
CTR 360 Maestri II: เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงฮิตกันขนาดนี้ !!!

เป็นเวลากว่า 10 วันแล้วที่ไนกี้ได้ให้รองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri II ที่เพิ่งเปิดตัววางขาย
อย่างเป็นทางการไปตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2011 มาให้ผมได้สัมผัสและทดสอบการใช้งาน
ท่ามกลางกระแสต้อนรับอย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ในเจเนอเรชั่นแรก ก็ได้ส่งผลถึงกระแสตอบรับต่อ-
เนื่องมายังเจเนอเรชั่นที่สอง ด้วยความคาดหวังว่ารองเท้ารุ่นใหม่ที่ไนกี้ได้โฆษณาถึงสรรพคุณขั้นเทพ
นั้นจะเป็นสุดยอดรองเท้าฟุตบอลดั่งเช่นที่เคยทำได้
หากใครได้อ่านหัวข้อข่าว Hand On! ที่ผมได้นำเสนอทันทีที่ได้รับรองเท้าราคา 6,500 บาท คู่นี้มา
ไว้ในครอบครอง
โดยที่ข้อมูลตรงส่วนนั้นการแสดงรายละเอียดของรองเท้าว่ามีจุดเด่นบนตัวรองเท้า
ตรงไหนบ้าง สัมผัสภายนอกเป็นอย่างไร รวมถึงของแถมและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ท่านจะได้รับเมื่อซื้อ
รองเท้าคู่นี้มาแบบของครบ หรือพูดง่ายๆ ว่าซื้อจากช็อปนั่นแหละ
(หากใครต้องการจะอ่านหัวข้อข่าว Hand On! CTR 360 Maestri II --> คลิก)
หลังจากนั้นผมก็ได้ใช้เวลาอยู่กับเจ้า CTR 360 Maestri II รองเท้าฟุตบอลระดับ Top Price ที่ถึง
แม้จะไม่ใช่รองเท้ารุ่นที่ดีที่แพงที่สุด แต่รองเท้ารุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ไนกี้ (ประเทศไทย) ต้องการจะเน้นทำ
การตลาดมากกว่ารุ่น CTR 360 Maestri II Elite ที่มีวางขายในช็อปแค่บางสาขาเท่านั้น ผมได้ใช้
มีเวลาใช้งานรองเท้าคู่นี้ลงสนามทดสอบจริงมากกว่า 200 นาที โดยเฉพาะได้ใช้ในแมทช์การแข่ง-
ขันที่จริงจัง จึงสามารถพูดได้เต็มปากว่าการทดสอบครั้งนี้ผมได้ใช้งาน CTR 360 Maestri II อย่าง
เต็มที่ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของรองเท้ารุ่นนี้ว่าจะดีสมคำล่ำลือหรือไม่ !!?? แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้น
เรามารู้จักกับรายละเอียดต่างๆ ของรองเท้ารุ่นนี้กันก่อนดีกว่า
Details

