www.siamboots.com


ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri III - Sonic Yellow


 "Testing!" CTR 360 Maestri III : ชื่อนี้..รุ่นนี้..ไม่เคย
ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่นิดเดียว


   
   ถ้าถามว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่จากทางฝั่งไนกี้  ปีนี้มีอะไรน่าสนใจและได้รับการติดตามรอคอยจาก
ผู้ใช้งานมากที่สุด  แน่นอนว่าเจเนอเรชั่นที่ 3 ของซีรี่ย์เก่งรอบด้าน CTR 360  จะต้องเป็นคำตอบ
อันดับต้นๆ ของหลายๆ คนอย่างจริงแท้แน่นอน  และวันนี้...บทความนี้  SiamBoots จะพาทุกท่านมาร่วม
กันทดสอบการใช้งาน  รองเท้าฟุตบอลไนกี้รุ่น CTR 360 Maestri III ว่าพร้อมที่จะมาทวงตำแหน่ง
รองเท้าฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีคืน ได้หรือไม่

   ปี 2012 ปีนี้ SiamBoots มีการรีวิวทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้
แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยครึ่งปีมาได้เพียงไม่กี่เดือน  ไนกี้ CTR 360 Maestri III สีเหลืองอร่าม สีเปิดตัวคู่นี้
ก็ปาเข้าไปเป็นการรีวิวทดสอบลำดับที่ 10 ของปีนี้เข้าให้แล้ว 

   
   โดยรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์เก่งรอบด้าน CTR 360 Maestri III  ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์สุดท้ายที่
ไนกี้ได้ทำการเปิดตัวออกสู่ตลาดภายในปี 2012 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา  โดยมาพร้อมกับการได้รับ
ความสนใจจากบรรดานักฟุตบอลผู้ใช้ทั่วโลก  เพราะชื่อของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้โด่งดังแบบติดลมบน
มาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกที่เปิดตัวเมื่อราวๆ 3-4 ปีก่อนแล้ว  ในเมื่อไนกี้สร้างรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เมื่อ 2
เจเนอเรชั่นก่อนเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ  จนทำยอดขายขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของค่ายได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ดังนั้นโจทย์ความยากของการพัฒนาเจเนอเรชั่นที่ 3   คือ "จะทำอย่างไรให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นที่มันดีมาก
อยู่แล้ว  ให้มันดียิ่งขึ้นไปอีก" 

   ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายระดับ 10 ดาวเลยก็ว่าได้  แล้วคำตอบจะออกมาเป็นเช่นไร  คงจะทราบกันหลังจาก
ที่ได้สวมใส่ CTR 360 Maestri III สีเหลืองเปิดตัวคู่นี้  ลงทดสอบการใช้งานจริงในสนาม  โดยรองเท้า
คู่นี้ SiamBoots ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการมาจาก บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคง
เปิดโอกาสให้ผมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ถึงศักยภาพของรองเท้าได้อย่างเต็มที่  เพื่อให้เป็นประโยชน์
สูงสุดแก่ผู้เสพข้อมูลการรีวิวรองเท้าของ SiamBoots ทุกท่าน  ไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกหาอาวุธ
คู่เท้าเวลาลงสนามได้อย่างเหมาะสมและสนุกกับการเล่นฟุตบอลไปด้วยกัน

   
   ผมได้ใช้เวลาทดสอบการใช้งานตามมาตรฐานที่เท่าเทียมกับการทดสอบรองเท้ารุ่นอื่นๆ  เพื่อไม่ให้เกิด
ความได้เปรียบ  เนื่องจากการปรับตัวและทำความคุ้นเคย  จนสามารถเก็บข้อมูลการใช้งานของรองเท้า
ฟุตบอลไนกี้รุ่น CTR 360 Maestri III คู่นี้  ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งเปรียบเทียบหาข้อดีข้อด้อยจนครบ
ถ้วนกระบวนความ  และเอามาวิพากษ์วิจารณ์เป็นตัวหนังสือให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ร่วมหาคำตอบไปด้วย
กัน  จากเนื้อหาทั้งหมดในย่อหน้าต่อๆ ไป  แต่ของแอบเกริ่นเอาไว้ก่อนเลยว่า....ไนกี้ CTR 360 Maestri III
ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน  เรียกได้ว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ไม่เคย
ทำให้ผิดหวังเลย


   Details

  
   รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ CTR 360 III ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของรองเท้าฟุตบอลประเภท "คอนโทรล" จาก
ไนกี้  ที่เจเนอเรชั่นแรกถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2009 หรือเมื่อราวๆ 3 ปีที่แล้ว  จากนั้น
เจเนอเรชั่นที่ 2 ก็ได้ปรากฏตัวออกสู่ตลาดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2011  ทั้ง 2 เจเนอเรชั่นแรกของรองเท้าซีรี่ย์นี้
ถูกโฆษณาสรรพคุณให้เป็นรองเท้าฟุตบอลสำหรับกองกลาง  ที่ปรารถนาการควบคุมลูกฟุตบอล  เพื่อบ่งการ
สถานการณ์ทุกอย่างในสนาม  แบบรอบตัว 360 องศา  โดยไนกี้ได้ให้คำจำกัดความของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์
นี้เอาไว้ว่า "Take Control"

   และแล้ววันที่ 1 สิงหาคม 2012 ก็ได้ถึงเวลาที่ไนกี้ประกาศเปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ
รองเท้าฟุตบอลควบคุมรอบด้าน  ในชื่อว่า CTR 360 III อย่างเป็นทางการ  พร้อมกันทั่วโลก  ในเรือนร่าง
สีเหลือง-ดำ (Sonic Yellow) สร้างความโดดเด่น  ติดตาและตรึงใจ  เป็นอย่างมาก  หลังจากที่ปล่อยให้
CTR 360 II ทำตลาดมานานเกือบ 2 ปี  ซึ่งถือเป็นอายุการตลาดที่นานมากจริงๆ สำหรับรองเท้าฟุตบอล
ยุคใหม่ในปัจจุบัน  ที่มีแนวโน้มจะเหลืออายุในตลาดเพียงแค่ 1 ปี ก็ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมเสียแล้ว  

   
   ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ไนกี้วางอายุการตลาดของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เอาไว้นานมากกว่าชาวบ้าน  ในเมื่อ
ตัวสินค้านั้นสามารถทำยอดขายได้แบบติดลมบน  เป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดใน
ช่วง 3 ปีหลังมานี้เลยก็ว่าได้  และเป็นซีรี่ย์รองเท้าฟุตบอลที่ทำยอดขายได้สูงที่สุดในค่ายเครื่องหมายถูกมา
โดยตลอด  ไม่เชื่อก็ลองย้อนไปดูทำเนียบรองเท้าฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ SiamBoots ก็ได้ครับ  เพราะ
ผลลัพธ์จากการร่วมโหวตของสมาชิก  ในปี 2009 และ 2010 นั้นตำแหน่งรองเท้ายอดเยี่ยมแห่งปีตกเป็นของ
CTR 360 I ในขณะที่ผลโหวตปีล่าสุด ปี 2011 นั้น CTR 360 II ก็เข้าป้ายมาเป็นรองอันดับ 1 แบบได้ลุ้น
จนถึงโค้งสุดท้ายเลยทีเดียว  ดังนั้นจึงพอจะคาดเดาได้ว่า CTR 360 III นี้จะถูกวางอายุการตลาดเอาไว้ราวๆ
1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี เช่นเดิม  ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเฉดสีที่ไนกี้เลือกจะออกมาในอนาคต  ว่าจะโดยใจและกระตุ้น
ตลาดได้มากน้อยเพียงใด

   
   แนวคิดหรือคอนเซปของ CTR 360 III ซึ่งมีรุ่น CTR 360 Maestri III เป็นรองเท้าระดับท็อปสุดใน
สายการผลิต  ยังคงมาพร้อมกับนิยามของคำว่า "Take Control" เช่นเดิม  แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่ที่ไนกี้
ใช้นำเสนอรองเท้ารุ่นใหม่ส่งท้ายปี 2012 ของตัวเอง  ด้วยนิยามของคำว่า "All Conditions Control"
หรือให้แปลเป็นภาษาไทย  เรียบเรียงใหม่แบบบ้านๆ  ก็จะได้ใจความว่า "ควบคุมได้ทุกสภาวะการณ์"
หรือถ้าจะให้เข้าใจง่ายตรงตามที่ไนกี้อยากจะโฆษณาก็คือ "ใช้ได้ดีในทุกสภาพอากาศ จะเปียกหรือ
แห้ง  ได้หมด"
  มาพร้อมกับสัญลักษณ์แปลกๆ ที่แรกเห็นก็งงกันไปหลายคน  นั่นคือเครื่องหมายคล้าย
สามเหลี่ยมแล้วต่อด้วยวงกลม 2 วง  จริงๆ แล้วก็คือตัวย่อว่า ACC นั่นแหละ  เพื่อให้สามารถตอบโจทย์
การควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่างแม่นยำ  ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการควบคุมและบัญชาเกมให้
กับทีมของเรานั้นมีความได้เปรียบตลอด 90 นาที

   
   นอกจากโฆษณาที่เน้นไปยังผิวสัมผัสของตัวรองเท้าแล้ว  ไนกี้ยังนำเสนอภาพยนตร์โฆษณาที่ท้าทาย
ไอเดีย  แปลกและแหวกแนว  เมื่อจับเอา "อันเดรียส อินเนสต้า" พรีเซนเตอร์เบอร์หนึ่งของรองเท้า
ฟุตบอลซีรี่ย์นี้  มาสวมบทบาทเป็นหุ่นเชิดที่กำลังโชว์ลีลาการเลี้ยงบอลและครองบอลอยู่บนสนาม  ของ
โรงละครหุ่นกระบอก โดยเขากำลังสวมใส่ CTR 360 Maestri III สุดยอดรองเท้าฟุตบอลที่ออกแบบ
มาเพื่อผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางโดยเฉพาะ คำว่าเมสทรี่มาจากคำว่า Maestro ในภาษาอิตาเลียน  
เป็นรองเท้าที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เล่นกองกลางระดับโลกที่ต้องการอาศัยประสิทธิภาพอันล้ำสมัย
ของรองเท้าในการเพิ่มสมรรถนะในการเล่น  โดยเฉพาะการควบคุมบอลและการควบคุมเกมเพื่อให้มี
ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งอินเนสต้าเป็นผู้เล่นที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยพรสวรรค์ในการครองบอลและ
รับส่งบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งยังสามารถสร้างสรรค์โอกาสและหาจังหวะในการทำประตูให้แก่
ตัวเองและทีมได้อย่างสม่ำเสมอ

   
   แต่ถ้าใครเริ่มคุ้มชินกับภาพของกองกลางทีมชาติสเปน จากสโมสรบาร์เซโลน่า  จนรู้สึกเฉยชากับการ
โปรโมทรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้แล้ว  เพราะเห็นกันมาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก  คราวนี้..ไนกี้ยังได้ดันเอา
นักฟุตบอลพรสวรรค์สูงส่ง  ทักษะเยี่ยม  ยิงประตูคม  แถมยังโด่งดังด้วยท่าเบ่งกล้ามจากการยิงประตู
ทีมชาติเยอรมันนีในยูโร 2012  "มาริโอ บาโลเตลลี่" ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งพรีเซนเตอร์หลักของ CTR 360
III
 หลังจากที่ดาวยิงตัวเก่ง  ผู้นำแฟชั่นแห่งเกาะอังกฤษ สวมใส่รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ลงสนามแข่งขัน
มาโดยตลอด  มีผู้ให้ความสนใจในระดับหนึ่ง  แต่ก็ยังดูเหมือนว่าเป็นพระรองในการโปรโมทของไนกี้
มานานพอสมควร  และดูเหมือนว่าไนกี้จะเลือกคนไม่ผิดด้วย  นอกจากซุปเปอร์มาริโอ้จะเป็นคนดังทั้ง
ในและนอกสนามแล้ว  เขายังเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลยุคใหม่ที่มีลีลาการเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจ  มีความ
ครบเครื่องในเชิงทักษะความสามารถที่ยากจะคาดเดา

