อน  ภาพที่ออกมาจะเป็นตัวรองเท้าเป็นอีกโทนสี
นึงไปเลยล่ะ

   อย่างไรก็ตาม..ในฐานะที่เกิดมาเป็นรองเท้าสายพันธุ์นี้  บนตัวรองเท้าทุกจึงมีแถบยางปั่นและควบคุมลูกบอล  
ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่อันตราย "Lethal Zones" เฉกเช่นเดียวกับเจเนอเรชั่นที่แล้วเหมือนเดิม

   เพียงแต่รูปแบบหรือลักษณะของแถบยางทั้งหมด  ซึ่งผลิตจากวัสดุที่เรียกว่า ยาง Hybrid L-S จะแตกต่าง
จากเดิม  เปลี่ยนจากเส้นยางแนวยาว  มาเป็นแพยางที่เหมือนเอาตัว X มาต่อกัน  จนเป็นคำถามที่หลายคน
สงสัยว่า "แค่นี้เหรอ !? แล้วมันจะแตกต่างจากเดิมอย่างไรล่ะ !?"

   
   แนวคิดของการเปลี่ยนมาเป็นแถบยางรูปร่างตัว X (ผมขออนุญาตเรียกแบบนี้นะ) ก็เพื่อเพิ่มความสามารถ
ในการดึงดูดกับลูกบอลได้ในทุกทิศทาง
  กล่าวคือ ถ้าเป็นเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แถบยางซึ่งมีลักษณะเส้นยาวๆ
วางตัวตามขวาง  ลูกบอลจะสะดุดกับความขรุขระระหว่างช่องว่างกับส่วนที่เป็นยาง ก็ต่อเมื่อลูกบอลวิ่งเข้ามา
สัมผัสตั้งฉากกับแนววางตัวของแถบยาง เท่านั้น  แต่ถ้าบอลพุ่งเข้ามาสัมผัสกับแถบยางในทิศทางตามยาว
ลูกบอลจะไม่ค่อยสัมผัสกับความขรุขระ ระหว่างแถบยาง กับตัวรองเท้าที่ต่ำกว่า มากนัก

   
   ในขณะนี้แถบยางของ Predator® Lethal Zones II นั้น ไม่ว่าลูกบอลจะพุ่งเข้ามาสัมผัสกับแถบยางในทิศทางใด
จะหน้า-หลัง หรือจะซ้าย-ขวา ผิวของลูกบอลจะสัมผัสทั้งแถบยางซึ่งนูนขึ้นมา  และช่องว่างนะหว่างขาของตัว X
ที่บุ๋มลงไปเป็นหน้าสัมผัสของตัวรองเท้าจริงๆ  ทำให้เกิดความฝืด  ช่วยดึงดูดกับลูกฟุตบอลได้ดีขึ้นกว่าเดิม

   จริงๆ แล้ว แนวคิดตรงนี้ หรือการทดสอบตามที่ผมกล่าวไป  คุณผู้อ่านสามารถใช้นิ้วมือตัวท่านเองนี่แหละ  สัมผัส
และไถไปบนแถบยางตามลักษณะที่ผมบอกได้เลยครับ  หรือถ้าใครไม่มี  ช่วงนี้ ให้ท่านรีบไปลองทำเล่นที่ช็อป
อาดิดาสดูได้เลย  จะเห็นภาพและรู้สึกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

   
   มาเริ่มกันที่ส่วนแถบยางบริเวณหัวรองเท้ากันก่อนดีกว่า  ส่วนนี้ ถูกออกแบบให้เป็น "First Touch zone"
เพื่อทำหน้าที่ในการควบคูมจังหวะการดูดบอลลงพื้น  ฟีลลิ่งของผิวสัมผัสอาจจะไม่นุ่มเหมือนกับรองเท้า
ประเภทหนังแท้  แต่แถบยาง จะช่วยให้ลูกบอลถูกดึงดูดไม่ให้ปลิ้นออกจากการควบคุม  ไม่ว่าจะเป็นทิศทาง
ใดๆ ก็ตาม ดังที่ได้กล่าวถึงแนวคิดการออกแบบด้วยใช้แถบยางรูปตัว X ไปแล้ว ก่อนหน้านี้

   
   โซนอันตรายโซนที่สอง "Drive zone" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้การยิงบอลด้วยหลังเท้า สามารถทำได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ  ลักษณะของโซนนี้ ยังคงวางตัวอยู่ที่เดิม  แต่มีขนาดพื้นที่กว้างกว่าเดิมนิดหน่อย  

   สำหรับรูกแบบของแถบยาง Drive zone นี้  จะไม่ใช่โครงสร้างรูปตัว X ที่ชัดเจนนัก  แถมพื้นผิวส่วนต่างๆ
จะมีความสูงต่ำไม่เท่ากันด้วย  แบ่งออกเป็น 3 ระดับ  ระดับแรกคือช่วงว่างที่เป็นหนังรองเท้า  ระดับที่สองคือ
เนื้อยางระดับที่สูงถึงขึ้นมา  ส่วนระดับสุดท้าย เป็นระดับที่สูงที่สุด  ถูกออกแบบให้เป็นยอดของแถบยางนูนขึ้นมา
ส่งผลให้พื้นผิวสัมผัสของส่วนนี้  มีมิติที่แตกต่างกันถึง 3 ระดับ  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเสียดทานกับผิว
ของลูกบอล ที่ถูกยิงออกไปจาก Drive zone  ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม การปั่นไซด์ หรือแม้แต่ลูกยิงแบบใบไม้ร่วง
ซึ่งน่าจะมีโอกาสได้เห็นมากขึ้น  จากรูปแบบใหม่ของโซนนี้

   
   "Sweet Spot zone" ถือเป็นโซนอันตรายอีกโซนหนึ่ง  ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการยิงประตู เปิดบอลโด่ง และ
การปั่นไซร้  โดยจะอยู่ที่ตำแหน่งของหัวรองเท้า ฝั่งข้างเท้าด้านใน  ลักษณะของพื้นผิวโซนนี้  จะมีลักษณะ
คล้ายบล็อคทรงข้ามหลามตัด  แต่ละส่วนมีมิติสูงต่ำไม่เท่ากัน  ขนาดของพื้นที่ดูจะมีส่วนที่สูงถึง  เมื่อเปรียบเทียบ
กับเจเนอเรชั่นก่อน (เป็นรูปร่างครึ่งวงกลม) เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการสัมผัสและดึงดูดกับผิวของลูกบอลให้มากขึ้น

   มิติของแถบยาง Sweet Spot zone แม้จะไม่ได้ถูกออกแบบตัวโครงสร้างรูปตัว X อย่างชัดเจนนัก  แต่การ
สลับความสูงต่ำที่แตกต่างกัน  ก็ช่วยทำให้เกิดการยึดเกาะและความฝืดในทุกๆ ทิศทาง เหมือนกัน  เป็นไปตาม
แนวคิดที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วในเบื้องต้น

   
   โซนอันตรายโซนที่ 4 "Dribble zone" ยังอยู่ทางข้างเท้าด้านนอกตำแหน่งเดิม  แต่รูปแบบของแถบยาง
ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นลักษณะตัว X  ตามแนวคิดเดียวกับโซนอื่นๆ   โดย Dribble zone นี้ จะทำหน้าที่ช่วยให้
การสัมผัสควบคุมลูกบอลที่เลี้ยงพาบอลด้วยข้างเท้าด้านนอก  มีแรงดึงดูด  ควบคุมได้อยู่เท้า  และเปลี่ยนทิศทาง
ของพาบอลได้อย่างทันทีทันใด

    
   แต่โซนที่ดูจะได้รับการปรับเปลี่ยนไป จนไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย  คงต้องยกให้โซน "Pass zone" ซึ่งเป็น
โซนที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับการรับและแปส่งบอล ด้วยข้างเท้าด้านใน  เพราะข้างเท้าด้านในของ
Predator® Lethal Zones II จะไม่มีวัสดุ memory foam แบบในเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่ได้ถูกเปลี่ยนเป็น
เส้นแถบยาง แทรกตัวและขนานตามเครื่องหมายแถบสามขีด  ทำให้สัมผัสของข้างเท้าด้านใน จะไม่หนานุ่ม
และหนักแน่นเหมือนเก่า  จึงน่าสนใจว่า  ฟีลลิ่งตอนใช้งานจริงนั้น  Pass zone แบบใหม่นี้ จะให้ประสิทธฺภาพ
การแปส่งบอลออกไปเป็นอย่างไร  

   
   ลักษณะของช่วงหลังเท้า ที่เป็นแนวร้อยเชือกรองเท้า ก็แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างชัดเจน  จะเห็นได้ว่า
แถบยางส่วนของ Drive zone ก็ขยับเข้ามากินที่ขอบแนวรูร้อยเชือก  จนแนวรูร้อยเชือกอันต้นๆ แทบจะติด
กันแล้ว  ก่อนที่จะขยายออกในช่วงบน  

   โดยเชือกรองเท้าแบบมาตรฐานที่ร้อยใส่ Predator® Lethal Zones II มาให้ตั้งแต่แรก  จะเป็นเชือกแบบ
เนื้อผ้าแข็ง  หน้าแคบและเส้นแบน  เพื่อป้องกันการรบกวนการควบคุมบอล  ก่อนที่ปลายเชือกทั้งทองด้าน
จะฟูออก  เพื่อให้เนื้อผ้ามีความนุ่มมากขึ้น  ช่วยให้ปมเชือกรองเท้าถูกผูกได้อย่างแน่นหนา  ไม่คลายตัวออก
เมื่อใช้งาน

   ส่วนคำว่า Lethal Zones ก็ได้ย้ายจากด้านข้างของตัวรองเท้า  มาปรากฎให้เห็นอยู่ที่ด้านบนของลิ้นรองเท้า
อย่างชัดเจน  อยู่คู่กับโลโก้สามขีดของอาดิดาส  ซึ่งถูกพิมพ์ลงบนพื้นผิวที่ดูจะสะท้อนแสงด้วย  เมื่อถูกแสง
สาดเข้าใส่

   
   อีกจุดที่น่าสนใจไม่น้อย  ก็คือใต้ลิ้นรองเท้าที่มีคำว่า "Engineered in Germany" ปรากฏอยู่  ซึ่งพอจะตีความ
ได้ว่า  รองเท้ารุ่นนี้ถูกพัฒนาจากแลปของอาดิดาสที่ประเทศเยอรมันนี (อ้าว..แล้วรุ่นอื่นๆ ล่ะ !?)  แต่การขึ้นไลน์
การผลิตจริง  ระบุอยู่บนป้ายบอกไซด์แล้วว่า "Made in Indonesia" เช่นเดียวกันกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว

   แต่มีใครได้สังเกตหรือไม่ว่า  แนวกลางของลิ้นรองเท้าของ Predator® Lethal Zones II ที่เห็นตามภาพ
ด้านบนนั้น  มีลักษณะที่พองบวมขึ้นมากว่าส่วนของปลีกด้านข้าง  ที่เป็นเช่นนั้น  ก็เพราะว่าลิ้นรองเท้ามีการ
ยัดวัสดุหนาๆ ที่เรียกว่า memory foam เอาไว้ด้านใน  ทำให้ความนุ่มของการสัมผัสบอลด้วยหลังเท้า
มีมากขึ้นกว่าเดิม  ซึ่งถือเป็นการเติมเต็ม ให้ส่วนที่ไม่สามารถใช้วัสดุแถบยางปั่นมาติดเอาไว้ได้ นั่นเอง