CTR 360 เป็นรองเท้าฟุตบอลภายใต้แนวคิดของคำว่า "Control 360 Degrees" ที่สามารถแปลให้
ได้ใจความว่า "สามารถควบคุมทุกอย่างรอบตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ" เท่ากับว่ารองเท้าซีรี่ย์นี้ควร
ถูกจัดให้อยู่ในประเภท "คลาสสิค" แต่จะเป็นความคลาสสิคที่แตกต่างไปจากเดิม เนื่องจากถ้าจะให้
นิยามของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิคแบบเดิมๆ มันก็คือรองเท้าที่ใช้หน้าผ้าและตัวรองเท้าที่ทำ
จากหนังสัตว์แท้เท่านั้น โดยเฉพาะหนังจิงโจ้ที่มีความหนานุ่มในรุ่นท็อป
แต่ที่ว่า CTR 360 นั้นแตกต่างไปจากเดิมก็เนื่องจาก รองเท้าซีรี่ย์ได้ได้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของการ
ประยุกต์เทคโนโลยีต่างๆ มากมาย หน้าผ้าเป็นหนังสังเคราะห์แบบใหม่ที่เรียกว่า "KANGA-LITE" ซึ่ง
เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของไนกี้ มีคุณสมบัติเด่นตรงที่มีความหนานุ่มเทียบเท่ากับหนังจิงโจ้แท้ (ตามที่ไนกี้
ได้เปิดเผยข้อมูลออกมาในตอนแรก) ทนทาน น้ำหนักเบาและดูแลรักษาง่าย
เจเนอเรชั่นแรกของซีรี่ย์ CTR 360 ได้มีการออกแบบและพัฒนามาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2008 หากใคร
ได้เข้ามาติดตามข่าวสารในเว็บ SiamBoots.com ก็น่าจะได้เห็นภาพหลุดต่างๆ นานาของ CTR 360
เจเนอแรชั่นแรกมาตั้งแต่ช่วงนั้น ก่อนที่ไนกี้จะผลิตและเปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่
1 ตุลาคม 2009 โดยรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์เก่งรอบด้านถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นตามจุดประสงค์ต่างๆ
ดังนี้
1. เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มากไปด้วยความสามารถในการรับและจ่ายบอลอย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับ
กองกลางผู้ที่สร้างสรรค์โอกาสและควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างในสนาม เพื่อนำชัยชนะมาสู่ทีม
2. มีความสามารถในการสวมใส่ที่เข้ารูปกับเท้า กระชับและสบายเท้า ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ไป
ทุกตำแหน่งของสนาม มีส่วนร่วมกับเกมการแข่งขันตลอดเวลา
3. มีคุณสมบัติอยู่ตรงกลาง สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับทุกลักษณะการเล่นของผู้เล่น
แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น ความเร็ว พละกำลัง การเลี้ยงและการจ่ายบอล ทังนี้ไนกี้ได้ใช้แนวคิดของ
การนำเอาจุดเด่นต่างๆ ของซีรี่ย์รองเท้าในสายการผลิตของไนกี้เอง ได้แก่ Mercurial , T90 และ
Tiempo
มายำรวมกันเป็น CTR 360 ในที่สุด
สุดท้ายแล้วความสามารถและประสิทธิภาพทั้งหมดของ CTR 360 ถูกถ่ายทอดออกมาโดยสองสุดยอด
กองกลางทีมชาติสเปนชุดแชมป์โลก 2010 นั่นคือ "เชส ฟาเบรกาส" และ "อันเดรียส อินิเอสต้า"
ทั้งสองถือเป็นสุดยอดผู้สร้างสรรค์เกมในสนามที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

เชส ฟาเบรกาส

อันเดรส อิเนียสตา

สำหรับ CTR 360 Maestri II ที่ไนกี้ได้ให้ผมมานั้น เป็นสีเปิดตัว (แดง-ขาว-ดำ) สีแรกของเจเนอเรชั่น
นี้ ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะถูกจัดเป็นสีหายากราคาไม่ตก เหมือนคราวของสี แดง-ดำ สีแรกของเจเนอเรชั่น
ที่แล้วนั่นเอง ของในกล่องที่ให้มา ได้แก่ ป้ายราคา การ์ดไนกี้ฟุตบอลพลัส ถุงใส่รองเท้า และรองเท้า
ฟุตบอล 1 คู่

ลูกเล่นและรายละเอียดหลัก ๆ ที่มีเพิ่มเข้ามาใน CTR 360 Maestri II ก็คืออุปกรณ์ที่เรียกว่า
"แถบยาง
รับบอล" (Receive Pad) ซึ่งเป็นพื้นที่ของแถบยางสีดำ และจะมี "ซี่ฟันยาง" (Swerve Pins) คล้าย
กับที่อยู่ในรองเท้าซีรี่ย์ T90 Laser III และ หุ้มส้นแบบใหม่ที่ไนกี้เลือกผลิตมาใช้นั้น เป็นพื้นผิวแบบ
กำมะหยี่มีความนุ่มสามารถเข้ารูปกับส้นเท้าได้เป็นอย่างดีโดยไม่มีอาการกัดแต่อย่างใด และพื้นผิวที่สาก
นี้จะช่วยสร้างความกระชับให้แก่ผู้เล่นได้ดีกว่าแบบเดิม สำหรับลูกเล่นและรายละเอียดอื่นๆ จะไม่กล่าวถึง
ในที่นี้ ท่านสามารถติดตามข้อมูลได้ที่หัวข้อข่าว Hand On! ที่ได้เคยลงไปแล้ว
(หากใครต้องการจะอ่านหัวข้อข่าว Hand On! CTR 360 Maestri II --> คลิก)
Feeling