   รายชื่อบรรดานักฟุตบอลชื่อดังที่จะสวมใส่รองเท้าฟุตบอลไนกี้ CTR 360 Maestri III ลงแข่งขัน  
ยังประกอบไปด้วย แลนดอน  โดโนแวน , ราฟาเอล ฟาน เดอร์ฟาร์ท และแจ๊ค วิลเชียร์  เพียง
เท่านี้ก็น่าจะบ่งบอกถึงศักยภาพการ Take Control ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่จากไนกี้ได้มากเกินพอ
แล้วล่ะ

   
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri III

   ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบรองเท้าฟุตบอล CTR 360 Maestri III คู่นี้  เรามาลองทำความรู้จักกับ
รองเท้ารุ่นนี้กันก่อนดีกว่า  ว่ามีข้อมูลทางเทคนิคตรงไหนเป็นไฮไลท์น่าสนใจบ้าง  เริ่มกันตั้งแต่เปิดฝา
กล่องสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของไนกี้  (ข้อความทั้งหมดต่อจากนี้ได้ถูกนำเสนอในส่วนของบทความ
"Hand On!" แล้ว หากท่านใดได้ติดตามอ่านไปเรียบร้อยแล้ว  ก็สามารถข้ามไปยังหัวข้อถัดไปได้เลย)


   เมื่อฝากล่องสีส้มของไนกี้ถูกเปิดออก  ก็จะพากับ CTR 360 Maestri III ในเฉดสี "Sonic Yellow" นอน
ตะแคงสลับหัวท้ายอยู่  พร้อมกับป้ายราคา 6,500 บาท ที่ติดสอยห้อยตามอยู่ที่รูร้อยเชือก  เพียงแค่แรกเห็น
แม้ยังไม่ชินตากับ CTR 360 เฉดสีนี้  แต่ความโดดเด่นของเฉดสีเหลืองก็สะท้อนเข้าตาจนหลบสายตาแทบ
จะไม่ได้  และยิ่งได้เห็นได้สัมผัสตัวจริง  บอกได้เลยว่าโดดเด่น  สวยงามและลงตัว  กว่าที่ได้เห็นผ่านทาง
จอทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์ก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก

   
   เมื่อยกรองเท้าออกมาจากกล่อง ก็จะพบกับถุงผ้าใบใส่รองเท้า  แบบเป้สะพายหลังวางแถมมาให้อยู่ที่
ด้านล่าง  ก็เป็นเรื่องปกติของไนกี้แหละครับ  ที่จะต้องแถมถุงรองเท้าแบบสะพายหลัง  ให้มากับรองเท้า
ฟุตบอลระดับท็อปเช่นนี้  มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  โดยลักษณะของถุงผ้าใบนั้นได้เปลี่ยนมาใช้สเปคเดียวกับ
ถุงที่แถมมากับ Mercurial Vapor VIII และ T90 Laser IV  คือลักษณะของเนื้อผ้าจะบางๆ  มองทะลุเห็น
ด้านใน  ระบายอากาศได้ดี  ถุงมีรูปร่างกว้าง  เกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส  ที่ด้านในถุงจะมีช่องซิปเล็กๆ
เอาไว้ให้ใส่ของ  โดยเฉดสีของถุงใส่รองเท้าที่ไนกี้ให้มานั้น  จะขึ้นอยู่กับเฉดสีหลักของตัวรองเท้าที่ท่าน
เลือกซื้อนั่นเอง

   
   ครั้งแรกที่ได้สัมผัสและหยิบจับเอาเจ้าไนกี้ CTR 360 Maestri III ขึ้นมาไว้บนมือ  ก็รู้สึกได้ทันทีว่า
รูปร่างรูปทรงของรองเท้ารุ่นนี้  ดูเรียวยาวมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  หยิบจับกระชับมือจริงๆ  และ
ยังพบว่าน้ำหนักตัวของรองเท้าก็ลดน้อยลงกว่าเดิมเป็นอย่างมากอีกด้วย !!  จากที่เคยจับเอา
CTR 360 Maestri II ขึ้นตาชั่งได้ราวๆ 300 กรัม  แต่คราวนี้  CTR 360 Maestri III กลับเหลือน้ำหนัก
เพียงแค่ 240 กรัม เท่านั้น !! เบากว่าเดิมถึง 60 กรัมเชียวนะ

   
   สาเหตุสำคัญที่มีส่วนทำให้น้ำหนักตัวของ CTR 360 Maestri III ลดลง  ก็คือวัสดุที่ไนกี้เลือกมาใช้ผลิต
เป็นหน้าผ้าและตัวรองเท้า  นั่นคือหนังสังเคราะห์เสมือนหนังจิงโจ้ "แคงกาไลท์" (Kanga-Lite) ซึ่งถือ
ได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้ไปแล้ว  หลายคนได้รู้ถึงคุณสมบัติของหนังสังเคราะห์
ชนิดนี้ดีอยู่แล้ว  แต่สำหรับ แคงกาไลท์ ของ CTR 360 Maestri III นั้นแค่เพียงสัมผัสก็รู้ได้ทันทีว่า
หน้าผ้าและตัวรองเท้านั้นถูกออกแบบให้บางขึ้นกว่าเดิม  ทำให้ตัวรองเท้ามีความนิ่มขึ้นเป็น
อย่างมาก
 แค่ได้ลองจากการสัมผัสด้วยมือ  ความนิ่มนั้นแทบจะใกล้เคียงกับหน้าผ้าหนังจิงโจ้ของ
Tiempo Legend IV เลยด้วยซ้ำ  และเชื่อว่าถ้าได้ลองสวมใส่ CTR 360 Maestri III   ความกระชับ
และการเข้ารูปกับเท้า  นั้นจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

   ผิวสัมผัสของหน้าผ้าและตัวรองเท้ารุ่นนี้  จะมีความเหนียวหนึบ  สามารถดึงดูดกับลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น
กว่าเก่า  สามารถใช้งานได้ทุกสภาพฝนฟ้าอากาศ  เนื่องจากที่ผิวหน้าของหนังจะมีการเคลือบสาร
บางอย่างเอาไว้  ดีไซน์การออกแบบบริเวณหน้าเท้าด้านนอก  ก็จะมีการพิมพ์รอยบุ๋มกลมๆ เต็มพื้นที่
ไปหมด  เพื่อแรงเสียดทาน  ช่วยการสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอล  ภายใต้แนวคิด "All Conditions
Control" (ACC)
ที่ไนกี้นำเสนอมาเพื่อโปรโมทรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้โดยเฉพาะ

   
   ดีไซน์ตราไนกี้ขนาดเล็กบริเวณหัวรองเท้าด้านในถือเป็นดีไซน์ที่ตายตัวของรองเท้าซีรี่ย์นี้ไปแล้ว  
โดยพื้นผิวของตราไนกี้ตรงนี้  จะมีการเคลือบผิวให้มีความเหนียวกว่าส่วนอื่นๆ   นอกจากนี้ยังมีการ
เดินแนวด้ายเย็บตามขวาง 2 แนว  ลงในรอยบากของตัวรองเท้าที่ค่อนข้างลึก ชัดเจน  เพื่อบังคับ
ให้ตัวรองเท้ามีลักษณะโค้งงอ  เมื่อผู้ใช้สปรินซ์ตัววิ่งหรือเคลื่อนที่ด้วยปลายเท้า 

   
   รูปแบบของแนวร้อยเชือกรองเท้ายังคงมาในแบบเดิม  คือเป็นแนวร้อยเชือกตรงกลางหลังเท้า   โดย
เชือกมาตรฐานที่ติดตัวมานั้นจะเป็นเชือกแบนขนาดใหญ่  ป้องกันการรบกวนการสัมผัสบอลในจังหวะ
การเตะด้วยหลังเท้า  แต่พบว่าเนื้อผ้าของเชือกนั้นยังเป็นสเปคเดียวกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ค่อนข้างแข็ง
ไม่นิ่มเหมือนกับเชือกรองเท้ามาตรฐานของ Mercurial Vapor VIII ที่จะผูกได้แน่นหนากว่า

   
   ไฮไลท์สำคัญของ CTR 360 Maestri III ที่ไนกี้เลือกเอามาใช้โปรโมท  คือแนวพื้นที่ข้างเท้าด้านในตั้งแต่
ช่วงหัวรองเท้าจรดมาเกือบถึงส้นรองเท้า  นี่คือแนวแถบยางรับ-ส่งบอล (Recieve-Pass Pad) วางตัวสลับสี
กับเฉดสีของตัวรองเท้า  เป็นแถบยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น  มีมิตินูนมากขึ้น  มีครีบและขนาดที่แตกต่างกัน  เพื่อ
ช่วยในการโอบอุ้มส่วนโค้งและเพิ่มหน้าสัมผัสกับลูกบอล  เพื่อเพิ่มศักยภาพในเรื่องของความแม่นยำในการ
รับบอลและส่งบอล   ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นที่รองเท้าที่เปิดกว้าง  ง่ายดายต่อการเข้าถึงและการใช้งานมากขึ้น
กว่าเดิม  จึงไม่แปลกเลยที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ได้ถูกโปรโมทว่าเป็นอาวุธเพื่อการบัญชาเกมในสนามฟุตบอล
ของนักเตะตำแหน่งกองกลางโดยเฉพาะ
   
   
   ถัดมา  ตรงส้นเท้าของด้านใน  จะมีการปั๊มตัวอักษรระบุถึงชนิดของวัสดุตัวรองเท้า "Kang-Lite" เอาไว้
และถ้าอยากรู้ว่ารุ่นอื่นๆ ที่รองลงไปจากนี้  จะเป็นหนังแคงกาไลท์หรือไม่  ก็สามารถดูตรงนี้เปรียบเทียบกันได้
โดยพื้นที่บริเวณนี้จะมีการเจาะรูระบายอากาศเอาไว้เป็นจำนวนมาก  เพื่อช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้น
จากการใช้งาน

   
   อีกด้านนึงของแนวเกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายแบบภายใน (Internal Heel Counter)
ที่ดีไซน์เข้ารูปกับความโค้งของแนวส้นเท้า  จะมีสัญลักษณ์ ACC ซึ่งเป็นตัวย่อของคำว่า All Conditions
Control
ปั๊มเป็นตัวนูนเอาไว้อยู่  ด้านล่างจะมี "แถบสะท้อนแสงสีขาว" มีความพิเศษตรงที่จะเปลี่ยนสี
เมื่อมีความชื้นหรือเปียกน้ำ
  เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดนึงที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

   
   หุ้มส้นด้านในของ CTR 360 Maestri III ยังสามารถการันตีได้ถึงความกระชับและการสวมใส่ที่สบาย  ด้วย
วัสดุหน้าผ้าแบบหนังกลับ  ผิวสัมผัสสากๆ  ให้แรงเสียดทานและให้ความหนึบเป็นอย่างดี  และจะดีขึ้นกว่า
เจเนอเรชั่นที่แล้ว  เนื่องจากไนกี้ได้เพิ่มพื้นที่ของวัสดุหุ้มส้นหนังกลับ  ไปยังส่วนของตรงกลางข้างเท้า
อีกด้วย (ในขณะที่รุ่น CTR 360 Maestri II มีแค่ตรงบริเวณส้นเท้า)  โดยด้านในจะมีการบุฟองน้ำเอาไว้หนา
พอสมควร  ทำให้หุ้นส้นด้านในของรองเท้ารุ่นนี้ มีความนุ่มและกระชับกับข้อเท้าของผู้สวมใส่ได้อย่างดีเยี่ยม  

   
   แผ่นรองพื้นรองเท้าด้านในสามารถดึงออกมาจากรองเท้าได้ตามปกติของรองเท้าฟุตบอลระดับนี้  แต่กลับ
พบว่าแผ่นรองพื้นของ CTR 360 Maestri III จะไม่มีวัสดุโฟม Poron แล้ว !!  ในเมื่อช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้
แผ่นรองพื้นของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปของไนกี้ (ยกเว้น Mercurial Vapor VIII) จะมีการเสริมวัสดุ Poron
เพื่อช่วยดูดรับแรงกระแทกจากพื้นมาโดยตลอด (แต่มีแหล่งข้อมูลบางแห่ง ระบุว่าไนกี้ได้ผสมรวมวัสดุ Poron
เข้าไปโฟม EVA ซึ่งเป็นวัสดุหลักๆ ที่ใช้ทำแผ่นรองพื้น)