   
   เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายของรองเท้ารุ่นนี้  เป็นแบบเกราะภายในเข้ารูป  ฝังอยู่ด้านในแนวส้นเท้า
(Internal Heel Counter) ตามสมัยนิยม  จากที่ลองสัมผัสลูบคลำแล้ว  พบว่าแนวเกราะซึ่งเป็นวัสดุพลาสติกแข็ง
จะสูงขึ้นมาจากพื้นรองเท้าประมาณ 30% ของความสูงหุ้มส้น เท่านั้น  เหลือจากนั้นจะเป็นฟองน้ำบุเอาไว้ทั้งหมด  

   โดยส่วนของชุดพื้นรองเท้า (ที่เห็นเป็นวัสดุพลาสติก สีเขียวอ่อน) จะไม่ขึ้นมาช่วยปกปิดส่วนส้นเท้า เหมือนกับ
รองเท้าซีรี่ย์ adiZero F50 และ Nitrocharge 1.0 เลย  เพราะสองรายนั้น  กลับมีชุดพื้นขึ้นมาช่วยปิดอีกชั้น  ทำให้
ลักษณะเกราะหุ้มส้นเป็นเกราะแบบภายนอก  ให้การปกป้องที่แข็งแรง มิดชิดกว่านี้

   
   หุ้มส้นด้านในของ Predator® Lethal Zones II มีลักษณะที่แตกต่างจากเดิมจนเห็นได้ด้วยตา  แม้ว่าลักษณะ
ของวัสดุหน้าผ้า จะผสมหนังสังเคราะห์  มีสัมผัสที่ฝืดพอสมควรเหมือนกับเจเนอเรชั่นแรกเลย ก็ตาม

   แต่ที่เห็นตรงปลายหุ้มเอ็นร้อยหวายด้านบน  มีลักษณะเป็นเงาๆ อยู่นั้น  เนื่องจากทางอาดิดาสได้เคลือบผิว
ด้วยวัสดุคล้ายฟิล์บางๆ  ช่วยเพิ่มความหนึบของการสัมผัสกับเท้าไปอีกขั้น  ทั้งนี้..ที่ชั้นด้านในของส่วนหุ้มส้น  
จะมีฟองน้ำบุเอาไว้หนา  เพื่อให้แนวหุ้มส้นมีความนุ่ม  ให้ความกระชับกับข้อเท้าได้ดี  ป้องกันแรงปะทะและ
อาการกัดส้นเท้า  อย่างไรก็ตาม  ส่วนหุ้มส้นที่บุฟองน้ำเอาไว้ด้านในเช่นนี้  จะมีลงไปจากด้านบนประมาณ
70% เท่านั้น  ส่วนอีก 30% ด้านล่างที่เหลือ  จะเป็นส่วนที่ชนกับวัสดุพลาสติกแข็ง  ของเกราะป้องกันส้นเท้า
และเอ็นร้อยหวาย  ซึ่งจะไม่มีความนุ่มของการบุฟองน้ำเลย แม้แต่นิดเดียว

   
   แผ่นรองพื้นของ Predator® Lethal Zones II สามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้  ตามปกติของ
รองเท้าจากอาดิดาส  โดยแผ่นรองพื้นชุดนี้  จะผลิตจากโฟม EVAฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  
ด้านใต้แผ่นรองพื้นส่วนฝ่าเท้า จะไม่มีส่วนของโฟม adiPrene มาติด เพื่อช่วยผ่อนแรงกระแทกจากพื้น
เหมือนกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว แต่อย่างใด

   
   แม้ว่าจะไม่มีวัสดุช่วยผ่อนแรงกระแทก  แต่ชุดแผ่นรองพื้นของ Predator® Lethal Zones II ที่เห็นอยู่นี้
ได้ถูกออกแบบให้มีชั้นที่หนากว่ารุ่นที่แล้ว  ลองสัมผัสออกแรงกดด้วยนิ้วมือ  จะรู้สึกว่าเนื้อโฟมสามารถยุบตัว
และเด้งรับแรงกดได้เป็นอย่างดี  ซึ่งลักษณะแผ่นรองพื้นชุดนี้  เป็นแบบเดียวกับแผ่นรองพื้น Nitrocharge 1.0
เป๊ะๆ เลย  ซึ่งการทดสอบรีวิวที่ผ่านมาของ Nitrocharge 1.0 นั้น  สามารถให้ประสิทธิภาพในด้านการรองรับ
และผ่อนแรงกระแทกได้อย่างโดดเด่น

   
   ผิวหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นที่เห็นอยู่นี้  จะเป็นลักษณะหน้าผ้ากำมะหยี่  ตามสไตล์แผ่นรองพื้นของอาดิดาส
สมัยนี้  แต่จะมีครึ่งนึง และส่วนของส้นเท้า  ที่มีลวดลายเส้นสายกราฟฟิกปรากฏอยู่  

   โดยลวดลายกราฟฟิกทั้งหมดที่เห็น  มีลักษณะผิวแบบสากๆ เหมือนกระดาษทราย  เพื่อช่วยสร้างความฝืด
และแรงเสียดทาน  ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการลื่นไถลของฝ่าเท้า  ซึ่งพอจะเจอปัญหาบ้างในเจเนอเรชั่น
ที่แล้ว  และแผ่นรองพื้นที่มีกราฟฟิกเป็นพื้นผิวสากๆ เช่นนี้  ตอนนี้มีเฉพาะแค่แผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้ เท่านั้น

   
   และแน่นอนว่า  ที่ใต้แผ่นรองพื้นของรองเท้าข้างซ้าย  จะมีช่องที่เจาะเอาไว้สำหรับใส่อุปกรณ์จับความเร็ว
อัจฉะริยะ miCoach SPEED_CELL™ ที่จะช่วยประมวลผลเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งาน  ไม่ว่าจะเป็น
ความเร็ว  ระยะทาง  หรือจำนวนครั้งของการสปรินซ์  ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องซื้อเพิ่มเอง

   
   มาปิดท้ายกันที่ส่วนของชุดพื้น ช่วงล่าง และปุ่มรองเท้าแบบ FG ของ Predator® Lethal Zones II  ซึ่งจาก
ที่เห็นด้วยตา ตามภาพด้านบน  ก็รู้ได้ทันทีว่ารองเท้ารุ่นนี้  ยังคงใช้ช่วงล่างและรูปแบบปุ่มสามเหลี่ยมเหมือนเดิม
ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงเลย  โดยชุดพื้นทั้งแผงนั้น ผลิตจากพลาสติก TPU ฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  
ลักษณะโครงสร้างถูกออกแบบพิเศษ  ภายใต้รูปแบบที่เรียกว่า "Sprintframe" กล่าวคือ..ชุดพื้นจะมีความบาง
เพื่อลดน้ำหนักตัว  ส่วนแนวโครงสร้างตรงกลางที่เชื่อมระหว่างปุ่มด้านหน้าและด้านหลัง  ได้ถูกออกแบบมาให้
สามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ด้วยปลายเท้า  ให้สปริงฝ่าเท้าที่ดี  อย่างไรก็ตาม..เทคโนโลยีชุดพื้นแบบใหม่
ที่เรียกว่า Energypulse นั้น ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรองเท้ารุ่นนี้แต่อย่างใด  ยังคงจำกัดเอาไว้เฉพาะแค่ Nitrocharge 1.0
เท่านั้น

   อ่อ..แล้วข้อสังเกตอย่างนึง   ซึ่งใช้ดูความแตกต่างระหว่าง Predator® Lethal Zones II ซึ่งเป็นรองเท้าระดับ
ท็อปคลาส  กับรุ่นอื่นๆ ในซีรี่ย์ ที่รองลงไป  ก็คือสีของปุ่มส่วนหน้า-หลัง ที่จะแตกต่างกัน  ส่วนรุ่นอื่นๆ ในซีรี่ย์นี้
ปุ่มหน้า-หลัง จะเป็นสีเดียวกันเลย

   
   โดยปุ่มด้านหน้าของรองเท้ารุ่นนี้  ยังคงมาในรูปแบบสามเหลี่ยม  จำนวน 7 ปุ่ม  โดยปุ่มคู่หน้าสุดนั้นจะมีลักษณะ
สามเหลี่ยม หันมุมไปด้านหน้า  ส่วนด้านท้ายปุ่มนั้นจะเป็นส่วนของด้านสามเหลี่ยม  โค้งเว้านิดนึง  เพื่อให้เป็นส่วน
ที่ออกแรงกระทำกับพื้นสนาม  ในจังหวะที่ผู้ใช้สปรินซ์ตัววิ่งไปด้านหน้า

   ปุ่มอีก 5 ปุ่ม ที่ถัดมาทั้งหมด  จะมีลักษณะเล็กใหญ่ที่แตกต่างกัน  และวางตัวในองศาที่แตกต่าง  ไฮไลท์นั้นจะอยู่ที่
ปุ่มคู่กลางขนาดใหญ่  ที่จะทำหน้าที่รับน้ำหนักตัว  เป็นจุดหมุนและยึดเกาะพื้นสนาม  หรือแม้แต่การเปลี่ยนทิศทาง
ในการเคลื่อนที่  ปุ่มลักษณะสามเหลี่ยมแบบนี้  มีข้อดีตรงที่มุมของปุ่ม  จะสามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้เป็นอย่างดี
และช่วยล็อคไม่ให้เกิดการลื่นไถล
  
   
   ปุ่มด้านหลังทั้ง 4 ปุ่ม  ก็เป็นลักษณะของปุ่มที่เราๆ ท่านๆ ต่างก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี  โดยมีปุ่มหลังสุดที่มีขนาดใหญ่
ที่สุด  เพื่อทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวในจังหวะที่ผู้สวมใส่ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ส้นเท้า  ส่วนปุ่มคู่ที่ใกล้กับตรงกลางนั้น  
มีขนาดเล็กกว่า  และวางตัวในองศามี่แตกต่างกัน  เพื่อช่วยในเรื่องของการทรงตัวและควบคุมสมดุล

   อย่างไรก็ตาม  ปุ่ม FG ทั้ง 11 ปุ่ม ของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ยังคงใช้เทคนิคการผลิตเหมือนเดิม
คือจะมีฐานปุ่มเป็นส่วนของชุดพื้นรองเท้า  ก่อนที่จะใช้ส่วนของปลายปุ่มมายึดต่อด้วยกาวอัดความร้อน  โดยมี
แกนกลางจากฐานปุ่มโผล่ขึ้นมา  เพื่อช่วยเชื่อมกันปลายอีกให้มีความแข็งแรง  ส่วนหน้าสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่ม
ก็จะเป็นลักษณะผิวเรียบ  ไม่มีรอยบากหรือเส้นสายใดๆ เหมือนกับรองเท้าซีรี่ย์อื่น ของอาดิดาส

  รายละเอียดหลายๆ อย่างของตัวรองเท้ารุ่นนี้  ค่อนข้างจะมีความใกล้เคียงกับรุ่นที่แล้วเป็นอย่างมาก  แต่ในเรื่อง
ประสิทธิภาพการใช้งานจริงในสนาม  จะเป็นอย่างไร  เราไปสวมรองเท้าคู่นี้ลงสนามทดสอบกัน..