เอาล่ะ..ได้เวลามาพูดถึงการทดสอบเจ้า CTR 360 Maestri II กันจริงจังเสียที เมื่อได้ลองสวมใส่
จะเห็นได้ว่ารูปทรงของรองเท้าค่อนข้างกว้าง ผมเองซึ่งเป็นคนที่มีหน้าเท้าที่กว้าง สามารถใส่เข้า
รูปกับเท้าได้อย่างสวยงาม โดยไซด์รองเท้าคู่นี้ผมเลือกที่จะใส่ตรงไซด์กับเท้าผม ไม่มีการเพิ่มหรือ
ลดไซด์แต่อย่างใด
ความรู้สึกเมื่อได้สวมใส่นั้นมีความกระชับทุกสัดส่วนของเท้าเป็นอย่างดี ความกระชับที่สมดุลเช่นนี้
ทำให้ผู้ส่วมใส่มีความมั่นใจในการเคลื่อนที่เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ยังสามารถที่จะผูกเชือกและกระชับ
แนวร้อยเชือกได้อีกระดับ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากใส่สบายๆ ก็ผูกเชือกกันไปตามปกติ แต่ถ้าใครที่
ชอบใส่รองเท้าแบบฟิตๆ ก็สามารถที่จะดึงกระชับแนวร้อยเชือกได้อีกระดับ

และด้วยหุ้มส้มแบบใหม่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยให้เท้าส้นกระชับ แต่ยังสามารถขจัดปัญหา
อาการถูกกัดให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิง แต่ในส่วนของแผ่นรองพื้นนั้น ความสามารถในการดึงดูด
และยึดติดกับเท้านั้นยังไม่ถือว่าดีเยี่ยมมากนักเมื่อเทียบกับแผ่นรองพื้นแบบผิวหน้าที่เป็นกำมะหยี่
ของรองเท้ารุ่นก่อนหน้านี้ที่ผมได้ทำการทดสอบไป แต่ความหนานุ่มของแผ่นรองพื้นที่ถูกรองรับ
ด้วยเทคโนโลยี "Poron" ยังคงยอดเยี่ยมและใช้งานได้จริง ช่วยลดแรงกระแทกจากพื้นในแนวดิ่ง
ได้อย่างไม่มีที่ติ

อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกใจก็คือรูปทรงในแนวลาดที่สวยงามเข้ากับเท้า จากภาพจะเห็นได้ว่าตั้งแต่หัว-
รองเท้าขึ้นมาถึงบริเวณข้อเท้านั้น จะมีความลาดชันไล่ระดับขึ้นมาอย่างดูดี ซึ่งผมเองก็เป็นคน
ที่มีช่วงกลางของเท้าที่นูนสูงขึ้นมาพอสมควร แต่หนัง Kanga-Lite ของรองเท้าคู่นี้ก็ยังยืดหยุ่น
พอที่จะรองรับตรงจุดนี้ได้เป็นอย่างดี
Features

ก่อนอื่นมาโฟกัสกันที่ลูกเล่นใหม่ที่มีเพิ่มเข้ามาใน CTR 360 Maestri II กันก่อน เพราะเชื่อ
ว่าหลายคนยังมีคำถามในใจสำหรับแถบยางรับบอล (Receive Pad) ที่มีซี่ฟันยาง (Swerve
Fins)
ยื่นออกมาคล้ายกับจุดเด่นของตระกูล T90 Laser III ว่าลูกเล่นตรงนี้มันสามารถใช้งาน
ได้จริงหรือไม่ และไม่ไปซ้ำซ้อนกับลูกเล่นของ T90 Laser III หรืออย่างไร
จากที่ได้ใช้งานและพยายามเน้นใช้ลูกเล่นตรงจุดนี้ พอจะบอกได้ว่าอุปกรณ์ตรงนี้สามารถ
ใช้งานได้จริง เมื่อลูกบอลพุ่งเข้ามาหาเท้าเราด้วยความแรง ซี่ฟันยางทั้งที่มีรูปร่าวกลมและ
แบนนั้น จะช่วยกันทำหน้าที่ผ่อนแรงของลูกบอล จึงทำให้โอกาสที่บอลจะกระเด้งกระดอน
หลุดออกไปจากเท้าเรานั้นลดน้อยลงเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ
ที่ไม่มีลูกเล่น
ตรงนี้
นอกจากจะทำหน้าที่ในการช่วยผ่อนแรงในจังหวะรับบอลแล้ว ยังสามารถใช้ในการออก
บอลได้ดี แต่คำถามที่ว่าซี่ฟันยางนั้นจะไปซ้ำกับลูกเล่นของ T90 Laser III หรือไม่ ก็จะ
ขอเรียนตามนี้ว่าซี่ฟันยางของทั้งสองรุ่น นั้นถูกออกแบบมาให้ทำหน้าที่ต่างกันครับ โดย
ในรุ่น T90 Laser III นั้นจะมีซี่ฟันยางที่วางตัวกับอย่างห่างๆ ในบริเวณสันเท้า เหมาะสำ-
หรับการปั่นโค้งด้วยความแรง ทั้งการยิงประตูในระยะไกล หรือการเปิดบอลโด่งมากกว่า
ในขณะที่ซี่ฟันยางของ CTR 360 Maestri II จะอยู่ในตำแหน่งข้างเท้าด้านใน ได้ถูกออก
แบบมาสำหรับการใช้ปั่นโค้งเบาๆ
เหมาะสำหรับการใช้จ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมในทิศทาง
ที่ต้องการปั่นโค้งเพื่อให้หนีตัวของคู่แข่ง หรือจะใช้ในการยิงประตูบางจังหวะที่ไม่ไกลและ
ไม่ต้องการความแรงมากนัก ดังนั้นสาวก T90 Laser III จึงสบายใจได้เลยว่ารองเท้าซีรี่ย์
พละกำลังตัวโหดคู่โปรดของท่าน นั้นไม่ได้ถูก CTR 360 Maestri II แย่งลูกเล่นดังกล่าว
ไปใช้งานจนหมดเปลือกแต่อย่างใด