   
   ในเมื่อแผ่นรองพื้นไม่มีการเสริมวัสดุ Poron เพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกไว้ที่ด้านใต้ของแผ่นรองพื้น  แต่
ไนกี้ก็มีเทคนิคการผลิตที่จะช่วยทำให้แผ่นรองพื้นของ CTR 360 Maestri III นั้นสามารถช่วยรองรับแรง
กระแทกได้เป็นอย่างดี  ด้วยการฉีดแผ่นรองพื้นซึ่งผลิตจากโฟม EVA ให้เนื้อโฟมด้านในมีรูพรุน  คล้ายๆ
ลักษณะของฟองน้ำ  เมื่อมีแรงกดกระทำลงบนแผ่นรองพื้น  แผ่นรองพื้นจะยุบตัวเพื่อช่วยผ่อนแรงกระแทก
ได้ดีขึ้น  ซึ่งเป็นผลทำให้ความหนาของแผ่นรองพื้นของรองเท้ารุ่นนี้มีความหนามากขึ้นกว่าเดิม
อย่างเห็นได้ชัด   

   
   ผิวหน้าของแผ่นรองพื้นจะมีการเคลือบผิวเพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน  ช่วยป้องกันอาการลื่นไถลของเท้าเมื่อ
เปียก  และมีการพิมพ์รอยบากเพิ่มพื้นที่สัมผัสไว้ที่บริเวณด้านหน้าอีกด้วย  ผิวหน้าสัมผัสลักษณะนี้ถือเป็น
ที่รู้จักกันดี  การันตีได้ถึงความเหนียวความหนึบระหว่างฝ่าเท้ากับพื้นรองเท้า  เพื่อการเคลื่อนที่
ที่มั่นใจในทุกจังหวะ

   
   มาปิดท้ายการแนะนำตัวของ CTR 360 Maestri III คู่นี้กันที่ช่วงล่าง  ทั้งชุดพื้นและปุ่มแบบ FG  โดยชุดพื้น
ทั้งแผงของรองเท้ารุ่นนี้จะผลิตจากพลาสติก TPU แบบฉีดขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด  ตรงแนวกลางฝ่าเท้า
ชุดพื้นจะมีแนวสันหนามากกว่าส่วนอื่นๆ  เพื่อทำหน้าที่ยึดให้ตัวรองเท้าส่วนหน้าและส่วนหลังมีความมั่นคง  และ
ยังช่วยดูดซับแรงกระแทกที่เกิดจากการเคลื่อนที่ได้ดี  ที่สำคัญ..ปุ่มแต่ละปุ่มจะมีการฉีดขึ้นรูปพลาสติกเป็นแกน
ด้านใน  และครอบปุ่มอีกชั้นด้านนอก  ไม่ใช่แค่การยึดข้อต่อปุ่มด้วยกาว  จึงมั่นใจได้ถึงความแข็งแรงทนทาน
ได้แน่นอน

   
   จากรูปแบบการวางปุ่มส่วนหน้าที่เป็นแนววงกลม ของเมื่อ 2 เจเนอเรชั่นที่แล้ว  มาในเจเนอเรชั่นที่ 3 นี้
ไนกี้ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบแนววางปุ่มแตกต่างไปจากเดิม  จนเป็นจุดสนใจของหลายๆ คน  
ลักษณะปุ่มแบบ FG ของ CTR 360 Maestri III จะเปลี่ยนมาใช้ปุ่มแคบๆ มีพื้นที่หน้าตัดน้อยๆ ทำให้
แลดูว่าปุ่มรองเท้ารุ่นนี้ยาวขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย  โดยลักษณะของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นจะแตกต่างกันออกไป 
มีทั้งทรงสี่เหลี่ยมและครึ่งวงกลม  เพื่อทำหน้าที่ในการยึดเกาะกับพื้นสนาม  กระจายแรงกด และส่งแรง
ในจังหวะการเคลื่อนที่อย่างเหมาะสม  แม้ว่าปุ่มแต่ละปุ่มจะมีขนาดเล็กลง  แต่ชุดปุ่มส่วนหน้านี้จะมีปุ่ม
เพียงแค่ 10 ปุ่มเท่านั้น  ในขณะที่รูปแบบปุ่มแบบเก่า  จะมีปุ่มส่วนหน้ามากถึง 12 ปุ่ม  จึงน่าสนใจว่า
CTR 360 Maestri III (FG) จะช่วยในเรื่องของการยึดเกาะกับพื้นสนามได้ดีขึ้นกว่าเก่ามากน้อยเพียงใด

      
   ปุ่มด้านหลังจำนวน 4 ปุ่มก็เช่นกัน  ลักษณะของปุ่มจะเป็นปุ่มเล็กๆ  รูปทรงแทบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส  
หน้าตัดแคบ  แต่ยังอุ่นใจถึงความแข็งแรงทนทานของปุ่มได้  เนื่องจากฐานปุ่มมีการออกแบบให้เป็น
ชิ้นเดียวกันกับชุดพื้นอย่างแข็งแรง 

   
   ก่อนหน้านี้ใครคิดว่าไนกี้จะออก CTR 360 Maestri III มาแบบซ้ำเดิม  หมดไอเดีย  หมดลูกเล่น  คงได้
เวลาเปลี่ยความคิดใหม่แล้วนะครับ  ผมเองก็เป็นคนหนึ่งเหมือนกันที่เคยคิดว่าไนกี้จะออกลูกเล่นอะไรเพื่อ
สร้างความน่าสนใจให้กับรองเท้ารุ่นนี้ได้เอง  ในเมื่อเจเนอเรชั่นก่อนก็ทำไว้ได้อย่างครบถ้วนแล้ว  แต่พอ
มาวันนี้  หลังจากที่ได้จับได้สัมผัส  และได้ทำข้อมูลในบทความ "Hand On!" บทความนี้   ความคิดมันก็
เปลี่ยนไปในทันที  และพบว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความน่าสนใจในหลายๆ เรื่อง  แต่ผลการทดสอบการใช้งาน
จะออกมาดีขึ้นหรือด้อยลงอย่างไร  ได้เวลาไปลงสนามทดสอบแล้ว !!

   Feeling

   
   สำหรับขนาดไซด์ของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้ที่บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  ส่งมาให้ผมทำการรีวิว
ทดสอบการใช้งาน  ยังคงเป็นขนาดไซด์เดิมคือ 9.5 US , 8.5 UK , 43 FR หรือ 27.5 cm ซึ่งเป็นขนาดไซด์
ที่ยึดเป็นมาตรฐานโดยส่วนตัว  เพื่อให้สามารถนำมาเปรียบเทียบขนาดจริงของรองเท้าแต่ละรุ่น  และแนะนำ
สำหรับการเลือกขนาดไซด์ที่เหมาะสมให้แก่คุณผู้อ่านทุกท่านได้

   รูปร่างรูปทรงของ CTR 360 Maestri III ที่ดูจากภายนอกคร่าวๆ ด้วยสายตา  ก็พอจะบอกได้ว่ารองเท้า
โฉมนี้ของไนกี้นั้นมีรูปทรงที่เรียวยาวกว่าเดิมเล็กน้อย  มีส่วนโค้งส่วนเว้าที่ค่อนข้างชัดเจน  ดังนั้นการทีจะ
ใส่เท้าเข้าไปในรองเท้านั้น  จึงจำเป็นต้องคลายแนวร้อยเชือกออกให้กว้าง  จะช่วยให้สวมใส่ได้ง่ายขึ้น

     
  เมื่อสวมใส่เท้าเข้าไปในรองเท้า  พร้อมกับผูกเชือกรองเท้าแบบแน่นพอดีๆ  กลับพบว่าพื้นที่ด้านหน้า
เหลือน้อยมาก  เกือบจะพอดีกับความยาวของเท้าเลยก็ว่าได้  เห้ย !! ทั้งๆ ที่ดูและสัมผัสจากภายนอกนั้น
ดูเหมือนว่าทรงของรองเท้าจะเรียวยาวกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วนะ  นั้นหมายความว่า CTR 360 Maestri III
นั้นมีขนาดจริงของรองเท้าในด้านยาวแบบตรงไซด์เป๊ะๆ เลยสินะ 

   
   ทีนี้คำถามต่อมาก็คือ "แล้วขนาดจริงในด้านกว้างเป็นอย่างไร"  ในเมื่อรูปทรงรองเท้านั้นดูเรียวยาวมากขึ้น
แน่นอนว่า CTR 360 Maestri III นั้นมีขนาดจริงในด้านกว้างที่ "แคบลง" โดยเฉพาะส่วนลำตัวด้านหน้า
นั้นให้ฟีลลิ่งที่บีบกระชับมากขึ้นกว่า CTR 360 Maestri II อย่างชัดเจน  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้  คาดว่าจะเป็น
เพราะวัสดุหน้าผ้าแคงกาไลท์แบบใหม่  ที่ค่อนข้างบางและนุ่ม  จึงทำให้ตัวรองเท้ามีรูปทรงในการตัดเย็บ
ที่กระชับกว่าเดิม  ถ้าถามผมว่าฟีลลิ่งแบบนี้ดีไหม  บอกตรงๆ ว่าผมชอบนะ  ชอบในความกระชับที่ชัดเจน
แบบนี้  มันช่วยในเรื่องของความมั่นใจในการเคลื่อนที่  กระฉับกระเฉง  แรกๆ รู้สึกอึดอัดบ้าง  แต่กลับไม่
ร้อนระอุ (เมื่อลงเล่นในสนามหญ้าเทียม ช่วงอาการร้อนๆ) เหมือนกับเจเนอเรชั่นที่แล้ว  คงเนื่องมาจากหนัง
แคงกาไลท์ของรองเท้ารุ่นนี้มันบางกว่านั่นแหละครับ 

   
   ในเมื่อรูปทรงรองเท้าค่อนข้างเรียวกระชับ  ลักษณะของหนังแคงกาไลท์ที่นุ่ม  ทำให้ภาพที่ออกมาเมื่อ
สวมใส่รองเท้ารุ่นนี้แล้ว  "รองเท้าจะมีรูปทรงเข้ารูปกับเท้าทุกสัดส่วนอย่างลงตัว" ไม่เชื่อลองดู
จากภาพด้านบนนะครับ  เห็นได้ชัดเจนเลยว่ารองเท้ากับเท้าของผมนั้นมีความเข้ากันแทบทุกสัดส่วน
ไม่มีช่องว่าง  ทำให้ภาพของการสวมใส่ CTR 360 Maestri III คู่นี้ดูสวยเข้ารูป สวยงามสุดๆ ไปเลย

   ส่วนของหุ้มส้นแบบหน้าผ้าหนังกลับก็ให้ความสบายในการสวมใส่ไม่น้อย  เข้ารูปและกระชับกับข้อเท้า
เป็นอย่างมาก  ถ้าใครที่เคยได้ใช้งาน CTR 360 Maestri II หรือ Tiempo Legend IV มาก่อน  ก็น่าจะ
รู้ถึงศักยภาพของหุ้มส้นแบบนี้ได้เป็นอย่างดี 