   Feeling & Sizing

   
   เตรียมพร้อมลงสนามเพื่อทดสอบ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II กันเสียที  แต่ก่อนอื่นจะขอมาพูดถึง
"การเลือกไซด์" ที่เหมาะสม  อย่างที่รู้ๆ กัรว่า รองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่น แม้จะระบุตัวเลขไซด์เดียวกัน  แต่ด้วย
ลักษณะรูปทรงของรองเท้า  และรายละเอียดของการผลิต  ทำให้รองเท้าฟุตบอลแต่ละรุ่น แต่ละสี  มีขนาดไซด์
จริงๆ ที่คลาดเคลื่อนกันไป  ดังนั้นจึงขอให้ข้อมูลระบุไว้เป็นแนวทางสำหรับการเลือกไซด์ของทุกท่าน

   ราชานักล่าสีเขียวแมลงทับคู่ที่ผมกำลังสวมใส่อยู่นั้น  ระบุตัวเลขไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm
หรือที่ภาษาคนเล่นรองเท้านิยมเรียกไซด์ว่า 275 (มิลลิเมตร) เหมือนกันกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ที่ผมสวมใส่
ทดสอบมาโดยตลอด  จะได้เอามาเปรียบเทียบขนาดการเลือกไซด์กันได้ง่ายหน่อย

   
   สิ่งแรกที่ขอให้ความสนใจ  ก็คือขนาดตามความยาว  พบว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มีมาตรฐานไซด์ตามยาว
แบบเดียวกับรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของอาดิดาสรุ่นอื่นๆ  นั่นคือมีพื้นที่หัวรองเท้าเหลืออยู่พอที่จะให้วาง
นิ้วโป้งตามขวางลงไปได้ประมาณครึ่งนิ้วนิดๆ  หรือประมาณได้ราวๆ 0.3 เซนติเมตร  แต่พื้นที่ที่เหลือนี้จะมี
เฉพาะตรงกลาง เหนือนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางของเท้าเท่านั้น  ในขณะที่ทางด้านข้างทั้งฝั่งของนิ้วหัวแม่เท้า
และนิ้วก้อย  จะชนกับหัวรองเท้าพอดี  เนื่องจากหัวรองเท้ามีลักษณะที่เรียวยาวและแหลมเข้ามาบีบ

   อย่างไรก็ตาม  การใส่รองเท้ารุ่นนั้นกลับรู้สึกไม่ได้เหลือพื้นที่ด้านยาวชัดเจนเหมือนกับซีรี่ย์ adiZero F50 2013
ทั้งเวอร์ชั่นหนังแท้ หรือหนังสังเคราะห์ และยังรวมถึง Predator® Lethal Zones SL ซึ่งมีลักษณะหัวรองเท้าที่
หัวโค้งกว้างกว่า แถวไม่เรียวแหลมขนาดนี้

   ดังนั้น..เมื่อผ่านการใช้งานจริง ทำให้พื้นที่ตรงหัวรองเท้าที่เหลือของ Predator® Lethal Zones II นั้นไม่เป็น
ปัญหา  เท้าไม่เกิดการขยับเลื่อนไปด้านหน้าด้านหลังแม้แต่น้อย  ถ้าจะวัดกันเฉพาะการเลือกไซด์ตามด้านยาว
แบบนี้  ก็สามารถเลือกซื้อแบบตรงไซด์ได้เลยครับ

   
   แต่ถ้าจะมาดูทางด้านข้าง  จะเห็นได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้สามารถบีบเข้ารูปกับข้างเท้าได้ดีกว่าเดิมเล็กน้อย  
โดยเฉพาะทางข้างเท้าด้านในและแนวสันเท้า ตามที่เห็นดังภาพด้านบน  ยิ่งตรงส่วนของแนวสันเท้า
ที่มีแผงของแถบยาง "Drive zone" แปะอยู่เป็นแพ  จะเป็นส่วนที่เข้ารูปกระชับได้ดีพอสมควร  ฟีลลิ่งที่ได้
จัดได้ว่ากระชับเข้ารูปดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้บีบจนอึดอัดทรมานแต่อย่างใด

   แม้คนที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้าง  ฝ่าเท้าแบนและสันเท้าอูมขึ้นมาอย่างเท้าของผม  ก็สามารถสวมใส่
อาดิดาส Predator® Lethal Zones II แบบตรงไซด์ได้เลย  แถมยังผูกเชือกรองเท้าให้แน่นๆ ได้แบบไม่ต้อง
กลัวว่าเท้าจะหายใจไม่ออก  จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่  ถ้าเทียบกับ Predator® Lethal Zones แล้ว  ผมลง
ความเห็นให้ว่า รองเท้ารุ่นใหม่ที่เรากำลังทดสอบกันอยู่นี้  ให้ความสบายในการสวมใส่กว่ารุ่นเดิมเสียด้วยซ้ำ
แม้จะไม่มากจนรู้สึกแตกต่างชัดเจนก็เถอะ

   ส่วนของบริเวณหุ้มส้นเท้าก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผมกลับรู้สึกได้ว่า อาดิดาส Predator® Lethal Zones II
เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีปลายหุ้มส้นสูง  สูงขึ้นมาจนแทบจะหุ้มแนวเอ็นร้อยหวายได้มิดทั้งแนว  ตรงจุดนี้
ใครที่เคยชินกับการใส่รองเท้าฟุตบอลแบบหุ้มส้นต่ำ ใส่สบาย ไม่บีบเอ็นร้อยหวายมากนัก  อาจจะรู้สึกอึดอัด
มากๆ เมื่อเปลี่ยนมาใส่รองเท้ารุ่นนี้  โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย

   
   สรุป "คำแนะนำในการเลือกไซด์" อาดิดาส Predator® Lethal Zones II  โดยภาพรวม  คุณผู้อ่านสามารถ
เลือกซื้อแบบ "ตรงไซด์ได้เลย"  ยิ่งคนที่เคยใส่อาดิดาสมาประจำ สามารถเลือกตรงตามไซด์เดิมได้แบบ
ไม่ต้องคิดอะไรมาก  แต่ใครที่มีขนาดเท้าเกินตัวเลขไซด์ตามยาว ไป 0.3 ถึง 0.4 เซนติเมตร  ผมแนะนำว่า
ให้ขยับเลือกซื้อขึ้นไปให้เต็มไซด์ อย่าลดไซด์โดยเด็ดขาด มิฉะนั้นทางด้านนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วก้อย จะชนกับ
หัวรองเท้าจนบีบมากเกินไป  ส่วนใครทีมีเท้าเกินไปประมาณ 0.1 ถึง 0.2 เซนติเมตร  ก็พอที่จะเลือกซื้อไซด์เต็ม
ที่ลดลงมาได้  เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าเท้าของคุณไม่กว้างเกินปกติคนไทยนะ    

Testing  

   
   พร้อมลงสนามทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน อาดิดาส Predator® Lethal Zones II กันแล้ว  โดยสนาม
ที่ใช้ลงเล่น ยังคงเป็นสนามฟุตบอลหญ้าเทียม Winning 7 ที่เดิม  เพื่อที่จะได้สามารถเปรียบเทียบกับรองเท้า
รุ่นอื่นๆ ที่ผมได้รีวิวไปแล้วได้อย่างถูกต้องแม่นยำ  เนื่องด้วยปัจจัยของสภาพสนามที่เหมือนกัน นั่นเอง

   งานนี้ คงต้องขอเน้นไปที่การเปรียบเทียบกับ อาดิดาส Predator® Lethal Zones ซึ่งเป็นรุ่นที่แล้ว  เพื่อดูว่า
อาดิดาสได้เ พิ่มประสิทธิภาพในด้านใดให้กับรองเท้ารุ่นใหม่นี้บ้าง  เพราะรุ่นที่แล้ว ถือได้ว่าทำผลงานการทดสอบ
อยู่ในระดับสูงสุดเลยก็ว่าได้  จึงเป็นคำถามที่หลายคนสนใจว่า รุ่นใหม่นี้..จะมีดีกว่าเดิมหรือไม่ อย่างไร  

   ความสบายในการสวมใส่

   
   มาเริ่มเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความสบายในการสวมใส่ เมื่อลงสนามจริงตั้งแต่วินาทีแรก  เล่นแบบแบ่งทีม
แข่งกันตามปกติ  มีทั้งจังหวะการเคลื่อนที่เร็ว จังหวะการวิ่งตามเกมส์ โดยระดับการผูกเชือกรองเท้านั้นก็เป็น
แบบกลางๆ ตามปกติ ไม่ได้จงใจผูกเชือกรองเท้าให้แน่น หรือผูกเชือกรองเท้าให้หลวมแต่อย่างใด

   ฟีลลิ่งแรกที่รู้สึกได้ ก็คือตัวรองเท้าค่อนข้างจะบีบทางด้านข้างเล็กน้อย  โดยเฉพาะส่วนหัวรองเท้าที่ดูจะ
บีบมากกว่าส่วนอื่นๆ  ตรงจุดนี้เป็นเพราะลักษณะของหัวรองเท้าที่เรียวลู่เข้ามา  อารมณ์ที่ได้แทบจะไม่แตกต่าง
จากรุ่นที่แล้วสักเท่าไหร่  แต่ความรู้สึกบีบบริเวณหัวรองเท้าจะค่อยๆ คลายลง  เมื่อรองเท้าถูกใช้งานผ่านไป
ประมาณ 30 - 40 นาที  เนื่องจากหนังสังเคราะห์ Hybrid touch ของรองเท้ารุ่นนี้ พอจะขยายออกได้ตามรูปเท้า
เล็กน้อย

   ส่วนตอนกลางของรองเท้านั้น ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร  เนื่องจากบริเวณสันเท้ามีแถบยาง Drive Zone
เป็นแพ วางไว้อยู่  ช่วยทำให้ทรงรองเท้าค่อนข้างคงรูป  ขณะที่ตัวรองเท้าเอง  ก็มีหลังเท้าที่สูงในระดับหนึ่ง
อยู่แล้ว  ดังนั้น หลังเท้าของผมที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย  จะไม่ค่อยรู้สึกว่าถูกบีบมากนัก  ไปๆ มาๆ แล้ว  ฟีลลิ่ง
ความสบายตรงจุดนี้ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II คู่นี้ กลับทำได้ดีกว่า adiZero F50 2013 หนังแท้
เสียอีก  ในรายนั้นต้องอดทนกัดฟันใช้นานกว่านี้  เพื่อให้ตัวรองเท้าขยายออก

