www.siamboots.com


ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Mercurial Vapor IX


 "Testing!" Mercurial Vapor IX : รองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว
ที่มีศักยภาพครบถ้วนรอบด้านที่สุดในขณะนี้


   
   แค่เดือนแรกของปี 2013 ไนกี้ก็เล่นเอาสะเทือนวงการ  ด้วยงานเปิดตัวรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็ว
เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด Mercurial Vapor IX อย่างอลังการงานสร้าง  ด้วยการนำเอารถยนต์ซุปเปอร์คาร์
ระดับโลก อย่าง แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ มาเป็นแนวคิดในการพัฒนา  ส่งผลให้ ณ ตอนนี้  รองเท้าฟุตบอล
ซีรี่ย์ยอดฮิตยิ่งได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวนัก  วันนี้ SiamBoots จะขออาสา
กดคันเร่งพาทุกท่านไปร่วมทดสอบเจ้าซุปเปอร์คาร์แห่งสนามฟุตบอล ไนกี้ Mercurial Vapor IX รุ่นใหม่นี้  
ว่าจะมีศักยภาพการใช้งานเป็นอย่างไร

   ช่วงปีที่ผ่านมา  ต้องยอมรับว่ารองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วจากไนกี้ซีรี่ย์นี้  ซึ่งทำตลาดในเจเนอเรชั่น
Mercurial Vapor VIII นั้นได้รับความนิยมจากบรรดานักฟุตบอลทั่วโลก  และสามารถสร้างความโดดเด่น
ในสนามด้วยแฟชั่นและสีสันต์ของรองเท้า  จนบางทีอาจจะเรียกว่าเป็นอันดับหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมาก็คงจะไม่
ผิดนัก  แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ  เพราะเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด Mercurial Vapor IX ไนกี้ได้สรรค์สร้างรองเท้า
ฟุตบอลรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ให้มีทั้งความโดดเด่น  ลูกเล่นแปลกใหม่  และการเปิดตัวที่จะต้องได้รับการกล่าวขาล
ไปอีกนานแสนนานแน่ๆ  เมื่อนำเอารถยนต์ซุปเปอร์คาร์ แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ มาทำเฉดสีให้เป็นธีมเดียว
กับเฉดสีของรองเท้าทั้ง 2 เฉดสี ที่เปิดตัว  ได้แก่ สี Fire Berry และ สี Sunset ก่อนที่จะขับเข้ามาในงานเปิดตัว
ด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์สมเป็นซุปเปอร์คาร์  พร้อมกับการปรากฏตัวของนักฟุตบอลระดับพรีเซนเตอร์
ก้าวลงมาจากรถยนต์คันละหลายสิบล้าน  พร้อมกับรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX  ซึ่งภารกิจ
เปิดตัวในลักษณะนี้มีในแต่ละประเทศหลักๆ  และมันก็รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

   
   ช่วงเที่ยงของวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2013 ที่ผ่านมา  ณ สยามสแคว์ซอย 6 ใจกลางแหล่งสังคมเมืองของ
กรุงเทพมหานคร  เสียงเครื่องยนต์อันดุดันของ แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ ก็ได้เรียกความสนใจจากทุกสายตา
ของทั้งผู้ที่ร่วมงานเปิดตัว Mercurial Vapor IX โดย บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด และบรรดาผู้คน
ที่เดินขวักไขว่ไปมาอยู่แถวนั้น  แล้วประตูรถในสีธีม Fire Berry ก็เปิดออก  พร้อมกับการก้าวลงมาของ
"บอล" จักรพันธุ์ พรใส ยอดกองกลางทีมชาติไทย  หนึ่งในพรีเซนเตอร์ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  ที่มา
พร้อมกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่ล่าสุดจากไนกี้  แม้จะมาแค่คันเดียวสีเดียว  เนื่องจากอีกหนึ่งพรีเซนเตอร์
หลัก อย่าง "เทพมุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา กลับมาจากการทดสอบฝีเท้าที่สเปนไม่ทัน  ไม่อย่างนั้น  งานนี้น่า
จะได้เห็น แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ ในธีมของ สี Sunset อีกคัน  เหมือนกับที่ไนกี้เปิดตัว ณ กรุงมิวนิค
ประเทศเยอรมันนี อย่างแน่นอน  แต่แค่นี้ก็นับว่าเป็นงานเปิดตัวรองเท้าฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง
ที่สุด  เท่าที่ตัวผมเองเคยได้รับเชิญให้ไปเป็นสักขีพยานแล้วล่ะครับ

   
   แม้ว่าในงานเปิดตัวดังกล่าว Mercurial Vapor IX สี Fire Berry จะเป็นสีที่ใช้เป็นธีมหลักในการเปิดตัว
แต่สำหรับคู่ที่ SiamBoots ได้รับการสนับสนุนมาจาก บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) โดยการอนุมัติของ
คุณบี, พิณรัตน์  ทัศนะพยัคฆ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เพื่อให้เราทำการรีวิวและทดสอบการใช้งาน
แบบละเอียดยิบ  พร้อมทั้งวิพากษืวิจรณ์ตามแบบฉบับที่เคยทำแบบตรงไปตรงมา  และถือเป็นสื่อฯ เพียง
รายเดียวในประเทศไทยที่ได้รับเกียรติให้ทำเช่นนี้  นั้นจะเป็นรองเท้าในเฉดสี Sunset ซึ่งไม่ได้ถือว่าเป็น
เฉดสีอันดับสองรองลงมาจาก Fire Berry แต่อย่างใด  เพราะไนกี้เองก็ให้ความสำคัญกับ Mercurial Vapor
IX
  ทั้ง 2 เฉดสีนี้ให้มีน้ำหนักในการโปรโมทที่เท่าเทียมกัน  โดยสามารถเห็นได้จากการเปิดตัวและทำการ
โปรโมทไปพร้อมๆ กันทั่วโลก  รวมถึงการแบ่งสรรค์ปันส่วนตัวนักฟุตบอลระดับพรีเซนเตอร์ให้สวมใส่
ลงสนามแข่งขันในสัดส่วนที่เท่าๆ กันนั่นเอง