   
   ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบกัน  ผมขอสรุปปิดท้ายเกี่ยวกับการเลือกขนาดไซด์ CTR 360 Maestri III
เพื่อให้ท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์  ผมฟันธงให้เลยว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้
"ตรงไซด์เป๊ะๆ" โดยเฉพาะในด้านยาว  ที่ 27.5 cm ก็คือ 27.5 cm จริงๆ ดังนั้นงานนี้น่าจะถูกใจผู้ที่
มีขนาดความยาวเท้าตรงๆ เหมือนผม ไม่ว่าจะเป็นเต็มหรือครึ่ง cm ก็ตาม  ส่วนในแนวด้านกว้างอาจจะ
แคบไปหน่อย  แต่ถ้าใครที่หน้าเท้าไม่กว้างมากจนเกินเหตุ  ผมก็ยังแนะนำว่าให้เลือกซื้อแบบตรงไซด์
อยู่ดี  แรกๆ ที่ใส่อาจจจะโดนบีบหรืออึดอัดไปบ้าง  สุดท้ายเมื่อรองเท้าสามารถเข้ารูปกับเท้าได้  ก็จะ
เป็นความกระชับที่ลงตัว  แถมรูปทรงเมื่อสวมใส่ยังออกมาสวยงาม  ไม่แพ้คนเท้าเรียวที่ใส่ Mercurial
Vapor VIII
เลย

   Testing  

   มาถึงส่วนของการทดสอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลไนกี้ CTR 360 Maestri III ในหัวข้อต่างๆ กัน
เสียที  หลังจากที่ผมได้ใช้เวลาลงสนามใช้งานรองเท้ารุ่นนี้มาเป็นระยะเวลาที่เพียงพอแล้ว  พอที่จะจับ
ถึงความรู้สึก  ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ  ของรองเท้า  แล้ววิพากษ์วิจารณ์แบบตรงไปตรงมาทั้งหมด
มาทดสอบไปด้วยกันซิว่า  ว่าที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งรองเท้าฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี 2012  กับอาดิดาส
Predator® Lethal Zones
  จะทำได้ดีแค่ไหนในแง่ของการทดสอบการใช้งาน

   
   อ่อ...เกือบลืมไปครับ  ก่อนที่จะไปลงสนามทดสอบการใช้งานในสนามหญ้าเทียม  ผมมีโอกาสได้ใช้
รองเท้าคู่นี้ลงแข่งขันในสนามหญ้าจริง  จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้  อยู่ๆ ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก
เปียกไปทั้งตัว  เลยได้โอกาสถ่ายภาพของแถบสะท้อนแสงตรงส้นเท้ามาให้ได้ชมกันครับ  ที่บอกไป
ในช่วง "Hand On!" ว่าแถบสะท้อนแรงสีขาว  มันจะเปลี่ยนสีเมื่อถูกความชื้นหรือเปียกน้ำ  ก็เป็นอย่างที่
เห็นในภาพด้านบนนี้เลย  เมื่อเปียกน้ำ  จะเปลี่ยนเป็นสีฟ้า-น้ำเงิน  และเมื่อแห้งแล้ว  แถบมันก็จะเปลี่ยน
กลับมาเป็นสีขาวสะท้อนแสงเหมือนเดิม  ก็ขอเอามาให้ชมกันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเท่านั้นครับ  ไม่ได้
นำมาวิเคราะห์ในแง่ของการใช้งานแต่อย่างใด

   ความสบายในการสวมใส่

   
   เริ่มต้นด้วยความสบายในการสวมใส่ที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จะมอบให้แก่ผู้สวมใส่   บอกได้เลยว่าใคร
ที่ชื่นชอบสวมใส่รองเท้าฟุตบอลที่สบายๆ ไม่รัดแน่นกระชับมากนัก  คงจะต้องผิดหวังกับ CTR 360 Maestri
III
คู่นี้พอสมควร  เพราะตัวรองเท้าตอนกลางไปถึงตอนหน้า  ที่ค่อนข้างบีบกระชับจนรู้สึกอึดอัด   คนที่
หน้าเท้ากว้างมากๆ อาจจะต้องกัดฟันอดทนให้รองเท้ามันขยายเข้ารูปกับเท้าสักหน่อย   ซึ่งอาจจะต้อง
กินเวลาในการใช้งานมากกว่า 2-3 ครั้ง  ถึงจะเข้าที่เข้าทาง

   ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในเรื่องของการระบายความร้อนจากการลงเล่นในสนามหญ้าเทียมตอนอากาศร้อนๆ
หรือพื้นสนามที่ถูกแสงแดดแผดเผามาค่อนวันแล้ว  บอกได้เลยว่า CTR 360 Maestri III คู่นี้มีความสามารถ
ในการระบายความร้อนได้ดีที่สุดในรองเท้าฟุตบอลประเภทเดียวกัน !!  ทั้งๆ ที่รูปทรงรองเท้านั้น
ค่อนข้างบีบกระชับเนี่ยนะ !? ใช่ครับ  เป็นอย่างนั้นจริงๆ  สาเหตุก็เพราะว่าชั้นหนังแคงกาไลท์ของรองเท้า
รุ่นนี้มีความนุ่มและบาง  รวมถึงบริเวณด้านหน้าและหลังเท้า  ก็ไม่มีแถบยางหรือพื้นผิวอะไรมาปกปิดขัดขวาง
การระบายความร้อนด้วย  ทำให้เจเนอเรชั่นที่ 3 ของรองเท้าเก่งรอบด้าน 360 องศาคู่นี้  สามารถระบาย
ความร้อนได้ดีกว่าเจเนอเรชั่นเดิม  และดีกว่าคู่แข่งตัวสำคัญอย่างอาดิดาส Predator® Lethal Zones 
ด้วยซ้ำ

   
   น่าเสียดายที่รูปทรงของรองเท้ารุ่นนี้มันแคบลง  จนทำให้รู้สึกถึงความอึดอัดและบีบทางด้านข้างเมื่อ
สวมใส่ตอนแรกๆ อยู่บ้าง  และเมื่อลองเคลื่อนที่ขยับตัว  หรือแม้แต่ลองออกตัววิ่งด้วยความเร็ว  จะรู้สึก
ถึงอาการเมื่อยฝ่าเท้าอยู่บ้าง
 โดยรวมแล้ว  คงต้องยอมรับว่ารองเท้ารุ่นนี้ไม่ใช่รุ่นที่ใส่สบายเท่าไหร่
นัก  อึดอัดและหายใจหายคอไม่ค่อยสะดวก  แม้ตัวรองเท้าจะบางกว่า  และไม่มีแถบยางหนาๆ มาติด
บนตัวรองเท้า  จะช่วยทำให้รองเท้ารุ่นนี้ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในคลาสก็เถอะ  แต่อาการบีบข้างเท้า
ก็เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความสบายในการสวมใส่มากที่สุดอยู่ดี
   
   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   ก่อนที่จะได้ทดลองออกวิ่งบนพื้นสนามด้วยรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ยอมรับครับว่าการที่ชุดแผ่นรองพื้นด้านใน
ของ CTR 360 Maestri III ไม่มีวัสดุโพรอนเพื่อช่วยรองรับแรงกระแทก  ทำให้ถูกคาดเดาไปล่วงหน้าว่า
ระบบรองรับแรงกระแทกของรองเท้ารุ่นนี้จะมีประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกด้อยลงกว่าเดิม
อย่างแน่นอน   เชื่อว่าไม่ใช่ผมแค่คนเดียวที่คิดแบบนั้น  ยังน่าจะรวมถึงบรรดาผู้ที่เคยใช้งานรองเท้า
ฟุตบอลไนกี้ที่มีชุดพื้นรองรับแรงกระแทกโพรอนมาก่อนอีกหลายคนที่คิดแบบนั้น

   แต่พอได้ทดลองออกตัววิ่งบนพื้นสนามหญ้าเทียมจริงๆ  ผลลัพธ์กลับตรงข้ามกับความคิดไปอย่างน่าตกใจ
เพราะผมสามารถรู้สึกได้ว่าชุดแผ่นรองพื้นของ CTR 360 Maestri III สามารถช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดี
กว่าแผ่นรองพื้นของ CTR 360 Maestri II ที่เสริมวัสดุโพรอนแบบไม่เต็มแผ่นเอาไว้  และแน่นอนว่าทำได้ดี
กว่าแผ่นรองพื้นโฟม EVA บางๆ ที่เสริมโฟมรองรับแรงกระแทกไว้แค่ตรงฝ่าเท้าของอาดิดาส Predator®
Lethal Zones
 อย่างชัดเจนมากกกก....

   
   ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น !?!?  เมื่อลองถอดแผ่นรองพื้นที่มีวัสดุหลักเป็นโฟม EVA  แผ่นหนาๆ  เนื่องจาก
ขึ้นรูปให้เนื้อโฟมตรงกลางมีรูพรุนไปทั้งแผ่น  ผมก็เข้าใจทันที  เพราะลักษณะทางกายภาพแบบนี้
พื้นที่ตรงกลางจะมีช่องว่างของอากาศ  เวลาเกิดแรงกด  เนื้อโฟมจะสามารถยุบตัวแล้วไล่อากาศออก  ทำให้
ประสิทธิภาพของการรับแรงกระแทกนั้นดีกว่าแผ่นโฟมแบบที่ไม่มีช่องว่างของอากาศ  และข้อดีอีกอย่างหนึ่ง
ของแผ่นรองพื้นชุดนี้ก็คือความสม่ำเสมอในการช่วยรองรับแรงกระแทกหมดทั่วทั้งฝ่าเท้าอีกด้วย

   อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรองรับและกระจายแรงกระแทก  ก็คือรูปแบบของชุดพื้นและ
ปุ่มของรองเท้านั่นเอง  เป็นที่รู้กับดีว่ารูปแบบปุ่ม FG ของ CTR 360 Maestri III นั้นเปลี่ยนแปลงไปจาก
เจเนอเรชั่นเดิมๆ เป็นอย่างมาก  ที่สำคัญคือจำนวนปุ่มที่น้อยลง  และหน้าตัดปุ่มที่แคบกว่าเดิม  ส่งผลต่อ
การช่วยผ่อนแรงและกระจายแรงกระแทกของชุดพื้นและปุ่ม  ยังสู้แนววางปุ่มของเจเนอเรชั่นที่แล้วไม่ได้ 

   โดยภาพรวม  บวกลบคูณหาร  ทั้งเรื่องของแผ่นรองพื้นและรูปแบบปุ่มแล้ว  ขอลงความเห็นว่ารองเท้า
CTR 360 Maestri III ให้ฟีลลิ่งเกี่ยวกับการช่วยผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามในอารมณ์ใกล้เคียงกับ
CTR 360 Maestri II  หรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย  แต่ที่แน่ๆ คือดีกว่าคู่แข่งตรงสายพันธุ์จากอาดิดาสอย่าง
Predator® Lethal Zones ค่อนข้างชัดเจน  อย่างไรก็ตาม  ยังเป็นรองไนกี้ T90 Laser IV ซึ่งเป็นรองเท้า
รุ่นที่มีแผ่นรองพื้นเสริมวัสดุโพรอนแบบเต็มแผ่น  เป็นรองเท้ารุ่นที่ มีระบบการรองรับแรงกระแทกที่ดีที่สุด  
เท่าที่เคยได้รีวิวมา  อยู่ดี

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   เมื่อระบบช่วยเหลือเพื่อรองรับแรงกระแทกของ CTR 360 Maestri III นั้นถือว่าทำได้ดีเกินคาด  และ
เมื่อรวมกับน้ำหนักตัวรองเท้าที่ลดลง  เหลือเพียง 240 กรัม/ข้าง  หลายๆ อย่างดูเหมือนจะเป็นใจที่ทำให้
รองเท้ารุ่นนี้น่าใช้สำหรับการเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนามมากขึ้นกว่าเดิม  ดังนั้นประเด็นเรื่องของความ
สามารถในการยึดเกาะกับพื้นสนามเมื่อเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
ของชุดพื้นและปุ่ม FG แบบใหม่
จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก  

   เมื่อถึงจังหวะที่ต้องวัดความเร็วกับคู่แข่งในสนามแบบไม่มียั้ง  ชุดพื้นส่วนหน้าบริเวณฝ่าเท้านั้นให้
การสปรินซ์ด้วยปลายเท้าที่ดีกว่าเดิม  ชุดพื้นสามารถยืดหยุ่นและดีดตัวได้ดีขึ้น  ทำให้จังหวะที่ต้องการ
การสปรินซ์ออกตัวด้วยความเร็วสูง  จึงเรียกใช้งานศักยภาพส่วนนี้ได้อย่างทันทีที่ต้องการ