   
   อีกจุดนึงที่ต้องเอามาพูดกัน ก็คือ หุ้มส้นและเอ็นร้อยหวาย  พบว่าหุ้มส้นของรองเท้ารุ่นนี้ค่อนข้างที่จะสูง
สามารถขึ้นมาปิดแนวเอ็นร้อยหวายได้เกือบจะทั้งหมด  แถมยังมีรูปทรงที่แข็งคงรูป   ฟีลลิ่งที่ได้จะรู้สึกได้
ถึงความแน่นหนา  อึดอัดกว่าเจเนอเรชั่นที่แลกเล็กน้อย  อารมณ์เหมือนเวลาที่สวมใส่เสื้อผ้าแบบปิดทั้งตัว
ทั้งกางเกงยีนส์ขายาว  ที่มาพร้อมกับเสื้อแขนยาว  แถมมีฮูดคลุมหัวอีกด้วย  ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับทางไนกี้
ถือได้ว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เพราะหุ้มส้นของรองเท้าฟุตบอลไนกี้ แทบจะเป็นแบบทรงต่ำทั้งหมด หรือ
ไม่ก็พอมีขึ้นมาปิดแนวเอ็นร้อยหวายบ้าง  แต่เต็มที่ก็ไม่เกินครึ่งนึงอยู่ดี  ดังนั้น ใครที่เคยชินกันการใช้รองเท้า
ฟุตบอลหุ้มส้นทรงต่ำ  อาจจะรู้สึกอึดอัดกับหุ้มส้นของ Predator® Lethal Zones II ได้ง่ายๆ และต้องใช้เวลา
ปรับตัวพอสมควร

   ประสิทธิภาพการระบายความร้อนของตัวรองเท้า  ถือว่าไม่ได้โดดเด่นและไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนัก  ตัวรองเท้า
ด้านในไม่ได้อมความร้อนเอาไว้จนระอุ  แต่ก็ไม่ได้มีลมวิ่งผ่านทะลุเข้าไปช่วยระบายความร้อนได้เหมือนติด
พัดลมอยู่ดี  โดยรวมถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ตามมาตรฐานของรองเท้าประเภทหนังสังเคราะห์
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 7/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   แผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้แตกต่างจากรุ่นเดิมเป็นอย่างมาก  โดยอาดิดาสได้เอาแนวโฟมที่เสริมบริเวณฝ่าเท้า
เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการรองรับแรงกระแทกออกไป  แล้วเปลี่ยนมาใช้แผ่นโฟม EVA เพียวๆ ทั้งแผ่น
ที่มีชั้นโฟมหนาขึ้น  มีเนื้อโฟมแน่นขึ้น และเด้งกว่าเดิมเล็กน้อยแทน  ซึ่งนเป็นแบบเดียวกับ Nitrocharge 1.0
เป๊ะๆ เลยก็ว่าได้  จะต่างกันก็แค่ลวดลายกราฟฟิกด้านบนเท่านั้น

   ดังนั้น..ประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ที่ปรากฏออกมา
จากการทดสอบ  สามารถแสดงออกมาได้เหมือนกับประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกของ Nitrocharge 1.0
แทบทุกประการเลยก็ว่าได้  

   ชั้นโฟม EVA ที่หนาขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และเด้งรับกับจังหวะการลงน้ำหนักได้มากขึ้น  จึงไม่จำเป็นต้องถวิลหา
แนวโฟม adiPrene ที่ช่วยเสริมใต้ฝ่าเท้าอีกต่อไป  ผลลัพธ์ที่ได้คือ รองเท้ารุ่นนี้ให้การรองรับแรงกระแทก
จากพื้นสนามได้ดีในทุกบริเวณ  ไม่ว่าจะเป็นฝ่าเท้าหรือส้นเท้า  สามารถทิ้งน้ำหนักตัวได้แบบไม่ต้องเจาะจง
ตำแหน่ง  ว่าจะลงน้ำหนักด้วยปลายเท้า  หรือส้นเท้าเมื่อไม่ต้องคอยกังวลแบบนี้  ก็ช่วยให้การเคลื่อนที่ทำได้
อย่างไม่ติดขัดอะไร

   นั่นจึงเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ผมจะขอพูดแบบเดียวกับตอนที่ทดสอบ Nitrocharge 1.0  ว่าแผ่นรองพื้นชุดนี้
เป็นแผ่นรองพื้นที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามได้ดีพอๆ กับแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นอื่นจากอาดิดาส
ที่มีการเสริมแนวโฟมช่วยรองรับแรงกระแทกเสียอีก !!  ฟันธงว่า ผ่อนแรงกระแทกได้ดีกว่า Predator® Lethal Zones 
เล็กน้อย  แถมยังดีพอๆ กับแผ่นรองพื้นแบบ Comfort ของ adiZero F50 ที่ผมถือว่าทำคะแนนทดสอบได้ดีที่สุด
ในบรรดารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาส  ดังนี้..หัวข้อนี้จึงเป็นหนึ่งในการพัฒนาของ Predator® Lethal Zones II
ที่ดีขึ้นกว่าเดิม...

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10


 การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   มาต่อกันที่การทดสอบการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม ของรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรล
คู่สีเขียวคู่นี้จากอาดิดาส กันต่อเลยดีกว่า  มาดูว่าในจังหวะสปรินซ์ที่ต้องการความเร็ว หรือแม้แต่การเปลี่ยน
ทิศทางการเคลื่อนที่แบบฉับพลัน  Predator® Lethal Zones II จะช่วยให้ทุกอย่างทำได้ง่าย สมกับการเป็น
รองเท้าประเภทเก่งทุกด้านหรือไม่

   ในเรื่องของการทำความเร็ว หรือการสปรินซ์ออกตัวไปด้านหน้า  ด้วยชุดพื้นที่เป็นแบบ Sprintframe ซึ่ง
ผลิตจากพลาสติกฉีดขึ้นรูป TPU แบบชิ้นเดียวบางๆ  ฝ่าเท้าสามารถดีดตัวกลับเมื่อเกิดการโค้งงอ ได้ใน
ระดับหนึ่ง  เหมือนกับรองเท้าฟุตบอลของอาดิดาสที่เราคุ้นเคยกันดี  เพียงแต่ ณ ตอนนี้  ชุดพื้นแบบนี้มันสู้
ชุดพื้นที่มีเทคโนโลยี Energypulse ของรองเท้ารุ่น Nitrocharge 1.0 ไม่ได้แล้ว แรงดีดของฝ่าเท้าที่เกิดขึ้น
จากการสปรินซ์นั้นคนละเรื่องกันเลย 

   แต่ถ้ามองเฉพาะรองเท้าที่เป็นชุดพื้น Sprintframe ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Predator® Lethal Zones หรือ
รองเท้าสายสปีดอย่าง adiZero F50 นั้นถือว่าแรงดีดของฝ่าเท้า เมื่อใช้ปลายเท้าสปรินซ์เคลื่อนที่ ให้อารมณ์
เดียวกัน ประสิทธิภาพเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่าอันไหนให้การเคลื่อนที่ที่รวดเร็ว ว่องไวกว่า  แน่นอนว่าปัจจัยของ
น้ำหนักรองเท้ามีผลต่อเรื่องนี้พอสมควร

  ผมขออนุญาตเทียบกันแค่ Predator® Lethal Zones II กับ Predator® Lethal Zones โดยตัด adiZero F50
เพราะรายนั้นเป็นสายสปีดที่มีน้ำหนักเบามากๆ และให้คำตอบของการเคลื่อนที่ที่ว่องไวได้ดีกว่า อย่างไม่ต้อง
สงสัยอยู่แล้ว  ดังนั้นประเด็นเลยอยู่ที่น้ำหนักตัวของ Predator® Lethal Zones II ที่ลดลงจากรุ่นเก่า 10 กรัม
แม้ว่าในทางตัวเลขจะมีความต่าง  แต่พอใช้งานจริงๆ แล้วบอกได้เลยว่าน้ำหนักที่หายไป 10 กรัม ไม่ได้ช่วยให้
รู้สึกว่ารองเท้ารุ่นนี้ช่วยเพิ่มความเร็ว หรือประหยัดแรงในการเคลื่อนที่ได้ชัดเจนอะไรขนาดนั้น  

      
   เปลี่ยนมาว่ากันที่ประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นสนาม และการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของปุ่มแบบ
สามเหลี่ยม ที่คุ้นเคยกันดี ของอาดิดาส Predator® Lethal Zones II กันต่อ  ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นบทบาทสำคัญ
ของรองเท้าประเภทเก่งรอบด้านเช่นนี้ ไม่น้อยเหมือนกัน

   ปุ่มคู่หน้าแบบสามเหลี่ยมที่มีทิศทางชี้ไปด้านหน้า นอกจากจะเป็นพระเอกในการส่งแรงถีบไปยังพื้นสนาม
ให้ตัวผู้เล่นสามารถสปรินซ์ไปด้านหน้าแล้ว  ความคมของมุมปุ่มยังทำหน้าที่ที่จะจิกลงไปยังพื้นสนามได้
อย่างแม่นยำ  เป็นตัวกำหนดทิศทางในการเคลื่อนที่ก้าวต่อไปได้เป็นอย่างดี  การเปลี่ยนทิศทางซ้าย-ขวา
ณ ย่านความเร็วสูงหรือการสปรินซ์ออกตัว  จึงสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   
   ปุ่มคู่กลางขนาดใหญ่  จะเป็นพระเอกในเรื่องของการลงน้ำหนักตัว  และการรักษาสมดุลในจังหวะการ
เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ซ้าย-ขวา  โดยจะได้ปุ่มขนาดเล็กถัดไปอีก 3 ปุ่ม  ช่วยพยุงตัวในจังหวะการ
ยั้งตัวหยุดการเคลื่อนที่  ด้วยรูปแบบปุ่มที่เป็นแบบสามเหลี่ยม  ทำให้มุมแต่ละปุ่มสามารถที่จะจิกลงไปยัง
พื้นสนามได้อย่างมั่นคง  ไม่ค่อยเจอกับจังหวะหมุนตัวฟรี หรือเกิดแรงเฉื่อยจากการหยุดมากนัก  เพียงแต่
ปุ่มแบบนี้ จะไม่ค่อยให้อิสระในการหมุนตัว หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่เกิน 180 องศา สักเท่าไหร่
เพราะมุมของปุ่มมันจะล็อกเข้ากับพื้นสนามนั่นเอง  ส่วนปุ่มด้านหลัง 4 ปุ่ม มีไว้เพื่อนลงน้ำหนักตัวที่ส้นเท้า
เท่านั้น  ไม่ได้มีบทบาทในเรื่องของการเคลื่อนที่แต่อย่างใด
   
  โดยภาพรวมแล้ว..ต้องถือว่าประสิทธิภาพในด้านนี้ของ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ไม่แตกต่าง
จากเดิมเลยแม้แต่น้อย  ตัวรองเท้ามีดีพอในเรื่องของการเคลื่อนที่  แต่จะไม่พุ่งทะยานด้วยสปรินซ์ฝ่าเท้า
แบบติดสปริงเหมือน Nitrocharge 1.0 และไม่ได้วิ่งตัวปลิว ประหยัดแรง ด้วยน้ำหนักของรองเท้าที่เบา
เหมือนกับ adiZero F50  เพียงแต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีสปีดต้นที่รวดเร็วว่องไว และมีกำลังขามากพอที่จะวิ่ง
ด้วยความเร็วตลอดทั้งเกมส์อยู่แล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องนั้น  ส่วนเรื่องของการยึดเกาะกับพื้นสนาม
และการปรับเปลี่ยนการเคลื่อนที่แบบฉับพลัน  ยังต้องยอมรับว่าปุ่มสามเหลี่ยมที่คุ้นเคยกันดีนี้  สามารถจิก
ลงไปยังพื้นสนามได้อย่างมั่นคง  การเปลี่ยนทิศทางพอจะทำได้อย่างแม่นยำกำลังดี  สมดุลการลงน้ำหนัก
ของจุดหมุนน่าพอใจ  เพียงแต่องศาการเปลี่ยนทิศทางนั้นจะทำได้ไม่อิสระแบบ 360 องศา 