ต่อมาเป็นการใช้งานในส่วนของอุปกรณ์ที่เรียกว่า พ็อตกันกระแทก (Damping Pods)
เท่าที่ได้สัมผัสและใช้งานมานั้น อุปกรณ์ชิ้นนี้ได้ถูกยกมาจากเจเนอเรชั่นแรกแบบทั้งชุด
ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย ซึ่งยังคงเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานในการจ่ายบอลด้วย
ข้างเท้าด้านนอกได้จริง เนื่องจากพื้นผิวตรงบริเวณที่นูนขึ้นมานั้น จะมีความหนาแน่น
และแข็งกว่าบริเวณอื่นๆ เมื่อไปสัมผัสกับลูกฟุตบอลแล้ว จะช่วยถ่ายเทแรงไปยังลูกบอล
ได้อย่างหนักแน่น ซึ่งเหมาะต่อการส่งบอลด้วยข้างเท้าด้านนอกเป็นอย่างยิ่ง เพราะการ
การจ่ายบอลในลักษณะนี้ ถ้าผู้ที่ไม่ถนัดจริงๆ บอลที่ออกจากเท้าจะไม่มีน้ำหนัก และมี
โอกาสที่จะส่งไปไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้นอุปกรณ์ตรงนี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความ
หนักแน่นของน้ำหนักลูกบอลที่ออกไปจากเท้านั่นเอง แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
หรือสามารถพิสูจน์ได้ว่าพื้นผิวของพ็อตกันกระแทกจะช่วยในเรื่องของความแม่นยำได้
อย่างไร จะว่าไปแล้วความแม่นยำในการจ่ายบอลก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เล่น
มากกว่านั่นเอง

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ติดตัวเจ้า CTR 360 Maestri II คู่นี้มาก็คือ "แถบยางส่งบอล" (Instep Pad)
ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งบอลได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีลักษณะการส่งบอลแบบ
"กระทุ้ง" บอลด้วยข้างเท้าด้านในแบบเน้นๆ
เมื่อลองใช้งานดู รู้สึกว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้มันอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างยากต่อการใช้งาน โดย
ปกติแล้วคงจะมีไม่กี่คนที่ถนัดการส่งบอลในลักษณะนี้ (ดังในภาพ) แต่ถ้าลองฝึกใช้งานจน
ถนัดเท้า ลูกบอลที่ออกจากเท้าจะมีความหนักแน่นรุ่นแรง มีทิศทางที่พุ่งตรงไปอย่างแม่นยำ
สามารถใช้งานได้จริง