   ส่วนรูปแบบปุ่ม FG ที่ดูเหมือนว่าปุ่มแต่ละปุ่มจะยาวขึ้น  หน้าตัดปุ่มแคบลงและที่สำคัญก็คือจำนวนปุ่ม
ที่เหลือเพียงแค่ 14 ปุ่ม  ที่ทั้งหมดนี้มาในรูปแบบแนววางปุ่มแบบใหม่จนแทบไม่เหลือเคล้าโครงเดิมเลย
แม้แต่น้อย  รูปแบบปุ่ม FG นี้สามารถให้ศักยภาพของการยึดเกาะกับพื้นสนามได้อย่างดีเยี่ยม  โดยเฉพาะ
จังหวะการเคลื่อนที่ซ้าย-ขวา ในย่านความเร็วสูง  ชุดปุ่มสามารถให้การยึดเกาะที่มั่นคงมากๆ
นี่ยังรวมถึงจังหวะการสับขาหลอก  หรือกลับตัวที่ต้องใช้ความเร็วสูง  ชุดปุ่ม FG ของ CTR 360 Maestri III
ถือว่าสอบผ่านเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

   
   ไปๆ มาๆ แล้ว  รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์เก่งรอบด้าน ไนกี้ CTR 360 Maestri III คู่นี้  กลับมีศักยภาพ
ในการเคลื่อนที่และการยึดเกาะกับพื้นสนามได้อย่างยอดเยี่ยม  และเหมือนจะดีกว่ารองเท้าฟุตบอล
ประเภทความเร็วบางรุ่นเสียด้วยซ้ำ
 จำเป็นต้องยอมก็แค่เพื่อนร่วมค่ายที่คว้าคะแนนเต็ม 10 อย่าง
จรวดทางเรียบ Mercurial Vapor VIII เท่านั้นแหละ !!

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 9/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   ต้องยอมรับเลยว่าฟีลลิ่งหลายๆ อย่างของไนกี้ CTR 360 Maestri III ที่ผมกำลังทดสอบในครั้งนี้  
ค่อนข้างที่จะมีสมดุลลงตัวในหลายๆ ด้าน  อย่างที่บอกไปแล้วว่ารองเท้ารุ่นนี้มีความกระชับแนบชิด
กับเท้าของผมในทุกสัดส่วน  เรียกได้ว่าแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันก็ว่าได้  การเคลื่อนที่ในทุกๆ จังหวะ
แทบจะไม่เกิดช่องว่างระหว่างเท้ากับรองเท้าเลยแม้แต่น้อย  เป็นผลดีต่อการสร้างความมั่นใจ
ในทุกจังหวะการเล่นเลยทีเดียว
  

   ทั้งนี้ยังรวมถึงหุ้มส้นด้านในแบบหน้าผ้าหนังกลับ  ที่บุฟองน้ำด้านในในปริมาณที่กำลังดี  โอบ
กระชับและล็อกข้อเท้าได้อย่างแน่นหนา
  สร้างความกระชับในการสวมใส่ได้เป็นอย่างดี  หากยัง
จำกันได้ตอนที่ผมได้รีวิวทดสอบการใช้งานอาดิดาส Predator® Lethal Zones  ครั้งแรกๆ จะถูก
กัดส้นเท้าบ้าง  ก่อนที่จะเข้าที่เข้าทางก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย  แต่สำหรับไนกี้ CTR 360 Maestri III
ที่กำลังใส่คู่นี้ ส้นเท้าของผมไม่ถูกกัดเลยแม้แต่นิดเดียว  ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวสามารถทำได้
อย่างมั่นใจ(มาก)

   ปิดท้ายกันที่ผิวสัมผัสของแผ่นรองพื้นด้านใน  ใครที่เคยได้ใช้งานรองเท้าฟุตบอลไนกี้ระดับท็อป
ที่ใช้แผ่นรองพื้นด้านในที่มีผิวสัมผัสแบบเคลือบสารยึดติด  หน้าผ้าคล้ายยาง  มาก่อน  จะรู้ดีว่ามัน
สามารถสร้างแรงเสียดทานกับฝ่าเท้าได้เป็นอย่างดี  แม้ฝ่าเท้าจะเปียกเหงื่อหรือความชื้นใดๆ ก็ตาม
แน่นอนว่ารองเท้ารุ่นนี้ก็เป็นเช่นนั้น  และยิ่งขนาดความยาวรองเท้าที่ตรงไซด์  พอดิบพอดีกับความยาว
ของเท้าผม  ยิ่งช่วยล็อกไม่ให้เท้ามีอาการลื่นไถลเลยแม้แต่นิดเดียว    

   ทั้งหมดทั้งมวลนี้  ทำให้ CTR 360 Maestri III เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ให้ ฟีลลิ่ง  ความกระชับและ
ความมั่นใจเมื่อใช้งานในระดับที่ยอดเยี่ยมมาก
   ดีกว่าทั้งเจเนอเรชั่นที่แล้ว  และคู่แข่งรายสำคัญ
จากอาดิดาสด้วยซ้ำ  ซึ่งต้องแลกมาด้วยการถูกบีบตามแนวด้านข้างเท้าที่อึดอัดเอาเรื่องเหมือนกัน
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 9/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   ประสิทธิภาพการสัมผัสและการควบคุมลูกฟุตบอลถือเป็นจุดเด่นของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้เป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะจังหวะการจับบอลแรกด้วยหลังเท้าและหน้าเท้า  หนังสังเคราะห์แคงกาไลท์แบบใหม่ที่ถูกรีดจนบาง
และนุ่ม  ช่วยให้การเอาบอลลงกับพื้นและควบคุมให้การเล่นในจังหวะต่อไปทำได้ง่าย  

   อารมณ์การสัมผัสบอลของ CTR 360 Maestri III คู่นี้  แทบจะไม่แตกต่างจาก Tiempo Legend IV เลย
แม้แต่น้อย  โดยเฉพาะในเรื่องของความนุ่มที่เรียกได้ว่าแทบจะใกล้เคียงกัน  แต่รองเท้ารุ่นนี้มีข้อได้เปรียบ
ตรงที่หนังหน้าผ้าบางกว่า  ทำให้รู้สึกถึงการสัมผัสบอลได้เต็มเท้ากว่า Tiempo Legend IV อยู่นิดหน่อย
และแม้ว่าจะไม่มีอุปกรณ์จำพวกแถบยางสัมผัสเพื่อดึงดูดกับลูกฟุตบอล  แต่ลักษณะของพื้นผิวหน้าผ้าที่เป็น
รอยบุ๋มๆ เต็มไปหมด  ก็มีผลดีในเรื่องของการเพิ่มแรงเสียดทานตามหลักการกลศาสตร์ของไหล  เนื่องจาก
อากาศที่อยู่ระหว่างผิวของรองเท้ากับลูกฟุตบอล  จะเป็นตัวช่วยทำให้เกิดแรงดึงดูด  และช่วยทำให้การจับ
บอลแต่ละครั้งนั้นทำได้อย่างนุ่มนวลขึ้นนั่นเอง

   ส่วนคำถามที่ว่าการจับบอลแรกของรองเท้ารุ่นนี้แตกต่างอย่างไรกับคู่ปรับอย่าง อาดิดาส Predator®
Lethal Zones
  คำตอบจากตัวผมเองก็คือ "แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ" แต่ตอบไม่ได้ว่าอะไรดีกว่ากัน
เพราะรองเท้าทั้งรองรุ่นนี้ก็ให้การสัมผัสและจับบอลแรกที่ดีพอๆ กัน  แต่ดีไปคนละแบบ  กล่าวคือ ไนกี้
CTR 360 Maestri III จะสามารถตอบโจทย์ให้แก่ผู้เล่นที่มีทักษะการจับบอลในระดับที่ดีอยู่แล้ว  
และอาจจะชอบฟีลลิ่งการสัมผัสที่นุ่มเท้า  สัมผัสบอลแบบบางๆ เต็มๆ
  ส่วนในรายของรองเท้า
ฟุตบอลครบเครื่องจากอาดิดาส  จะเหมาะแก่ผู้เล่นที่อาจจะไม่มีทักษะการเอาบอลลงที่นุ่มนวลมากนัก  
จึงต้องอาศัยแถมยางสัมผัสที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการสัมผัสและควบคุมการจับบอลแรก
แต่เมื่อเปรียบเทียบการใช้งานของทั้ง 2 แล้ว  ถือว่าให้ผลลัพธ์การจับบอลในระดับที่ดีพอๆ กัน

   
   ต่อเนื่องด้วยการทดสอบรับและส่งบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในซึ่งเป็นอุปกรณ์ประเภทแถบยาง
เพียงส่วนเดียวของ CTR 360 Maestri III  และเป็นจุดขายสำคัญที่ไนกี้พยายามโปรโมทให้กับรองเท้า
ซีรี่ย์นี้มาตั้งแต่แรก  สิ่งที่แตกต่างจากเจเนอเรชั่นก่อนๆ  ก็คือลักษณะของแนวแถบยางที่ถูกมอบหมายให้
ช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับและส่งบอล  นั้นจะเป็นแนวตั้ง  ชิ้นเล็กๆ  วางเรียงตัวกันตั้งแต่ตรงส้นเท้า
กินพื้นที่มาจนเกือบถึงตรงหัวรองเท้า  ชัดเจนเลยว่าพื้นที่สัมผัสบอลข้างเท้าด้านในของรองเท้าคู่นี้มี
มากขึ้นกว่าเดิม  การใช้งานหรือการสัมผัสกับลูกบอลนั้นทำได้ง่ายขึ้น  ใช้งานได้จริง  โดย
เฉพาะการแปรบอลออกไปด้วยข้างเท้าด้านใน  ลูกบอลที่ถูกส่งออกไปนั้นมีน้ำหนัก  และถ้าวางเท้าแปรบอล
ดีๆ  ทิศทางของลูกบอลที่ถูกแปรส่งออกไป  ค่อนข้างจะมีทิศทางที่พุ่งตรงมากๆ   นอกจากทิศทางการส่ง
ในแนวเรียบแล้ว  การควมคุมความโด่ง(สูง)ของลูกบอลที่ถูกแปรออกไปยังทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
นอกจากนี้  แถบยางที่วางเรียงตัวเว้นระยะห่าง  เกิดช่องว่าง  ยังช่วยปั่นไซร้โค้งให้กับลูกบอลที่ถูกแปร
ออกไปจากเท้าอีกนิดหน่อย  เพียงพอต่อการแปรส่งบอลแบบติดไซร้โค้ง  เพื่อหนีการป้องกันของผู้เล่น
ทีมตรงข้ามได้อีกด้วย   

   เรียกได้ว่าไนกี้ CTR 360 Maestri III คู่นี้มีความสมบูรณ์แบบในการแปรส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในสุดๆ  
หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ อาดิดาส Predator® Lethal Zones เกี่ยวกับการแปรบอลด้วยข้างเท้า
ด้านใน  หลังจากที่ผมมีโอกาสใช้งานเปรียบเทียบกันทั้ง 2 รุ่น   ต้องบอกว่าฟีลลิ่ง  ความหนักแน่นและ
น้ำหนักบอลค่อนข้างใกล้เคียงกัน  แต่สิ่งที่รองเท้ารุ่นใหม่จากไนกี้ดูจะทำได้ดีกว่า  ก็คือพื้นที่สัมผัสกว้างขวาง
เข้าถึงง่าย  ใช้งานง่ายกว่า  รวมถึงยังพอจะใช้เพื่อเพิ่มการปั่นไซร้โค้งให้กับลูกบอลที่ถูกแปรส่งออกไป
ได้ดีกว่าพอสมควร