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 8/10


 ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   จากการสวมใส่รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส Predator® Lethal Zones II ตามมาตรฐานการทดสอบของตัวเอง
สิ่งนึงที่ผมพบเจอสม่ำเสมอในรองเท้าฟุลบอลระดับท็อปของอาดิดาสมาโดยตลอด  ก็คือผิวหน้าสัมผัสของ
แผ่นรองพื้นด้านใน  ยังให้การยึดเกาะกับฝ่าเท้าที่ไม่ถึงขีดสุด  แม้ว่าหน้าผ้าจะเป็นแบบกำมะหยี่  ที่ลองเอานิ้วมือ
สัมผัสถูไปมาแล้วจะมีความฝืดพอสมควรก็ตาม  แต่พอใช้งานจริงที่เท้าเราต้องสวมใส่ถุงเท้า  และมีเหงื่อออก
จนทำให้เกิดความลื่นที่ฝ่าเท้า  พบว่าสัมผัสระหว่างฝ่าเท้ากับพื้นแผ่นรองนั้น ยังมีอาการไม่ยึดเกาะกับสนิทนัก
มีจังหวะที่เคลื่อนที่ลื่นไปมาบ้าง

   แต่ยังโชคดีที่การออกแบบลักษณะหัวรองเท้าที่เรียวยาว  จนทำให้นิ้วโป้งและนิ้วก้อยของเท้าเรา ชนกับหัว
รองเท้าพอดิบพอดี  มันจึงช่วยล็อคเท้าของเราไม่ให้ลื่นไถลไป-มา หน้า-หลัง มากมายจนรู้สึกว่าขาดความ
มั่นใจลงไปแต่อย่างใด  เพียงแต่คนที่เคยชินกับการใช้รองเท้าจากไนกี้ ที่ผิวหน้าสัมผัสมีการเคลือบสารดึงดูด
ที่ทำให้หนึบกว่านี้  คงจะไม่สบอารมณ์กับฟีลลิ่งที่ได้สักเท่าไหร่

   ทั้งนี้ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ยังได้ข้อดีของลักษณะการปกคลุมเท้าที่แน่นหนา  โดยเพาะส่วน
หุ้มส้นและหุ้มข้อเท้า  ที่ดูจะปกปิดได้อย่างมิดชิด  ซับพอร์ตกับอัวสยะส่วนต่างๆ บริเวณนี้ได้อย่างเต็มพื้นที่
จึงทำช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงสนามด้วยรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว   แต่ยังมีหน้าสัมผัสของ
หุ้มส้นด้านในอีกจุดที่อยากให้แก้อีกนิด  โดยส่วนตัวแล้ว..ผมอยากให้อาดิดาสทำให้มันนุ่มกว่านี้  นุ่มแบบหุ้มส้น
ของ Nitrocharge 1.0 ได้ยิ่งดี  มันจะช่วยขจัดปัญหารองเท้ากัดส้นให้หมดไปได้ดีขึ้น  

   โดยภาพรวมเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ฟีลลิ่ง ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้
ถือได้ว่าคงตามมาตรฐานเดียวกับรุ่นที่แล้วก็ว่าได้ ไม่แตกต่างอะไรนัก
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   มาทดสอบกันที่หัวข้อซึ่งผมคิดว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์นี้มากที่สุดแล้ว นั่นก็คือ
การจับสัมผัสและควบคุมบอลแรก รวมถึงการจับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน ซึ่งเป็นด้านทดสอบ
สำคัญของรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรล  โดยเฉพาะรองเท้าที่ถูกออกแบบมาด้วยแถบยางสัมผัส
ในบริเวณต่างๆ อย่างอาดิดาส Predator® Lethal Zones II คู่นี้

   เริ่มกันที่การจับบอลแรก ด้วยพื้นที่แถบยางสัมผัสจุดที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้จับบอล อย่าง "Touch Zone"
หรือแถบยางที่อยู่บริเวณหลังเท้า  จังหวะการดูดบอลลงด้วยหลังเท้า  ความนุ่มนวลของการดูดบอลลง
กับพื้น  อาจจะไม่ได้จุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้สักเท่าไหร่  เนื่องจากวัสดุหนังสังเคราะห์ที่ไม่ได้นุ่มและหนา
มากมายอะไรนัก  ในขณะที่แถบยาง Hybrid S-L นั้นก็เป็นเนื้อยางแบบตันๆ  ไม่ได้มีระยะยุบตัวเพื่อช่วย
ผ่อนแรงของลูกบอลที่ลอยลงมาสัมผัสแต่อย่างใด  ซึ่งจุดนี้ผมกลับรู้สึกว่า Predator® Lethal Zones
มีแถบยางส่วนนี้มีสูงขึ้นมาและยืดหยุ่นยุบตัวลงไปได้มากกว่านิดนึงนะ  ถ้ามองกันลึกๆ ก็หมายความว่า
ความนุ่มของการดูดบอลของรองเท้ารุ่นใหม่นี้ลดลงไปเล็กน้อย

   
   เพียงแต่ Predator® Lethal Zones II สามารถทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม  ในจังหวะการรับมือลูกบอลที่ถูกส่งมา
ด้วยความแรง พุ่งเข้ามาในทิศทางต่างๆ  ไม่ใช่บอลที่ลอยลงมาตรงๆ แบบในอุดมคติเหมือนเวลาที่เราเดาะบอล
เล่นคนเดียว  เนื่องจากแถบยางรูปตัว X ที่วางตัวเป็นแพต่อเนื่องกัน  มีมิติสูงต่ำและสร้างแรงเสียดทานกับ
ลูกบอลได้ทุกทิศทาง  คุณสมบัติตรงนี้ผมคอมเฟิร์มว่าเอามาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ  โดยเฉพาะ
กับบอลที่ถูกส่งมาในระดับหน้าแข้ง  แล้วเราต้องการที่จะใช้ "Touch zone" ตรงนี้ แตะจังหวะเดียว พร้อมกับ
ควบคุมทิศทางลูกบอลไปในทิศทางต่างๆ ต่อเนื่องได้อย่างแม่นยำขึ้น  เช่น การแตะบอลไปด้านหน้าเพื่อ
จะเลี้ยงบอลต่อ เป็นต้น  ทั้งนี้..ยังมีกรณีที่แถบยางเปียกน้ำ  แถบยางดังกล่าวยังสามารถใช้งานเพื่อดึงดูด
และควบคุมลูกบอลได้ดีอยู่  ในขณะที่รุ่นเก่า ไม่สามารถควบคุมได้ง่ายเท่านี้

   อีกจุดนึงที่พอจะใช้เพื่อการจับบอลแรกได้  ก็คือแถบยางบริเวณด้านข้างนิ้วโป้ง  หรือที่เรียกว่า "Sweet Spot
zone " โดยแถบยางส่วนนี้  มีพื้นผิว 3 มิติ  ทำให้มันพอที่จะสร้างแรงเสียดทานให้กับลูกบอลที่ถูกส่งมาในระดับ
เรียบกับพื้นสนามได้ดี  โดยเฉพาะการจับบอลเพื่อแตะบอลไปด้านหน้าในจังหวะเดียวเลย  สามารถควบคุม
ทิศทางได้ค่อนข้างจะแม่นยำพอสมควร  เพียงแต่พื้นที่บริเวณนี้จะไม่ค่อยมีความนุ่มสักเท่าไหร่  ซึ่งจะเป็นผล
ให้ลูกบอลกระเด้งกระดอนออกจากการควบคุมได้ง่ายๆ ถ้าหากเราผ่อนแรงตอนจับบอลไม่ดีพอ

   
   การจับและแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน ของรองเท้ารุ่นนี้ให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างจากเดิมพอสมควร
เนื่องจากพื้นที่ "Pass zone" ของรองเท้าสีเขียวที่ทดสอบกันอยู่นี้  ได้ถูกถอดเอาชั้นโฟมที่บรรจุเอาไว้ออกไป
แล้วเอาแค่เส้นแถบยางแบนๆ มาแปะเอาไว้ตามแนวของลายแถบสามขีด

   
   ส่วนตัวผมแล้ว เป็นคนนึงที่มีสไตล์การเล่นแบบเน้นจ่ายบอล  โดยเฉพาะการแปส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านใน
ดังนั้นจึงสามารถบ่งบอกความแตกต่างของบททดสอบนี้ได้เป็นอย่างดี  สิ่งแรกที่ทำให้ผลคิดถึงรุ่นเก่ามากกว่า
ก็คือ น้ำหนักและความหนักแน่นของลูกบอลที่ถูกแปออกไปจากข้างเท้าด้านใน มันลดลงไปจนรู้สึกได้  ในขณะ
ที่ความนุ่ม  ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อรับบอลหรือแปส่งบอลนั้นหายไปแทบทั้งหมด  ในขณะที่แถบยางที่เพิ่มเข้ามา
แทนที่  กลับไม่ได้ช่วยอะไรมากนักในเรื่องการรับและแปส่งบอล  อย่าลืมว่า..การใช้ข้างเท้าด้านในเพื่อแปส่งบอล
นั้น  จุดมุ่งหมายคือเพื่อการแปไปตรงๆ เน้นๆ และบางครั้งก็ต้องการความหนักแน่นของลูกบอลที่ส่งออกไป  
มากกว่าที่จะต้องการแถบยางมาวางเอาไว้เพื่อช่วยดึงดูดบอล หรือจะแปบอลปั่นไซร้หรืออย่างไรก็คงจะไม่ใช่
ซึ่งจุดมุ่งหมายตรงนี้..ผมถือว่า อาดิดาส Predator® Lethal Zones ทำได้ดีกว่าและยังรวมถึงคู่แข่งที่มีพื้นที่
สัมผัสบอลข้างเท้าด้านในอย่าง ไนกี้ CTR 360 Maestri III ก็ทำได้ดีกว่า Predator® Lethal Zones II
เหมือนกันทั้งคู่

   สรุปโดยภาพรวมปรียบเทียบกับรุ่นเดิม  ผมชอบการจับบอลด้วยพื้นที่หลังเท้า "Touch zone" ของอาดิดาส
Predator® Lethal Zones II มากกว่าโดยเฉพาะความยืดหยุ่นต่อการจับบอลที่มาด้วยความแรงในทิศทางต่างๆ
แนวคิดแถบยางรูปตัว X สามารถใช้งานได้จริง  มันสามารถใช้ควบคุมหรือปรับเปลี่ยนทิศทางของบอลแรก
ที่จับ  เพื่อเล่นในจังหวะต่อไปได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าเดิม  แต่สิ่งที่ยังชอบในรุ่นเดิมมากกว่า  ก็คือ
"Pass zone" ที่มีการบุฟองน้ำหนานุ่มเอาไว้ แถมยังมีพื้นที่สัมผัสบอลที่เรียบ และนูนขึ้นมา  เพราะมันสามารถใช้
งานได้จริง  ช่วยเพิ่มความหนักแน่นและน้ำหนักให้กับลูกบอลที่ถูกแปออกไปด้วยข้างเท้าด้านในได้ดีกว่า  แถมยัง
ใช้เพื่อจากจับบอลแรกได้อย่างนุ่มนวลกว่านี้อีกด้วย