นอกจากความสามารถในการสัมผัสและจ่ายบอลแล้ว CTR 360 Maestri II คู่นี้ยังมี
ความสามารถในการยิงด้วยหลังเท้าแบบเต็มๆ ข้อ เนื่องจากแนวลาดของตัวรองเท้านั้น
มีความโค้งเว้าเข้ากับลูกบอลได้ดี และบริเวณข้างเท้าด้านในส่วนหน้านั้นมีตราไนกี้ซึ่ง
ถูกเคลือบผิวให้มีความเหนียวอยู่เล็กน้อยนั้น สามารถใช้ในการควบคุมลูกบอลที่ยิงออก
ไปจากเท้าได้บ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของลูกบอลที่ใช้ด้วย ถ้าเป็นลูกบอลเก่าๆ หรือ
ลูกบอลหนังอัดขาวดำ ก็คงจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้มากนัก
Conclusion

สำหรับข้อสรุปของ CTR 360 Maestri II นั้น ราวนี้ผมจะขอเจาะลึกในรายละเอียดและ
ข้อคิดเห็นลงไปให้มากกว่าการทดสอบที่ผ่านๆ มา
ดังนี้
การใช้งานกับพื้นหญ้าจริง
CTR 360 Maestri II สามารถใช้งานกับพื้นสนามหญ้าจริง (สภาพเมืองไทย) ได้ดีพอสมควร
ปุ่มรองเท้าไม่ยาวเกินไป การกระจายตัวของแนววางปุ่มกว้าง ทำให้มีความมั่นคงและไม่เมื่อย
ฝ่าเท้า รูปแบบของรองเท้าเหมาะสำหรับผู้เล่นที่ไม่ได้มีสไตล์การเล่นที่ชัดเจน ไม่ใช่ผู้เล่นที่
ตั้งหน้าตั้งตาจะใช้ความเร็ว แตะบอลยาวๆ แล้วสปีดตามบอล และไม่ใช่ผู่เล่นที่บ้าพลัง ได้
โอกาสเป็นต้องยิงเต็มข้อ แต่รองเท้ารุ่นนี้จะเหมาะสมสำหรับผู้เล่นที่เล่นเพื่อทีม สนุกไปกับการ
เล่นเป็นทีม และไม่มีสไตล์การเล่นที่เด่นชัด แต่สามารถทำได้ทุกอย่างตามสถานการณ์
การใช้งานกับพื้นหญ้าเทียม
สำหรับการเล่นในสนามหญ้าเทียมซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ผมกล้าบอกเลยว่ารองเท้ารุ่นนี้
แหละเหมาะสมกับพื้นสนามหญ้าเทียมมากที่สุด โดยเฉพาะการเล่นสนามเล็ก 5 - 9 คน ที่ผู้เล่น
ต้องมีทักษะและมีส่วนร่วมกับเกมในสนามตลอดเวลา การเล่นในพื้นที่เล็กๆ ที่จึงเป็นข้อจำกัด
ของการใช้ความเร็วกระชากหนีคู่แข่ง ในทางตรงข้ามกันก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทิศทางการ
เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นแนววางปุ่มเฉพาะตัวของ CTR 360 ที่ไม่ใช่แค่ช่วยกระจายน้ำ-
หนักได้ดี แต่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางการวิ่งด้วยปุ่มแนวกลมตรงกลาง
ฝ่าเท้าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรองเท้าซี่รี่ย์นี้ และปุ่มที่ไม่ยาวและกระจายตัวในแนว
กว้างนี้ ยังใช้เพื่อการคลึงบอลด้วยฝ่าเท้าได้ดีมาก ซึ่งการคลึงบอลนั่นถือเป็นทักษะที่สำคัญ
ในการเล่นฟุตบอลสนามเล็ก
ในส่วนของข้อด้อยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการระบายความร้อน โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในสนาม
หญ้าเทียมที่ถูกแสงแดดสาดส่องลงมาจนร้อนจัด เพราะรองเท้ารุ่นนี้ด้วยการที่ใช้วัสดุหนัง
สังเคราะห์ จึงเป็นปัญหาต่อการระบายความร้อนที่ทำได้ลำบาก แล้วด้วยการที่เป็นรองเท้า
ฟุตบอลที่เน้นในการสร้างความกระชับเท้าด้วยแล้ว จึงทำให้ภายในรองเท้ามีความร้อนสูง
มากขึ้นไปอีก
หลังจากที่ผมได้ทดสอบใช้งาน CTR 360 Maestri II คู่นี้มาอย่างเต็มที่ ไม่แปลกใจเลยว่า
ทำไมรองเท้าซีรี่ย์ CTR 360 ถึงได้รับความนิยมมากมายขนาดนี้ ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี
ที่มีมาให้อย่างเต็มเหนี่ยวคุ้มค่าในราคาเพียง 6,500 บาท อุปกรณ์และลูกเล่นต่างๆ ที่สามารถ
ใช้งานได้จริง ที่สำคัญก็คือแนวคิดของรองเท้านี้ถูกออกแบบมาให้มีความสมดุล เหมาะกับ
ผู้เล่นทุกคน ทุกตำแหน่งและทุกลักษณะการเล่น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณสนุกไปกับการมีส่วน
ร่วมกับเกมในสนาม สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ที่เท้าของคุณได้อย่างเต็มที่