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 9/10


   การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า

      
   มาต่อที่การทดสอบการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้ากันบ้าง  หลังจากที่ผมเองมีโอกาสได้เลี้ยงพาบอลฝ่าดง
คู่แข่งมาหลายครั้งพอสมควร  โดยภาพรวมแล้ว  หน้าผ้าแคงกาไลท์ที่นุ่มมากๆ  ช่วยให้การแตะบอลแต่ละที
สามารถกะเกณฑ์น้ำหนักได้ง่ายตั้งแต่ครั้งแรก  ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวมากนัก  โดยเฉพาะการเลี้ยงแตะบอล
ด้วยหลังเท้านั้นทำได้อย่างเชื่องเท้า
  อารมณ์แทบจะไม่แตกต่างจากรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิค
ที่ทำจากหนังจิงโจ้นุ่มๆ เลย  และอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถสังเกตได้ก็คือแนวด้ายเย็บ 2 แนว  ที่ตัดแนวขวางตรง
บริเวณหัวรองเท้า  จะบังคับให้โครงสร้างของรองเท้ามีลักษณะโค้งเว้าสอดรับกับความกลมของลูกบอล  ใน
จังหวะการสปรินซ์ตัวด้วยปลายเท้า  ก็ถือเป็นจุดดีอีกข้อหนึ่งที่ช่วยให้สัมผัสกับลูกบอลได้อย่างเต็มๆ ในการ
เลี้ยงพาบอลด้วยหลังเท้า

   แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ  หน้าผ้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นนี้ไม่มีศักยภาพในการดึงดูดกับลูกฟุตบอลได้ดี
เทียบเท่ากับวัสดุจำพวกแถบยาง  โดยเฉพาะแถบยาง Dribble Zone ของ Predator® Lethal Zones  ที่
สามารถใช้แตะเลี้ยงบอลได้แทบทุกลักษณะการสัมผัส  ถึงแม้ว่าไนกี้จะโฆษณาว่ารองเท้ารุ่นใหม่รุ่นนี้จะให้
การสัมผัสที่ดีในทุกสภาวะอากาศ  จะเปียกหรือแห้งก็ตาม  แต่พอทดสอบเจาะจงลงไปที่การเลี้ยงพาบอล
ไปกับเท้า "ในตอนที่ผิวสัมผัสเปียกน้ำ" (โชคดีที่ตอนทดสอบ มีฝนตกลงมาพอดี)  เจ้าเทคโนโลยี ACC
สามารถช่วยให้แรงเสียดทานในการสัมผัสกับลูกบอลได้ดีกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว  แต่ก็สู้การดึงดูดกับบอล
ของวัสดุจำพวกแถบยาง (ในสถาวะที่เปียกน้ำเหมือนกัน) ไม่ได้อยู่ดี

  
   อย่างไรก็ตาม  การเลี้ยงบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในก็ให้การสัมผัสที่นุ่มเท้าใช้ได้  แม้จะมีแนว
แถบยางรับ-ส่งบอลอยู่ตลอดแนวข้างเท้าด้านในก็ตาม  และด้วยลักษณะของพื้นที่ข้างเท้าด้านในที่มี
ลักษณะเปิดกว้าง  ก็ช่วยให้การแตะเลี้ยงบอลทำได้อย่างเต็มเท้า  ควบคุมทิศทางการแตะบอลได้
ค่อนข้างแม่นยำ
  การกะเกณฑ์น้ำหนักก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่  เพราะเนื้อยางของแนวข้างเท้าด้านใน
นั้นไม่แข็งกระด้างจนเกินไป  แถมยังมีครีบที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการสัมผัสและสร้างแรงเสียดทานกับลูกบอล
อีกด้วย

   สรุปโดยภาพรวมเกี่ยวกับความสามารถของการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้
ต้องบอกว่าจุดเด่นคือสัมผัสหน้าผ้าที่นุ่มเท้า  กะเกณฑ์น้ำหนักการแตะเลี้ยงบอลแต่ละทีนั้นทำได้ค่อนข้างง่าย
สามารถควบคุมลูกบอลให้อยู่ในการครอบครองได้อย่างเชื่องเท้า  เหมาะแก่การเลี้ยงพาบอลแบบค่อยเป็น
ค่อยไป  แตะเลี้ยงบอลแบบสั้นๆ แล้วค่อยเปลี่ยนทิศทางการเลี้ยงแต่ละทีๆ  หากจำเป็นต้องวัดกับคู่แข่ง
แบบตัวต่อตัว การแตะบอลที่แม่นยำและฟีลลิ่งแบบเต็มๆ เท้า  ก็จะช่วยให้เอาตัวรอดได้ไม่ยาก  

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 7/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   การยิงประตูและเปิดบอลโด่งของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  มีจุดเด่นในเรื่องของสัมผัสที่เต็มหลังเท้า
เนื่องจากวัสดุหน้าผ้าที่นุ่มกว่าเจเนอเรชั่นก่อน  ช่วยรักษาสุขภาพเท้าจากแรงปะทะระหว่างเท้ากับลูกบอล
ได้ดีขึ้นกว่าเก่า  ทำให้การยิงประตูแบบเต็มแรงแต่ละครั้งทำได้อย่างมันส์เท้าเสียเหลือเกิน  ในส่วนของ
ชุดพื้นและแนววางปุ่มแบบใหม่  ก็ยังให้ประสิทธิภาพในการยึดเกาะสนามที่ดีขึ้นกว่าชุดปุ่มแนววงกลม
ตรงกลางฝ่าเท้าแบบเก่า  ทำให้เท้าหลักสามารถวางเท้าลงไปได้อย่างมั่นคงกว่าทั้ง CTR 360 Maestri II  
และ Predator® Lethal Zones อยู่เล็กน้อย  เมื่อการยึดเกาะกับสนามในจังหวะการวางเท้าหลักนั้นทำได้ดี
เท้าอีกข้างที่เหวี่ยงเพื่อเตะเข้ายังไปลูกบอลอย่างเต็มแรงจึงทำได้อย่างมั่นใจ

   ในเรื่องความแรงของลูกบอลที่ถูกยิงออกไปจากเท้า  หรือเปิดบอลโด่งข้ามฟากสนามไปให้เพื่อนร่วมทีม
ตรงจุดนี้ยังคงต้องอาศัยพละกำลังขาของผู้สวมใส่เป็นหลัก  จริงอยู่ที่ CTR 360 Maestri III ให้การสัมผัส
บอลที่เต็มเท้าและการส่งกำลังของชุดพื้นปุ่มที่มั่นคงกว่าเดิม  แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่ลดลง  วัสดุหน้าผ้าที่นุ่มขึ้น  
ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อพละกำลังของลูกบอลที่พุ่งออกไปจากเท้ามากกว่า  อย่างไรก็ตาม...ถ้าผู้เล่นมี
การวางเท้าที่ดี  ถนัดการยิงแบบเต็มหลังเท้าและมีกำลังขามากพอสมควร  เมื่อยิงเข้าข้อล่ะก็   ลูกยิงจะพุ่ง
ออกไปจากเท้าด้วยความแรงก็มีโอกาสได้เห็นอยู่บ่อยๆ (แต่ลูกยิงจะไม่ค่อยฮุปหรือส่าย  เหมือนการยิงประตู
ด้วย Drive Zone ของ Predator® Lethal Zones)
   
   
   การควบคุมทิศทางการยิงประตูหรือเปิดบอลโด่งของไนกี้ CTR 360 Maestri III ยังต้องบอกว่า
อยู่ในระดับที่ไม่โดดเด่นอะไรมากนัก  เนื่องจากหน้าผ้าบริเวณหลังเท้าไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ เลย
ถ้าอยากจะให้ทิศทางของลูกบอลที่ถูกยิงหรือเปิดออกไปจากเท้า ไปยังทิศทางที่ต้องการ  จำเป็นต้อง
สัมผัสบอลให้ถูกจุดเท่านั้น  แต่ถ้าเกิดหลุดตำแหน่งสัมผัสไปนิดเดียว  โอกาสที่ลูกยิงจะไต่และล้นหลังเท้า
ออกไปก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยเหมือนกัน  ในเรื่องของการปั่นไซร้โค้ง  ถ้าอยากจะให้โค้งแบบเห็นๆ
คงต้องบอกว่าเรื่องยากสำหรับรองเท้ารุ่นนี้  ทั้งหมดทั้งมวลจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับทักษะความสามารถ
การเตะปั่นไซร้โค้งของผู้เตะเป็นหลัก  หลังจากที่ผมเองมีโอกาสได้ลองยิงประตูด้วยรองเท้า 360 องศา
อยู่บ่อยครั้ง  รองเท้ารุ่นนี้จะเหมาะต่อการยิงประตูและเปิดบอลแบบพุ่งตรงมากกว่า  ถ้าหากสัมผัส
ลูกบอลในตำแหน่งที่ถูกที่ควร  บอลก็จะพุ่งไปยังทิศทางที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น

   สรุปเกี่ยวกับการทดสอบการยิงประตูและเปิดบอลโด่งของรองเท้าฟุตบอลเก่งรอบด้านสีเหลืองคู่นี้
ต้องบอกว่าเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ให้สัมผัสการยิงประตูและเปิดบอลโด่งที่เต็มเท้ามากๆ  ชุดพื้นปุ่มช่วย
เพิ่มประสิทธิภาพของการเกาะพื้นสนามได้ดีกว่าเดิม   แต่ในเรื่องของพละกำลังและการควบคุมทิศทาง
หรือการปั่นไซร้โค้งยังถือว่าไม่ได้โดดเด่นอะไร  ดูจะเป็นรองคู่ปรับอย่างอาดิดาส Predator® Lethal
Zones
เสียด้วยซ้ำ  ดังนั้นผมจึงขอลงความเห็นว่าไนกี้ CTR 360 Maestri III น่าจะตอบโจทย์ให้กับ
ผู้เล่นที่ชื่นชอบและถนัดการยิงประตูเต็มหลังเท้า  ฟีลลิ่งสัมผัสนุ่มๆ บางๆ  และเน้นการยิงหรือเปิดบอล
แบบพรุ่งตรงมากกว่าที่จะปั่นไซร้โค้งอ้อมโลก  ถ้ายิงเข้าข้อหรือสัมผัสถูกที่ถูกทาง  ก็จะมีโอกาสได้เห็น
ลูกบอลที่พุ่งทะยานออกไปจากเท้าได้อยู่เหมือนกัน

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 7/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   
   ปิดท้ายหัวข้อการทดสอบไนกี้ CTR 360 Maestri III เกี่ยวกับความสามารถในการป้องกันเท้าให้กับ
ผู้สวมใส่
  นั้นถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ   โดยเฉพาะหน้าผ้าหนังแคงกาไลท์ที่บางกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว
มีจังหวะที่ผมเองโดนปุ่มสตั๊ดของคู่แข่งย่ำลงไปที่หลังเท้า  รู้สึกว่าการป้องกันใส่ส่วนนี้ยังทำได้ไม่ดีนัก
แรงปะทะแทบจะไม่ถูกผ่อนลงสักเท่าไหร่  คล้ายๆ กับตอนที่ทดสอบ Mercurial Vapor VIII แล้วโดนย่ำ
เลยก็ว่าได้

   บริเวณหุ้มส้นด้านหลังที่เป็นแบบเกราะป้องกันภายใน (Internal Heel Counter) เข้ารูปกับแนวส้น
ของตัวรองเท้า  การป้องกันจริงๆ น่าจะถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานเหมือนกันรองเท้าฟุตบอลในตลาด
ปัจจุบัน  แต่...หุ้มส้นด้านในของรองเท้ารุ่นนี้ที่เป็นแบบหน้าผ้าหนังกลับ  บุฟองน้ำค่อนข้างหนา  หุ้มไป
จนถึงตอนกลางของเท้า  สามารถช่วยลดแรงปะทะจากการโดนคู่แข่งเตะจากด้านหลังได้ดีกว่าเดิม
เล็กน้อย  การความกระชับของหุ้มส้น  ยังช่วยลดอาการบาดเจ็บได้ดีกว่าหุ้มส้นแบบหลวมๆ ของรองเท้า
ฟุตบอลบางรุ่นอีกด้วย