   ในเมื่อได้อย่างเสียอย่าแบบนี้ผมจึงขอลงคะแนนให้เท่าเดิม ที่ระดับ 9 เต็ม 10 คะแนน  ยังขอเหลือเอาไว้ให้
อาดิดาสเอาไว้ปรับปรุงประสิทธิภาพในด้านนี้ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ในเจเนอเรชั่นต่อไป

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 9/10


    การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   "Dribble zone" เป็นแถบยางอีกหนึ่งตำแหน่งที่ถูกออกแบบมา  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
ให้กับอาดิดาส Predator® Lethal Zones II เพื่อให้รองเท้ารุ่นนี้มีความครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

   จากการทดสอบเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  โดยใช้ "Dribble zon" ซึ่งเป็นแถบยางที่อยู่ขอบข้างเท้าด้านนอก
ตำแหน่งด้านข้างนิ้วก้อย  พบว่าแถบยางสามารถช่วยดึงดูดกับผิวของลูกฟุตบอลได้ดี   ช่วยควบคุมทิศทาง
ของลูกบอลในการแตะแต่ละครั้งได้ค่อนข้างจะแม่นยำ  สามารถแตะไปซ้ายทีขวาทีได้เป็นอย่างดี  เพียงแต่
ประสิทธิภาพตรงจุดนี้  ผมถือว่าไม่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นเดิมสักเท่าไหร่  แม้ว่ารูปล่างหน้าตาการวางตัว
ของแถบยางจะแตกต่างจากเดิม  มีมิติสอดรับในหลายทิศทางมากขึ้นก็ตาม  เพราะลักษณะการวางตัวของ
แถบยางส่วนนี้ของรุ่นเดิม  มันก็เป็นองศาที่สามารถออกแรกเสียดทานกับผิวของลูกบอลได้ค่อนข้างจะ
ครบถ้วนแล้ว  ไม่เหมือนกับการจับบอลด้วยหลังเท้า ที่ทิศทางการเข้าทำของลูกบอลนั้นสามารถมาได้
หลากหลายทิศทางแบบ 360 องศา  แต่การเลี้ยงบอลแบบนี้นั้น..มันไม่ใช่

   
   ในขณะที่ "Sweet spot zone" ก็ยังสามารถใช้เพื่อการควบคุมการแตะเลี้ยงบอลด้วยข้างเท้าด้านในได้อีกด้วย
ถือได้ว่าแถบยางส่วนนี้ช่างเอนกประสงค์เสียเหลือเกิน  เพราะหน้าสัมผัสมันเกิดแรงเสียดทานกับผิวของลูกบอล
ทำให้การควบคุมทิศทางของบอลที่แตะไปแต่ละครั้งนั้นไปในทิศทางที่ต้องการอย่างแม่นยำ  โดยเฉพาะการ
เปลี่ยนทิศทางให้กับลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าอย่างรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็นเปลี่ยนไปซ้าย เปลี่ยนไปขวา ยังรวมถึง
สภาวะเปียกชื้นที่เกิดขึ้นจากฝนตก หรืออะไรก็แล้วต่ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

   แต่จุดบอดเดียวของรองเท้าฟุตบอลหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช จากอาดิดาสคู่นี้  ก็คือความนุ่มของหน้าผ้า
ที่ไม่จัดว่านุ่ม ไม่ค่อยมีระยะยุบตัวเมื่อปะทะกับลูกบอล  แถมยังผสานรวมกับวัสดุแถบยางบนรองเท้า  ยิ่งเสริม
ให้ผิวหน้าสัมผัสแข็งขึ้นมาอีกหน่อย  ทำให้การควบคุมน้ำหนักการแตะบอลแต่ละครั้งนั้นต้องอาศัยการปรับตัว
สร้างความเคยชินพอสมควร  ถ้าใครเคยชินกับรองเท้าฟุตบอลประเภทหนังสังเคราะห์มาโดยตลอด  ก็คงจะ
ไม่มีปัญหาอะไร  มิฉะนั้นแรกเริ่มที่มาใช้งาน Predator® Lethal Zones II อาจะมีจังหวะการแตะบอลที่แรงเกินไป
จนบอลลั่นออกจากการควบคุมได้ง่ายๆ

   จะว่าไปแล้ว อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ยังคงให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  ได้ใน
ระดับคะแนนที่ไม่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  รูปแบบที่แสดงออกมา คือรองเท้ารุ่นนี้สามารถควบคุมทิศทาง
ของบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าได้อย่างยอดเยี่ยม  รวดเร็วฉับไวและมั่นใจเป็นอย่างมาก  เพียงแต่ข้อด้อยยังอยู่ที
การควบคุมน้ำหนักของการแตะบอลแต่ละที  ที่ไม่ค่อยนุ่มและเชื่องเท้ามากนัก  ตรงจุดนี้คงต้องอาศัยการ
ปรับตัวสร้างความเคยชินสักหน่อย  ก็น่าจะหมดปัญหาลงไป

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   อาดิดาส Predator® Lethal Zones ซึ่งเป็นรองเท้าโฉมที่แล้ว  เคยทำผลงานในหัวข้อทดสอบการยิงประตู
และการเปิดบอลโด่ง
เอาไว้ในระดับที่ยอดเยี่ยม  พอมาในเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง Predator® Lethal Zones II
ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องพิสูจน์ว่า อาดิดาส จะทำให้จุดแข็งตรงนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้นได้หรือไม่
กับรูปแบบแถบยางที่เปลี่ยนแปลงไป

   ในเรื่องของการยึดเกาะกับพื้นสนามในจังหวะการวางเท้าหลัก  คงไม่มีอะไรต้องวิเคราะห์วิจารณ์กันมากมาย
เนื่องจากรูปแบบของชุดพื้นและปุ่มแบบสามเหลี่ยมเหมือนเดิม  จนเรียกว่ายกชุดมาทั้งหมดเลยนั้น  มันจึง
ให้ประสิทธิภาพในการวางเท้าหลักที่เหมือนรุ่นที่แล้วทุกประการ  ที่ผมชอบก็คือปุ่มแบบสามเหลี่ยมที่สามารถ
จิกลงไปยังพื้นสนามได้ดี  โดยเฉพาะปุ่มคู่กลางขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นจุดลงน้ำหนัก  ทำให้การวางเท้า
มีจุดหมุนในการเหวี่ยงแรงที่ดี  ส่วนปุ่มรองเท้าด้านหน้าทั้ง 7 ปุ่ม  ซึ่งมีองศาในการวางปุ่มที่แตกต่างกันทำให้
ทำให้มุมแต่ละมุมนั้นช่วยล็อกกับพื้นสนามไม่ให้เกิดการลื่นไถล  ไม่ว่าจะทิศทางใดก็ตาม  เป็นผลอย่างมาก
ที่ทำให้การวางเท้าหลักทำได้อย่างมั่นคง  การเหวี่ยงเท้าอีกข้างจึงทำได้อย่างราบลื่นไม่มีสะดุด

   
   เมื่อการวางเท้าหลักถือว่าทำได้อย่างมั่นใจ  ก็จะเป็นผลต่อการส่งแรงยิงไปยังลูกบอลด้วย  ทีนี้เราจะมาวิเคราะห์
ถึงน้ำหนักของลูกบอลที่พุ่งทะยานออกไปจากเท้า  เรื่องของน้ำหนักตัวที่ลดลงจากรุ่นที่แล้วเล็กน้อย  จนมาแตะ
อยู่ที่ระดับ 220 กรัม  ถือว่าไม่ส่งผลต่อน้ำหนักของลูกยิงมากนัก  เพียงแต่ถ้าเอาไปเทียบกับพวกรองเท้าน้ำหนัก
ตัวระดับ 250 กรัมขึ้นไป  หรือคนที่คุ้นเคยกับการใช้รองเท้าฟุตบอลสัก 2-3 ปีที่แล้วอยู่  อาจจะเห็นความแตกต่าง
กันมากขึ้น

   อีกปัจจัยนึงที่ส่งผลต่อน้ำหนักของลูกบอลที่เตะออกไป  ก็คือความเต็มเท้าของการสัมผัสบอล  ผมยังขอยืนยัน
ว่าอาดิดาส Predator® Lethal Zones II ยังไม่ได้ให้ฟีลลิ่งการยิงที่เต็มเท้า เต็มสัมผัสหรือเต็มเหนี่ยวที่สุด
ปัจจัยนั้นเป็นผลมาจากหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช ที่มีความหนานุ่มไม่มาก  รวมถึงเนื้อยางของแถบยางสัมผัส
จึงยังหลงเหลือฟีลลิ่งแข็งๆ ให้รู้สึกอยู่บ้าง  แต่ต้องยอมรับว่ารายละเอียดแบบนี้  ถือเป็นปกติของรองเท้าฟุตบอล
ประเภทหนังสังเคราะห์  ที่ติดวัสดุแถบยางเป็นส่วนสัมผัสแบบนี้  ใครที่ชื่นชอบหรือเคยใช้งานมาก่อน  คงไม่
ถือว่าเป็นผลด้านลบแต่อย่างใด  ดังนั้น Predator® Lethal Zones II ไม่ใช่รองเท้าฟุตบอลประเภทบ้าพลัง
ที่หวดแล้วหายๆ เหมือนกับรองเท้าหนังแท้น้ำหนัก 300 กรัม รุ่นเก่าๆ ตามเหตุผลที่ผมได้กล่าวไป 

   
   ประเด็นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย  ก็คือความสามารถในการควบคุมทิศทางของลูกบอลที่ยิงออกไป  เริ่มกันที่
"Drive zone" หรือแถบยางขนาดใหญ่บนแนวสันเท้า  ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่า..การยิงด้วยพื้นที่ส่วนนี้  
มันไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการปั่นไซร้โค้ง  อ้าว..แล้วจะมีแถบยางตรงนี้ไปทำไมล่ะ !?  คำตอบก็คือ..แถบยาง
ส่วนนี้มีเอาไว้เพื่อช่วยเพิ่มการยึดเกาะของลูกบอลกับตัวรองเท้า ในวินาทีที่สัมผัสกัน  หรือพูดง่ายๆ ก็คือ
ป้องกันไม่ให้บอลปลิ้นไต่หลังเท้าออกไปนั่นแหละ  ด้วยรูปแบบของแถบยาง 3 มิติ รอบด้าน 360 องศาเช่นนี้
ดังนั้น  จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ที่มีปัญหา "ยิงหลังเท้าไม่เต็มข้อ" ให้ลดลงไปได้เยอะพอสมควรเลยล่ะ
ซึ่งเป็นผลดีต่อการควบคุมทิศทางของลูกยิงให้พุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่วางไว้ได้  แต่ถ้าใครมีกำลังขามากพอ
แถมยังยิงเข้าข้อจริงๆ  ด้วยมิติของแถบยางที่ไม่เรียบเช่นนี้  จะช่วยส่งผลให้ลูกยิงที่พุ่งทะยานออกไปแอบติดส่าย
และมีวิถีพุ่งที่น่ากลัวให้ได้เห็นง่ายขึ้นอีกด้วย