แม้ทุกวันนี้รองเท้ารุ่นนี้จะไม่ใช่ตัวท็อปสูงสุดที่มีการผลิตออกมาจำหน่าย แต่ผมกล้าฟันธง
เอาไว้เลยครับ ว่าแค่รุ่น CTR 360 Maestri II คู่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งาน
แต่ถ้าใครยังขัดข้องใจในข้อสรุปการทดสอบของผมอยู่ อะไรๆ ก็มีแต่ข้อดีไปหมด ผมก็
จะลงวิจารณ์ถึงข้อด้อยที่อยากให้ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารองเท้าซีรี่ย์นี้รับฟังและ
นำไป(เผื่อ)ปรับปรุงต่อไปในอนาคต ข้อด้อยหลักๆ มีอยู่สองประการ ประการแรกคือการ
ระบายความร้อนที่ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก และประการที่สองก็คือน้ำหนักตัวที่ดูจะสูงเกินไป
เพราะถ้าตามแนวคิดการออกแบบสำหรับผู้เล่นที่เป็นผู้ควบคุมและมีส่วนร่วมกับเกมในสนาม
ตลอดเวลาเช่นนี้ ถ้าเป็นระดับนักฟุตบอลอาชีพ หนึ่งสัปดาห์มี 7 วัน แล้วเตะฟุตบอลไม่ต่ำ
กว่า 5 วันก็คงไม่มีปัญหากับพละกำลังขาที่มี CTR 360 Maestri II จะเป็นรองเท้าที่สุดยอด
แต่ทั้งนี้ผมมามองในมุมมองการใช้งานของนักเตะที่หนึ่งสัปดาห์ได้เตะฟุตบอลไม่เกินสองครั้ง
ว่ารองเท้ารุ่นนี้อาจะมีน้ำหนักตัวที่สูงเกินไป ถ้าไนกี้สามารถลดน้ำหนักตัวลงมาในระดับ 265
- 270 กรัม/ข้าง ได้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนเตะฟุตบอลประเภทนี้ (ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่)
ได้มากกว่า เพราะถึงแม้ว่าไนกี้จะมีรุ่น CTR 360 Maestri Elite II เป็นตัวเลือกในเรื่องของ
การลดน้ำหนักตัว แต่รองเท้ารุ่นนั้นก็ยังเป็นรุ่นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับนักฟุตบอลอาชีพและ
สำหรับกลุ่มคนที่มีกำลังทรัพย์เท่านั้น
ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- [Hand On!] ไนกี้ CTR 360 Maestri II "TAKE CONTROL"
- ข้อมูลรองเท้ารุ่น CTR 360 Maestri II
- [Weight] ชั่งน้ำหนักตัวของรองเท้ารุ่น CTR 360 Maestri II ชัด ๆ
- ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก
- ไนกี้เปิดตัวรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri II Elite
SiamBoots Testing Point & Rating
- การรองรับแรงกระแทก 8/10
- ความสบายในการสวมใส่ 7/10
- การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 7/10
- การสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอล 8/10
- การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 7/10
- ความแม่นยำในการส่งบอล ยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10
- ฟีลลิ่ง ความกระชับ ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 8/10
- การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 7/10
- คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "คอนโทรล" 10/10
- ความคุ้มค่า 9/10
| การรองรับแรงกระแทก | |||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ความสบายในการสวมใส่ | |||||||
| การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม | |||||||
| การสัมผัสบอลและควบคุมลูกฟุตบอล | |||||||
| การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า | |||||||
| ความแม่นยำในการส่ง/ยิง/เปิดโด่ง | |||||||
| ฟีลลิ่ง ความกระชับ ความมั่นใจ | |||||||
| การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ | |||||||
| คุณสมบัติการเป็นรองเท้าคอนโทรล | |||||||
| ความคุ้มค่า | |||||||


ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น CTR 360 Maestri II
*** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ
หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า สามารถติดต่อมาได้ที่
e-mail : siamboots@hotmail.com