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10

   Conclusion  

   
   ผ่านหัวข้อการทดสอบต่างๆ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  สำหรับรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลแบบ 360 องศา
ไนกี้ CTR 360 Maestri III  จากคะแนนที่ผมสรุปเอาไว้แต่ละหัวข้อ  น่าจะพอถึงตัวตนของรองเท้ารุ่นนี้
ได้บ้างพอสมควร  แต่ก่อนที่ผมจะสรุปรวบยอดทั้งหมดในช่วงท้ายบทความนี้  คงจะต้องขอเปรียบเทียบ
กับรองเท้าฟุตบอลรุ่นที่เกี่ยวโยงกันโดยตรง  ซึ่งจะขอหยิบเอามาเปรียบเทียบ 2 รุ่น  เริ่มจากเจเนอเรชั่น
ที่แล้ว CTR 360 Maestri II  มาดูซิว่าเจเนอเรชั่นใหม่นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้นจากเดิมไป
ในทิศทางใดบ้าง  ส่วนอีก 1 รุ่น  ที่ขาดไม่ได้  เพราะถือเป็นคู่แข่งตรงสายพันธุ์  นั่นก็คืออาดิดาส
Predator® Lethal Zones ที่ทำคะแนนการทดสอบจาก SiamBoots เอาไว้ในระดับสูงสุดเลยทีเดียว

   CTR 360 Maestri III =vs= CTR 360 Maestri II

   
   เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบกับ CTR 360 Maestri II ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้  ความแตกต่างที่
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน  ก็คงจะเป็นเรื่องของความสบายในการสวมใส่ที่ลดลง  โดยเฉพาะ
การบีบกระชับบริเวณหน้าเท้าของ CTR 360 Maestri III นั้นมีมากกว่า  อึดอัดกว่า  แต่ยังดีที่หน้าผ้า
แคงกาไลท์บางๆ นั้นสามารถช่วยระบายกว่าร้อนได้ดีกว่านิดนึง  ทั้งนี้..สิ่งที่ได้มาก็คือความกระชับเท้า
ฟีลลิ่งในการสวมใส่  ช่วยสร้างความมั่นใจได้ดีกว่าอย่างชัดเจนของ CTR 360 Maestri III

   ในเรื่องของชุดพื้นและแนวปุ่ม FG แบบใหม่ ของ CTR 360 Maestri III นั้นให้การยึดเกาะกับพื้น
สนามที่ดีกว่า  แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอาการเมื่อยฝ่าเท้าที่มีมาให้รู้สึกบ้างพอหอมปากหอมคอ  แม้ว่า
การใช้งานในสนามหญ้าเทียมอาจจะมีข้อดีข้อด้อยสลับกันบ้าง  แต่พอเอาไปใช้งานกับสนามหญ้าจริง
ที่มีดินมีหญ้า  บอกได้เลยว่าชุดปุ่ม FG แบบใหม่นี้กินขาด  และด้วยน้ำหนักตัวที่ลดลงเป็นอย่างมาก
กลับทำให้รู้สึกว่า รองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri III ช่วยให้เอื้ออำนวยต่อการเคลื่อนที่เพื่อ
บัญชาเกมไปทั่วทั้งสนาม  ของนักฟุตบอลตำแหน่งกองกลาง  ซึ่งเป็นคอนเซปที่ไนกี้ได้นิยามให้แก่
เจเนอเรชั่นนี้ของรองเท้าฟุตบอลขายดีของตนเอง ได้มากกว่าและสนุกกว่านั่นเอง

   ประเด็นเกี่ยวกับการสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอล  CTR 360 Maestri III ให้ฟีลลิ่งในการสัมผัส
และควบคุม รวมถึงการแปรบอลด้วยข้างเท้าด้านในที่ดีกว่าเดิมเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบ
หรือเคยใช้งานรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิค  และยังถวิลหารองเท้าหนังจิงโจ้แท้นุ่มๆ  ขอบอก
เลยว่ารองเท้ารุ่นนี้ให้อารมณ์การสัมผัสบอลแทบจะไม่แตกต่างจาก Tiempo Legend IV เลยด้วยซ้ำ

   แต่ในเรื่องของการยิงประตูหรือเปิดบอลโด่งแล้ว  กลับยังรู้สึกว่า CTR 360 Maestri II สามารถ
ตอบโจทย์ในเรื่องของพละกำลัง  ความเฉียบคมได้ดีกว่า  โดยสิ่งที่ CTR 360 Maestri III พอจะ
สู้ได้  ก็คือเรื่องของหน้าผ้าสัมผัสการยิง  ที่ยิงได้เต็มเท้า  ยิงมันส์และสนุกเท้ากว่า..แค่นั้น

   สรุปปิดท้าย...กับคำถามที่ว่า "CTR 360 Maestri III ดีกว่าเดิมไหม !?"  ตอบว่า "ดีกว่าเดิม" แต่
ไม่ได้ดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา ก็ต้องยอมรับว่าไนกี้ได้สร้างมาตรฐานรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้เอาไว้สูงมาก
แล้ว  ดังนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง  ที่สามารถคิดลูกเล่นหรือสร้างจุดเด่นให้กับรองเท้า
โฉมใหม่นั้นดีขึ้นกว่าเดิมได้  ผมขอให้แง่คิดการเปรียบเทียบเอาไว้อย่างดีนี้ดีกว่า  "CTR 360 Maestri
III
ดีขึ้นกว่าเดิมในบางเรื่อง  แต่บางเรื่องก็ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้โดดเด่นขึ้น  และก็มีบางเรื่องที่ดูจะ
ดร็อปลงมาจากเดิมนิดนึงด้วย"

   CTR 360 Maestri III =vs= Predator® Lethal Zones

   
   ต่อมาคืออาดิดาส Predator® Lethal Zones ซึ่งถือเป็นคู่แข่งในตลาดรายสำคัญที่สุดในตอนนี้ของไนกี้
CTR 360 Maestri III  เรื่องของฟีลลิ่งการสวมใส่  ผมยังมองว่าคู่ท้าชิงรองเท้ายอมเยี่ยมแห่งปีจากไนกี้
นั้นให้ฟีลลิ่งที่ดีกว่า  กระชับกว่าและสร้างความมั่นใจได้มากกว่า  ยังรวมถึงแผ่นรองพื้นและหุ้มส้นด้านใน
ที่หนึบ  สร้างแรงเสียดทานและไม่เกิดอาการลื่นไถล  การบีบกระชับบริเวณหน้าเท้า  โดยภาพรวมยังถือ
ว่าค่อนข้างสูสีกัน   Predator® Lethal Zones อาจจะมีหน้าเท้าที่กว้างกว่าเล็กน้อย  แต่ CTR 360 Maestri
III
ก็ได้เปรียบในเรื่องของหน้าผ้าที่นุ่มกว่า  หากอกทนใช้ไปสักพัก  หน้าผ้าก็อาจจะเข้ารูปกับรูปเท้าได้
และอ่าการอึดอัดเมื่อถูกบีบก็จะลดลง

   แม้ว่าจะเป็นคู่ปรับกันแบบตรงๆ  แต่ผมกลับมองว่ารองเท้าฟุตบอล 2 รุ่นนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป
โดยไนกี้ CTR 360 Maestri III  นั้นมีดีกว่าในเรื่องของการสัมผัสบอล  รับบอลและแปรส่งบอลโดยเฉพาะ
แถบยางข้างเท้าด้านในตลอดแนว  มีพื้นที่สัมผัสที่กว้างกว่า  ทำให้เข้าถึงและใช้งานได้ง่าย  รวมถึงหนัง
แคงกาไลท์ที่นุ่มกว่า  ให้การสัมผัสบอลที่นุ่มเท้า  CTR 360 Maestri III จะตอบโจทย์ความต้องการ
ของผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการใช้งานรองเท้าฟุตบอลหนังแท้ได้ดีกว่าสัมผัสบอลแบบแข็งๆ ของราชานักล่า
จากทางฝั่งเยอรมันนี

   ส่วนทางอาดิดาส Predator® Lethal Zones จะมีความครบเครื่องในเรื่องของการออกบอลเป็นหลัก  
ไม่ว่าจะเป็นการยิงประตูหรือการเปิดบอลโด่ง  รวมถึงการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้โค้ง  ที่เจ้า
CTR 360 Maestri III นั้นแทบจะสู้ไม่ได้เลย ทั้งนี้ยังรวมถึงพละกำลังจากแถบยาง  ความอันตราย
ของลูกยิง  ที่มีทั้งฮุปและส่ายจากเขี้ยวเลี้ยวของนักล่ากลายพันธุ์อีกด้วย

   ในเรื่องของการเคลื่อนที่หรือสปรินซ์ตัววิ่ง โดยภาพรามแล้วถึงมีศักยภาพในระดับที่ใกล้เคียงกัน
ทางไนกี้ทำได้ดีกว่าในเรื่องของการยึดเกาะกับพื้นสนาม  หรือการเคลื่อนที่แบบรอบตัว  การเปลี่ยน
ทิศทางแบบ 360 องศา  แต่ทางฝั่งของอาดิดาส  รูปแบบปุ่มและน้ำหนักตัวนั้นเอื้ออำนวยต่อการ
เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากกว่า  โดยรูปแบบปุ่ม FG ของทั้ง 2 รุ่น  สวมใส่ไม่สบายเท้าพอๆ กัน 

    
   ข้างต้นเป็นการเปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นที่พอจะเกี่ยวข้องกับ ไนกี้ CTR 360 Maestri III ที่ผม
ได้ทำการทดสอบการใช้งานจริงในครั้งนี้  ว่าแต่ละรุ่นมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันอย่างไรบ้าง  แต่ในช่วง
สุดท้ายนี้  ผมจะขอลงความเห็นเกี่ยวกับตัวตนของรองเท้าฟุตบอลสุดใหม่ส่งท้ายปี 2012 จากไนกี้เอาไว้
ดังนี้

   หลังจากที่ผ่านการทดสอบการใช้งานมาพอสมควรแล้ว  คะแนนในส่วนต่างๆ ที่ออกมานั้น
พอจะบอกถึงตัวตนของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรลจากไนกี้คู่นี้ได้พอสมควร  จุดเด่น
ในเรื่องของการเล่นกับบอล  นั้นคงจะอยู่ที่การควบคุมบอลและการสัมผัสบอลที่ทำได้นุ่มเท้า
มากขึ้นกว่าเดิม  การรับและแปรส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านในนั้นถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม
ไม่มีผิดหวัง
  บอลที่ออกไปจากเท้ามีน้ำหนักและแม่นยำ  ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นความสามารถ
สำคัญที่จะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เล่นตำแหน่งกองกลางตัวทำเกมส์  นอกจากนี้...การที่
น้ำหนักตัวรองเท้าลดลงกว่าเดิมถึง 60 กรัม  รวมกับรูปแบบปุ่ม FG ที่ให้การยึดเกาะกับพื้น
สนามได้ทุกรูปแบบการเคลื่อนที่  ยิ่งทำให้รองเท้า CTR 360 Maestri III คู่นี้เอื้ออำนวยต่อ
การเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนาม  เพื่อมีส่วนร่วมกับเกมส์การแข่งขันตลอด 90 นาทีได้เป็นอย่างดี
นี่แหละคือสิ่งที่เจเนอเรชั่นที่แล้วทำได้ไม่ดีนัก  ทั้งนี้ยังรวมถึงฟีลลิ่งความมั่นใจที่รองเท้า
ฟุตบอลรุ่นนี้มอบให้กับผู้สวมใส่ได้ดีมากในระดับสูงสุดเลยก็ว่าได้
 ส่วนเรื่องที่สร้างความ
เซอร์ไพรส์มากที่สุด  ก็คงจะหนีไม่พ้นชุดแผ่นรองพื้นที่ไร้โฟม Poron  แต่กลับมีประสิทธิภาพ
ในการช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดีขึ้นกว่าเดิม  จนรู้สึกได้