   แต่ถ้าใครถนัดการยิงแบบปั่นไซร้โค้ง  รองเท้ารุ่นนี้ก็มีแถบยาง "Sweet spot zone" ให้ได้ใช้  โดยโซน
อันตรายโซนนี้  ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ  จากการทดสอบการใช้งานจริง  ผมมีความเห็นว่า
การปั่นไซร้โค้งสามารถเห็นได้ชัดเจนขึ้นเล็กน้อย  ไม่ว่าจะเป็นการยิงแบบใส่แรง หรือการเปิดบอลโด่ง
แบบติดไซร้โป้ง  แต่ถ้าใครไม่ถนัดการยิงแบบปั่นไซร้  อยากจะมองหาแค่ประสิทธิภาพการควบคุมทิศทาง
ให้ยิงออกไปตรงๆ  ผมก็ยังรู้สึกได้ว่า อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมนิดหน่อย

   ส่วนเรื่องของความยากง่ายในการสอดเท้าเข้าไปสัมผัสที่ใต้ลูกบอลเพื่อเปิดบอลโด่ง  ด้วย "Sweet spot
zone" นั้นผมยังจัดให้อยู่ในระดับกลางๆ  ไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมแต่อย่างใด  ด้วยเหตุว่าแถบยางดังกล่าว
มันส่งผลให้หน้าสัมผัสมีความชันขึ้นมาจนเห็นได้  ดังนั้นการที่จะสอดเท้าเข้าไปให้ลึกจริงๆ  อาจต้องอาศัย
ความสูงของพื้นหญ้าที่ช่วยพยุงให้ลูกบอลลอยขึ้นมา

   ประสิทธิภาพโดยภาพรวมของการทดสอบการยิงประตูและการเปิดบอลโด่งของรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส
Predator® Lethal Zones II  เรื่องของการวางเท้า ความมั่นคงและการส่งแรง  เรื่องนี้เหมือนเดิมทุกอย่าง
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย  แต่สิ่งที่โฉมล่าสุดของรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรลเต็มตัวคู่นี้ทำได้ดีกว่า
เจเนอเรชั่นเดิม ก็คือ การควบคุมทิศทางของลูกยิง  รวมถึงการปั่นไซร้โค้งที่ทำได้ง่ายขึ้น  การสัมผัสของ
Drive zone นั้นทำได้อย่างมั่นใจมากขึ้น  โอกาสที่บอลจะแฉลบไต่หลังเท้าลดน้อยลง
  แต่ !! ผมยังขอ
ลงคะแนนทดสอบหัวข้อนี้ให้ที่ 9 เต็ม 10 เท่าเดิม !! เนื่องจากสิ่งที่ดีขึ้น จริงว่าดีขึ้น  แต่ยังเห็นผลไม่มากมาย
ถึงขั้นที่เพียงพอจะขอเพิ่มคะแนนให้เต็ม 10  อีกทั้ง..การสัมผัสที่เต็มเท้าของการยิงบอล  มันยังไม่ถึงขีดสุด
ผมเชื่อว่าอาดิดาสน่าจะทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ได้อีก  เพื่อให้การยิงเต็มหน้าเท้าสัมผัสมากขึ้นจะช่วยให้การส่งแรง
ไปยังลูกบอลนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่านี้  ถึงเวลานั้นค่อยมาเอาคะแนน 10 เต็มจากผมไป
ก็แล้วกัน

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 9/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   ในด้านประสิทธิภาพเชิงรับอย่างการป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ของรองเท้ารุ่นนี้  แม้ว่าลักษณะของแถบยาง
บนหลังเท้าจะดูประติดประต่อ  กินพื้นที่บนหลังเท้าได้อย่างหนาแน่นขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว
ก็ตาม  แต่อย่างที่บอก ว่าชิ้นของแถบยางนั้นไม่ได้มีความยืดหยุ่น หรือมีระยะยุบตัวมากพอที่จะช่วยผ่อนแรง
จากการถถูกคู่แข่งเข้าปะทะหรือเปิดปุ่มเหยียบเข้าใส่  ในขณะที่หนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  นั้นก็ไม่ได้มีชั้นหนัง
ที่หนามาสักเท่าไหร่  จึงทำให้การลดแรงปะทะที่เกิดขึ้นบนตัวรองเท้า  ไม่ได้ถูกผ่อนลงไปมากกว่าเดิมนัก

   ส่วนหลังของตัวรองเท้า  ถือว่าตัวรองเท้าสามารถปกคลุมห่อหุ้มเท้าของเราได้อย่างมิดชิดพอสมควร
โดยเฉพาะในส่วนของส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายที่ดูจะแน่นหนาเป็นพิเศษ  แต่ด้วยลักษณะของชิ้นพลาสติก
ของเกราะป้องกันส้นเท้าแบบภายใน  ยังมีความแข็งแกร่งในระดับปกติทั่วไป  พอช่วยลดแรงปะทะได้บ้าง
แต่ไม่หนาเหมือนกับพวกรองเท้าประเภทเกราะภายนอก  ซึ่งก็ถือเป็นมาตรฐานของรองเท้าฟุตบอลสมัยนี้แหละ

   ดังนั้นขอลงคะแนนในส่วนนี้ให้กับ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II อยู่ทีระดับ 7 เต็ม 10 คะแนน
เท่าเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง  แปลความได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้พอจะช่วยรับแรงปะทะได้ในระดับหนึ่ง  แต่ถ้าโดนจังหวะ
ปะทะที่หนักหน่วงจริงๆ คงต้องทำใจไว้เลยว่ารองเท้าไม่สามารถช่วยได้ในระดับนั้น

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 7/10

   Conclusion  

   
   จากผลคะแนนที่ออกมาพร้อมกับบทวิพากษ์วิจาณ์ของผม  หลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งานจริงของอาดิดาส
Predator® Lethal Zones II  นั้นพอจะบอกได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้ยังคงมีประสิทธิภาพด้านต่างๆ ในภาพรวม
ที่ไม่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นเดิมมากนัก  ซึ่งรายละเอียดตรงนั้นผมจะขออนุญาตสรุปอีกครั้งหนึ่งในย่อหน้า
ต่อไป  เพื่อการเปรียบเทียบรวบยอดให้เห็นภาพชัดเจน  ก่อนที่จะสรุปถึงตัวตนของรองเท้าสายพันธุ์คอนโทรล
รุ่นใหม่นี้อีกครั้ง  เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพทั้งหมดง่ายขึ้น  ก่อนที่จะทิ้งท้ายด้วยความคิดเห็นต่างๆ รวมถึง
ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม  แบบที่ผมเขียนกับรีวิวรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ มาก่อนหน้านี้ ทั้งหมด

   Predator® Lethal Zones II =vs= Predator® Lethal Zones

   
   ในแง่ของการเปรียบเทียบ  คงต้องขอเปรียบเทียบกับเฉพาะ Predator® Lethal Zones ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่น
ที่แล้วเพียงรุ่นเดียว  เนื่อจากเป็นโจทย์ที่ผมใช้ตั้งเพื่อการวิเคราะห์วิจารณ์ประสิทธิภาพการทดสอบมาตั้งแต่ต้น
แต่ถ้าคุณผู้อ่านท่านใดอยากเปรียบเทียบกับ คู่แข่งตรงสายรายสำคัญ อย่างไนกี้ CTR 360 Maestri III ล่ะก็
ในบทรีวิวทดสอบรองเท้าเก่งรอบด้านจากไนกี้  ผมเคยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ Predator® Lethal Zones ไปแล้ว
ซึ่งก็น่าที่จะโยงต่อมายังการเปรียบเทียบกับ Predator® Lethal Zones II ที่เราทดสอบกันในบทความนี้ได้ไม่ยาก

   จากการทดสอบที่ผ่านมา  ผมรู้สึกได้ว่า อาดิดาส Predator® Lethal Zones II คู่สีเขียวมนุษย์ต่างดาวที่เรา
ทดสอบกัน  มีประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีขึ้นกว่าเดิม  โดยเฉพาะในเรื่องประสิทธิภาพในการผ่อนแรงกระแทก
จากพื้นสนามของชุดแผ่นรองพื้นแบบใหม่  จนเป็นหัวข้อเดียวที่ผมเพิ่มคะแนนให้จากเดิม

   ทั้งนี้ยังมีเรื่องของความสามารถการสัมผัสและควบคุมลูกบอล  ได้หลากหลายทิศทางมากขึ้น  ไม่ว่าลูกบอลจะ พุ่งมาในทิศทางใด จะสูงหรือต่ำ  ลักษณะของแถบยางแบบใหม่นี้สามารถให้แรงเสียดทานกับผิวของลูกบอลได้
ทุกทิศทาง  ลดจังหวะการแฉลบลงไปได้เล็กน้อย  รวมถึงการยึดเกาะตอนที่ผิวสัมผัสเปียกน้ำก็ทำได้ดีขึ้นเช่นกัน
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของอาดิดาส  และใช้งานได้จริง

   เพียงแต่คนที่มีสไตล์การเล่นเน้นจ่ายบอลแบบแปด้วยข้างเท้าด้านใน  จะถูกใจ "Pass zone" ของเจเนอเรชั่นเก่า
มากกว่า  และผมคนนึงที่เป็นแบบนั้น  เนื่องจากลักษณะพื้นผิวที่เข้าถึงบอลได้ง่ายกว่า  สัมผัสบอลได้เต็มเท้ากว่า
และยังมีการบุโฟมเอาไว้  ช่วยให้การแปบอลมีน้ำหนักมากกว่า  ซึ่งทั้งหมดนี้ Predator® Lethal Zones II
ไม่สามารถทำได้เทียบเท่า

   ฟีลลิ่งการสวมใส่  ความสบายเท้าหรือแม้แต่ความมั่นใจตอนใช้งาน  ผมยังขอยืนยันว่ารองเท้าทั้งสองรุ่นนี้
แทบจะไม่แตกต่างกันจนต้องเอามาคิดเล็กคิดน้อยในการเลือกซื้อ  เช่นเดียวกับประสิทธิภาพในด้านการเคลื่อนที่
และการยึดเกาะกับพื้นสนาม  ในเมื่ออาดิดาสยังยกชุดพื้นและปุ่มแบบเดิมมาใช้   ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องมานั่งคิด
วิเคราะห์หาความแตกต่างในเชิงประสิทธิภาพการใช้งานจริงให้ปวดขมับ

   สรุปแล้วอาดิดาส Predator® Lethal Zones II ให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีขึ้นกว่า Predator® Lethal Zones
แต่ไม่ได้มากมายอะไร  หรือจะบอกว่าทั้งคู่เป็นฝาแฝดไข่ใบเดียวกันก็คงจะไม่ผิดอะไรนัก  ใครที่มีรุ่นเก่าอยู่แล้ว  
แล้วอยากจะมองหารองเท้าฟุตบอลที่ให้ความแตกต่าง  ให้ความยอดเยี่ยมเชิงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น  ผมขอบอก
เลยครับว่า Predator® Lethal Zones II ไม่ใช่คำตอบดังกล่าว  

   อาดิดาส Predator® Lethal Zones II

   
   แต่ถ้าคุณยังไม่มีเจเนอเรชั่นที่แล้วล่ะ !?  และกำลังมองหารองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลที่มีความครบถ้วน
สมบูรณ์แบบ  โดยเฉพาะเรื่องของการเล่นกับลูกบอล  อาดิดาส Predator® Lethal Zones II จะเป็นคำตอบ
ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้หรือไม่ !? น่าสนใจเพียงใด !? และตัวตนที่แท้จริงของรองเท้าฟุตบอลระดับตำนานรุ่นนี้
เป็นอย่างไร  มีข้อดีข้อด้อยตรงไหน  ผมจะสรุปให้อ่าน...

   Predator® Lethal Zones II ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคอนโทรลที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้เลยก็ว่าได้
รองเท้ารุ่นนี้ให้ฟีลลิ่งการสวมใส่ที่กำลังพอเหมาะพอเจาะ  มีมาทั้งความกระชับ สร้างมั่นใจและความสบาย
ในระดับที่กำลังดี  แต่จุดเด่นจริงๆ อยู่ที่ประสิทธิภาพในการควบคุมลูกบอลที่หลากหลายมากขึ้น  สามารถ
ให้สัมผัสกับผิวของลูกบอลได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นการจับบอลแรก ที่ลดโอกาสการ
แฉลบของบอลลงได้  การเปลี่ยนทิศทางบอลอย่างรวดเร็ว  รวมถึงการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร์โค้ง
ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้ด้วยแถบยางทุกจุดเป็นตัวรองเท้า  ไม่เกี่ยงว่าโซนอันตรายตรงนั้นจะถูกตั้งชื่อว่า
อะไร  ส่วนเรื่องของการเคลื่อนที่และการทำงานของชุดพื้นและปุ่ม  แม้จะไม่ใช่จุดเด่นโดยตรงของรองเท้า
รุ่นนี้  แต่มันก็เพียงพอที่จะใช้เพื่อการเคลื่อนที่ ณ ความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ  และกระชากหนีการประกบของ
คู่แข่งได้ด้วยความแม่นยำของการเคลื่อนที่  เพียงเท่านี้ก็ตอบโจทย์นิยามของการเป็นรองเท้าประเภท
คอนโทรล  เพื่อควบคุมและการส่วนรวมกับเกมการแข่งขันในสนามได้แล้วล่ะ


  ในด้านของข้อด้อยที่พบเจอจากการทดสอบรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ผมขอลงความเห็นว่า "Pass zone" มัน
ไม่เหมาะต่อการแปบอลด้วยข้างเท้าด้านในเหมือนรุ่นที่แล้ว  ซึ่งเป็นจุดที่ผมยังไม่เข้าใจว่าทำไมอาดิดาส
ต้องเปลี่ยนรูปแบบของโซนนี้ด้วย  หรือเพียงแค่ต้องการจะสร้างความแตกต่างให้ไม่เหมือนเดิมเท่านั้น !?

   ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้มองว่าเป็นข้อด้อย  แต่ก็ไม่ได้โดดเด่น  คือ ผิวหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นที่ยังให้
การดึงดูดกับฝ่าเท้าได้ไม่หนึบหนัก  โดยเฉพาะเมื่อฝ่าเท้าเปียกเหงื่อ  เช่นเดียวกับความนุ่มของตัวรองเท้า
และหน้าผ้าสัมผัสที่น่าจะมีมากกว่านี้สักหน่อย  เพื่อช่วยรักษาสุขภาพเท้าและการสัมผัสบอลที่เต็มเท้าและ
หนักหน่วงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

   บทสรุปที่ร่ายมาทั้งหมด  คงจะบอกได้เป็นอย่างดีแล้วว่าอาดิดาส Predator® Lethal Zones II เป็นรองเท้ส
ฟุตบอลประเภทสายพันธุ์คอนโทรลแท้ๆ  รองเท้ารุ่นนี้แสดงศักยภาพทุกด้านในการเล่นกับลูกฟุตบอล  รวมถึง
ยังแสดงศักยภาพในด้านของการเคลื่อนที่ได้ดีระดับที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง  ยิ่งช่วยเติมเต็มทุกรูปแบบของการ
เล่นบอลเพื่อกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่งตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม  ในเจเนอเรชั่นที่แล้วผมได้ลงคะแนน
องค์รวมของการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท "คอนโทรล" เอาไว้ที่ 10 เต็ม 10  ดังนั้น..ถ้ารองเท้าคู่สีเขียวที่เรา
มาร่วมทดสอบกันในวันนี้  จะคว้าคะแนนส่วนนี้เต็มเหมือนเดิมก็คงจะไม่แปลกอะไรใช่ไหมครับ...

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภทคอนโทรล 10/10

   หลายครั้งที่ของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปจากอาดิดาส แสดงประสิทธิภาพการใช้งานจริงออกมาได้ในระดับ
ที่ยอดเยี่ยมเกินคาด  แต่สุดท้ายเหมือนจะแอบมาตกม้าตายนิดๆ ตรงส่วนสุดท้ายของการให้คะแนนจากผม
นั่นคือหัวข้อ ความคุ้มค่าราคา  ประเด็นหลักๆ ยังอยู่ในเรื่องความแข็งแรงทนทานและความน่าใช้ของวัสดุ
ซึ่งเป็นส่วนที่ผมไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะมองข้างได้  และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ กับรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส
แทบทั้งหมดที่ผมได้เคยรีวิวมา

   สำหรับ อาดิดาส Predator® Lethal Zones II ซึ่งมีราคาค่าตัวแบบไม่มีส่วนลดอยู่ที่ 7,890 บาท นั้นถือ
เป็นราคาระดับหัวตารางของรองเท้าฟุตบอลระดับนี้  แต่สิ่งที่รองเท้ารุ่นนี้พอจะแสดงความคุ้มค่าออกมาได้
มากที่สุดเมื่อเทียบกับซีรี่ย์อื่นๆ ณ ตอนนี้  ก็คือเรื่องของวัสดุและเทคโนโลยีที่อาดิดาสจัดมาให้  ไม่ว่าจะเป็น
เทคโนโลยีของแถบยางสัมผัสโซนอันตรายต่างๆ ที่มาพร้อมกับวัสดุที่ใช้งานได้จริง  และเป็นเกรดที่ดูดีกว่า
แถบยางที่ใช้กับรุ่นรองท็อปของซีรี่ย์นี้  เช่นเดียวกับวัสดุหนังสังเคราะห์ไฮบริดทัช  ที่ดูเหนียวแน่นทนทาน
ตามแบบที่อาดิดาสโฆษณา  

   แม้ว่าวัสดุและเทคโนโลยีส่วนครึ่งบนของรองเท้ารุ่นนี้จะดูดีคุ้มค่าสมราคา  แต่ภาพลักษณ์เดิมๆ ของวัสดุ
ส่วนล่าง อันได้แก่ ชุดพื้นและปุ่ม มันยังดูมีอะไรน้อยเกินไป  เช่นชุดพื้นที่ฉีดขึ้นรูปจากพลาสติก TPU บางๆ
ตามรูปแบบของชุดพื้น Sprintframe  ซึ่งมันก็ทำให้ดูผ่านๆ แล้วเหมือนชุดพื้นพลาสติกฉีดขึ้นรูปธรรมดาทั่วไป
ในขณะที่การต่อปลายปุ่มแบบติดกาว  มีแกนสั้นๆ แหย่ลงไปเพื่อช่วยให้การติดแข็งแรงขึ้นอีกนิด  ในเมื่อ
เหมือนเดิมทุกอย่างแบบนี้  จึงยังไม่มีอะไรที่การันตีได้ถึงความแข็งแรงทนทานของชุดพื้นและปุ่มของรองเท้า
รุ่นนี้ ว่ามันจะแข็งแรงทนทานมากขึ้นกว่าซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาส ที่เคยมีปัญหากับการใช้งานในสภาพสนาม
ที่ไม่เหมาะสม แบบที่หลายๆ ท่านน่าจะรู้กันดี

   ดังนั้น คะแนนในหัวข้อสุดท้ายนี้  ผมไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลตรงไหนมาช่วยขยับให้คะแนนมากขึ้นกว่าเดิมได้
จึงขอลงไว้ที่ระดับ 8 เต็ม 10  ซึ่งถือเป็นระดับคะแนนสูงสุดในหัวข้อนี้  ที่ผมเคยให้ในการทดสอบรองเท้าฟุตบอล
จากอาดิดาส

   - ความคุ้มค่า 8/10

   ทั้งหมดคือบทความการทดสอบการใช้งาน อาดิดาส Predator® Lethal Zones II รองเท้าฟุตบอลระดับ
ตำนานที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง  ภาพรวมต่างๆ ข้อสรุปและข้อตำหนิที่ผ่านมาทั้งหมด  หวังว่า
จะช่วยให้คุณผู้อ่านทุกท่าน  สามารถใช้เพื่อตัดสินใจเลือกหารองเท้าฟุตบอลที่ตอบโจทย์ตามความต้องการ
ของท่านได้  ไม่มากก็น้อย..  เอาเป็นว่าวันนี้ ณ ตอนนี้ ที่ผมกำลังเขียนบทความอยู่นี้  อาดิดาสได้ออกเฉดสีใหม่ๆ
ให้กับซีรี่ย์นี้มาอย่างมากมาย  ท่านสามารถที่จะไปเลือกซื้อตามความชอบของท่านได้แล้วที่ร้านอาดิดาส
สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานส์ คอนเซ็พท์ สโตร์ และที่ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกสาขา ทั่วประเทศ

   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ adidas.com/football หรือ ผ่านทางเฟซบุ๊ค facebook.com/
adidasthailand


   ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

   
   มาปิดท้ายกันที่  ข้อเสนอแนะเพิ่มที่จะฝากไปถึงทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  เผื่อจะเอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์
ในการพัฒนา ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้รองเท้าซีรี่ย์นี้มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นในเจเนอเรชั่นต่อไป

   จากตัวเลขคะแนนที่เห็นออกมา  พอจะบอกได้ว่ารองเท้ารุ่นนี้ยังขาดในเรื่องของความสบายในการสวมใส่
ซึ่งมันก็คือจุดอ่อนของเจเนอเรชั่นที่แล้วเหมือนกัน  ยิ่ง ณ ตอนนี้ อาดิดาส Nitrocharge 1.0 สามารถเติมเต็ม
จุดนั้นได้ในระดับที่ยอดเยี่ยม  โดยเฉพาะหุ้มส้นที่ให้การสวมใส่ที่นุ่มสบายกว่านี้  คงจะดีไม่น้อยหากอาดิดาส
จะเอาส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของหุ้มส้นจากรองเท้าซีรี่ย์ใหม่ของตัวเอง  มาผสมผสานการใข้งานให้กับ
รองเท้าซีรี่ย์คอนโทรลซีรี่ย์นี้ต่อไปในอนาคต

   ส่วนเรื่องของวัสดุ  ความแข็งแรงทนทานของชุดพื้นและปุ่ม  นั้นเป็นโจทย์ที่อาดิดาสน่าจะรู้ดีและรู้มานาน
พอสมควรแล้ว  ผมก็ได้แต่รอลุ้นว่าเมื่อไหร่  อาดิดาสจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เสียที...

   ... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

   - ความสบายในการสวมใส่ 7/10
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 8/10
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 9/10
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 8/10
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 9/10
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 7/10
   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "คอนโทรล" 10/10
   - ความคุ้มค่า 8/10

ความสบายในการสวมใส่              
การรองรับแรงกระแทก            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม            
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล          
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า            
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล          
ความคุ้มค่า            


   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7
   - พี่อู๊ด , doraemyung 

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 23 กันยายน 2013 เวลา 22.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต"

   





ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Predator Lethal Zones II

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com


Web Counter
Web Counter