   ส่วนข้อด้อยหลักๆ แล้ว  ก็คงจะเป็นเรื่องของความสบายในการสวมใส่ที่ควรจะมีมากกว่านี้
ด้วยความเป็นที่รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คอนโทรล  และถูกออกแบบมาเพื่อผู้เล่นที่ตำแหน่ง
กองกลาง  ที่จำเป็นจะต้องเคลื่อนที่ไปทั่วทั้งสนาม  ความสบายในการสวมใส่ก็ถือเป็นเรื่อง
สำคัญที่รองเท้าประเภทนี้ควรจะมี  เชื่อว่าถ้าอิงจากรูปทรงรองเท้าแบบเดิม  ที่ไม่เรียวยาว
แบบนี้  มันจะสามารถให้ความสบายในการสวมใส่  ควบคู่ไปกับความกระชับเท้าได้ดีกว่านี้
อย่างแน่นอน


   สรุปแล้ว "ไนกี้ CTR 360 Maestri III ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน
เรียกได้ว่ารองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไม่ทำให้ผิดหวังเลย  โดยภาพรวมแล้วถือว่ามีการพัฒนา
ไปในทางที่ดีขึ้น  แม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมดก็ตาม  แน่นอนว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้จะยังคงทำ
ยอดขายเป็นอันดับหนึ่งให้กับค่ายเครื่องหมายถูกจากอเมริกา  และจะมีชื่อเข้าชิงตำแหน่ง
รองเท้าฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี 2012 อย่างแน่นอน "


   
   
เชื่อว่าข้อสรุปต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทดสอบการใช้งานจริงของผมนั้น  น่าจะมีความคิดเห็นตรงกับ
ใครหลายๆ คนที่อาจจะได้ลิ้มรสของการ "Take Control" ด้วย CTR 360 Maestri III ไปแล้ว  ทั้งนี้
ยังเหลือประเด็นการให้คะแนนอยู่อีกสองเรื่องหลักๆ  เริ่มจากตัวตนของการเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภท
คอนโทรล  ที่ผมมองว่ามันลดลงไปจากเจอเนอเรชั่นที่แล้ว  เหตุผลหลักๆ ก็คือความสบายในการสวมใส่
ที่ลดลง  เพราะรองเท้าฟุตบอลประเภทนี้  ถูกออกแบบมาเพื่อผู้เล่นกองกลาง  ที่จะต้องมีส่วนร่วมกับเกมส์
การแข่งขันมาที่สุด  ความสบายในการสวมใส่จึงน่าจะทำได้มากกว่านี้  ไปๆ มาๆ  ฟีลลิ่งหลายอย่างกลับ
ทำให้รู้สึกเหมือนรับกลิ่นอายมาจากการรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วอย่าง Mercurial Vapor VIII
มาบ้าง  ไม่มากก็น้อย  ทั้งนี้ยังรวมถึงพละกำลังที่ลดลง  และลูกเล่นการออกบอลที่มีเพียงแค่การรับ-ส่ง
แปรบอลเป็นหลัก  จริงๆ แล้วถ้ารองเท้ารุ่นนี้สามารถให้การออกบอลที่ครบถ้วนทุกรูปแบบ  รับรอบว่า
คะแนนส่วนนี้คงฟาดไปเต็มที่แน่นอน  แต่ตอนนี้ขอให้ไปก่อนที่ 9/10

   อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  ถ้าจะครอบครองรองเท้ารุ่นนี้ไว้ใช้งาน  จะมีความคุ้มค่ามากน้อยในระดับ
ไหน  ก่อนอื่นต้องบอกว่า CTR 360 Maestri ตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก  ไนกี้ได้ปักป้ายราคาค่าตัวเอาไว้เพียง
6,500 บาท ซึ่งถือเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปที่มีค่าตัวถูกที่สุด (หากไม่นับรวมรองเท้าประเภทคลาสสิค  
เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรมากนัก)  ในขณะที่รองเท้าฟุตบอลระดับท็อปซีรี่ย์อื่นๆ  มีค่าตัว
ในราคาเกือบ 8,000 บาท เข้าให้แล้ว  และหากเปรียบเทียบในเชิงเทคโนโลยี หรือลูกเล่นต่างๆ ที่ทางค่าย
ผู้ผลิตพยายามนำมาโฆษณา  ก็ต้องยอมรับแบบเถียงไม่ขึ้นว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  มีการบรรจุเทคโนโลยี
ขั้นมาแบบเต็มเอี้ยด  ทั้งยังรวมถึงวัสดุที่ดูแข็งแรงทนทาน  อายุการใช้งานที่น่าจะยาวนานกว่าชาวบ้าน
และยังเหมาะสมต่อการใช้งานในทุกๆ ลักษณะการเล่นหรือทุกสภาพสนาม  ดังนั้นคงไม่เกินเลยอะไรนัก
ถ้าผมจะบอกว่า CTR 360 Maestri III มีความคุ้มค่าในการคบหามาใช้งานในระดับ 9/10 คะแนน

   นอกจากความครบเครื่องของตัวรองเท้าเองแล้ว  กระแสต่างๆ ในตลาดรองเท้าฟุตบอลที่เกี่ยวกับรองเท้า
รุ่นนี้  ก็มีความร้อนแรงสมกับเป็นหนึ่งในรองเท้าฟุตบอลที่ได้รับความนิยม  และมีค่าเฉลี่ยของจำนวนนักเตะ
ที่ลงสนามด้วยอาวุธรุ่นนี้ติดอยู่ในอันดับต้นๆ   แม้ว่าในเจเนอเรชั่นนี้  ไนกี้ได้ยกเลิกสายการผลิตของรุ่น
Elite ไปแล้วก็ตาม  โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล  ในเมื่อ CTR 360 Maestri III
เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีความครบเครื่องเป็นอย่างมากแล้ว  รุ่น Elite ก็แทบจะไม่จำเป็นที่จะต้องผลิตออกมา
ลุยในตลาดรองเท้าฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ  ส่วนแนวโน้มในอนาคตของรองเท้ารุ่นนี้  เชื่อว่าน่าจะทำตลาดกัน
ไปแบบยาวๆ  โดยไม่ต้องกระตุ้นตลาดอะไรมากมายนัก  เฉกเช่นเดียวกับเจเนอเรชั่นก่อนๆ ที่ตัวรองเท้า
สามารถทำตลาดได้ด้วยศักยภาพของมันเองอยู่แล้ว  สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่เฉดสีใหม่ๆ ว่าไนกี้จะปล่อย
ออกมาได้โดนใจผู้บริโภคมากแค่ไหน...เท่านั้นแหละ

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล 9/10
   - ความคุ้มค่า 9/10

   แล้วจะซื้อรุ่นไหนดี !?
   ตัดเรื่องของความชื่นชอบแบรนด์ออกไปก่อน  แล้วมาวิเคราะห์กันด้วยรายละเอียดทางการใช้งานล้วนๆ

   -> ถ้าชอบรองเท้ากระชับ  ให้ฟีลลิ่งและความมั่นใจสูง  ก็ซื้อ CTR 360 Maestri III
   -> ถ้าชอบรองเท้าใส่สบายกว่า  ฟีลลิ่งความกระชับในระดับกลางๆ  ก็ซื้อ Predator® Lethal Zones
   -> ถ้าชอบความนุ่มของหน้าผ้าสัมผัส  ยิ่งถ้าเคยติดใจ Tiempo Legend IV มาก่อน  ยังไงก็ต้อง CTR 360
Maestri III

   -> ถ้าชอบการยิงบอลเต็มๆ เท้า  สัมผัสบางๆ  ไม่ต้องการปั่นไซร้โค้งมากนัก  ก็ต้อง CTR 360 Maestri
III

   -> ถ้าชอบการจ่ายบอลตรงๆ ทะลุช่อง และแม่นยำ แบบ อังเดร อินเนสต้า  ยังไงก็ CTR 360 Maestri III
   -> ถ้าอยากยิงหรือเปิดบอลไซร้โค้งแบบ เดวิด เบ็คแฮม  นู่นครับ...ไปซื้อ Predator® Lethal Zones
   -> ถ้าอยากเห็นลูกยิงที่รุนแรง  ฮุปและส่าย  แบบ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่  ก็ต้อง Predator® Lethal Zones
   -> ถ้าอยากได้รองเท้าที่ให้การรองรับแรงกระแทกที่ดีกว่า  ยังไงก็ต้อง CTR 360 Maestri III
   -> ถ้าชอบสไตล์ภาพลักษณ์ที่ดุดัน  แน่นอนว่า Predator® Lethal Zones  ทำได้ดีกว่า
   -> ถ้าอยากได้การยึดเกาะพื้นสนามที่มั่นคงกว่า  แน่นอนว่าต้องปุ่ม FG ของ CTR 360 Maestri III
   -> ถ้าอยากให้รองเท้าฟุตบอลสามารถช่วยจับความเร็วและระยะทางในการวิ่ง  ก้คงต้องไปซื้อ Predator®
Lethal Zones
(แล้วอย่าลืมซื้อ miCoach Speed Cell มาด้วยล่ะ)
   -> ถ้าเป็นผู้ที่เลี้ยงพาบอลไปกับเท้าไม่บ่อย  แต่ถ้าจำเป็นต้องลุย  ทั้ง CTR 360 Maestri III และ
Predator® Lethal Zones
สามารถตอบสนองความต้องการได้พอๆ กัน
   -> แต่ถ้าเป็นคนบ้าเลี้ยง  สับขาหลอกบ่อยๆ แบบ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ...นู่นเลยครับ  ไปซื้อ Mercurial
Vapor VIII
เถอะ...
   -> แล้วถ้ามีเงินในมือไม่ถึง 7,000 บาท  แหงล่ะ...ก็ต้อง CTR 360 Maestri III สิ

  หากบทความรีวิวการทดสอบการใช้งานครั้งนี้  จะมีส่วนทำให้คุณผู้อ่านตัดสินใจที่จะเลือกใช้บริการของ
CTR 360 Maestri III เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขัน  วันนี้ ท่านสามารถเป็นเจ้าของรองเท้าฟุตบอล
รุ่นนี้ได้แล้วที่ เอฟ.บี.ที สปอร์ตคอมเพลกซ์ และร้านนกแก้ว ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมฟุตบอล
ของไนกี้ได้ที่ nikefootball.in.th และ facebook.com\nikefootballTH

   ข้อเสนอแนะเพื่อเติม

   
   สำหรับส่วนของข้อเสนอแนะเพิ่มเติม  หลังจากที่ได้ทดสอบการใช้งาน CTR 360 Maestri III มาจนสิ้นสุด
แน่นอนว่าสิ่งแรกที่อยากจะบอกก็คือ "ขอรูปทรงรองเท้าแบบเดิมได้ไหม" เพราะมันให้ความสบายในการ
สวมใส่ที่ดีกว่านี้  และความกระชับก็ไม่ได้ลดลงมากจนทำให้ความมั่นใจลดลง  ที่สำคัญ..รูปทรงรองเท้าที่
เรียวยาวแบบนี้  ทำให้ผู้ที่มีหน้าเท้ากว้างหลายคนต้องอกหักไปตามๆ กัน  ถึงแม้อาจจะพอเพิ่มไซด์ได้บ้าง
แต่ก็คงไม่ให้อารมณ์การเล่นที่สนุกเต็มที่สักเท่าไหร่

   อีกประเด็นต่อมา  ที่อาจจะไม่ใช่ข้อด้อยของรองเท้ารุ่นนี้โดยตรง  แต่ส่วนตัวผมก็อยากลองดูว่า  ถ้าเจ้า
CTR 360 Maestri III มีอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม  ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปั่นไซร้โค้งใน
จังหวะการยิงประตูหรือเปิดบอลโด่งให้ดีขึ้น  น่าจะทำให้รองเท้าฟุตบอลรุ่นเทพคู่นี้  มีความครบเครื่อง
แบบไม่เกรงใจใครเลยทีเดียว

   
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10
   - การรองรับแรงกระแทก 8/10
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 9/10
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 9/10
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 7/10
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 9/10
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10
   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "คอนโทรล" 9/10
   - ความคุ้มค่า 9/10

การรองรับแรงกระแทก            
ความสบายในการสวมใส่            
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม            
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า              
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล            
ความคุ้มค่า            

   
   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 5 กันยายน 2012 เวลา 22.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต" 

   
   

ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri III - Sonic Yellow

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com