   วันนี้ SiamBoots จะขออาสาพาทุกท่านไปร่วมหาคำตอบถึงศักยภาพการใช้งานจริงของรองเท้าฟุตบอล
Mercurial Vapor IX รองเท้าฟุตบอลที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ ตามสไตล์การทดสอบที่เป็นมาตรฐานของเรา
พร้อมทั้งวิพากษ์ วิจารณ์กันแบบตรงๆ ดีก็ว่าดี  ด้อยก็ว่าด้อย  เพื่อหาคำตอบที่แท้จริงมาให้กับคุณผู้อ่านทุกท่าน
โดยไม่มีการเชียร์อะไรเป็นพิเศษแน่นอน  ถ้าอยากรู้ว่ารองเท้าฟุตบอลซุปเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้มีดีอย่างไร
นับ 1... 2... 3... แล้วมาร่วมกระทืบคันเร่งให้มิดไปด้วยกันเลยดีกว่าครับ
   
   Details

  
   รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์ Mercurial จากไนกี้  ถือเป็นซีรี่ย์รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์หนึ่งที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่
มาอย่างยาวนานเกินกว่าสิบปี  รองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ถูกพัฒนาออกมาในฐานะของรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์
ความเร็ว  และถือเป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์แรกที่สะเทือนวงการฟุตบอลด้วยการใช้หนังสังเคราะห์มาผลิตเป็น
หน้าผ้าและตัวรองเท้า  และยังได้รับการยอมรับว่าเป็นซีรี่ย์รองเท้าที่ผสานเอาแฟชั่นมาหลอมหลวมเป็นส่วนหนึ่ง
ของการเล่นฟุตบอลได้อย่างโดดเด่นสะดุด  อย่างไรก็ตาม  เรามาร่วมกันย้อนอดีตของรองเท้าฟุตบอลที่ได้รับ
ฉายาว่าจรวดทางเรียบแห่งสนามฟุตบอล  นิดๆ หน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ กันก่อนดีกว่า  เพื่อเป็นการเพิ่ม
อรรถรสและข้อมูลความรู้เกี่ยวกับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเป็นซีรี่ย์ยอดฮิตอันดับต้นๆ ของโลก  
ก็คงจะไม่ผิดนัก

   
   โฉมแรกของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้กำเนิดเกิดขึ้นในปี 1998 โดยมีชื่อรุ่นว่าแบบเพียวๆ ว่า Mercurial
ซึ่งไนกี้ได้สรรค์สร้างรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ออกมาในฐานะรองเท้าฟุตบอลสมัยใหม่ (ณ ตอนนั้น)  สั่นสะเทือน
วงการฟุตบอลด้วยการเป็นรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์แรกที่ผลิตจากหนังสังเคราะห์ทั้งหมด  และยังได้เป็น
รองเท้าฟุตบอลที่นำแฟชั่นเขามาสู่วงการ  ด้วยการเล่นสีสันต์ที่โดดเด่นสะดุดตา  ฉีกออกไปจากรองเท้าฟุตบอล
โทนสีขาวดำที่สมัยนั้นยังมีให้เห็นกันเกลื่อนสนาม  สำหรับพรีเซนเตอร์คนแรกของ Mercurial นั่นก็คือเจ้า
"โล้นทองคำ" หลุยซ์ นาซาริโอ้ เด ลิม่า โรนัลโด้ ซุปเปอร์สตาร์ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก  เพราะเขาคือดาวเตะ
ที่ถือว่าเก่งกาจ รวดเร็ว พริ้วไหล และยิงประตูได้คมที่สุดในโลก ณ ขณะนั้น


   
   ในปี 2002 ไนกี้ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ให้กับรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้ว่า  Mercurial Vapor I ในช่วงก่อนฟุตบอล
โลกปี 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยของ Mercurial
Vapor
อย่างแท้จริง  ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถเรียกได้เต็มปากว่า "รองเท้าฟุตบอลสายความเร็ว"
ด้วยรูปแบบการวางปุ่ม FG แบบใหม่  ที่ไนกี้แสดงสรรคุณให้เห็นว่ามันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเคลื่อนที่
ด้วยความเร็ว  การยึดเกาะพื้นสนามที่ยอดเยี่ยม  และน้ำหนักตัวรองเท้าที่เบาที่สุดในขณะนั้น  แถมยังเป็นการ
นำแฟชั่นเข้ามาผสมผสานกับรองเท้าฟุตบองอย่างเข้มข้นมากขึ้น  ด้วยการเล่นเฉดสีรองเท้าที่โดดเด่นสะดุดตา
เช่น สีส้ม สีเงินสะท้อนแสง เป็นต้น  และช็อตที่ทำให้ Mercurial Vapor I โด่งดังที่สุด  ก็คงจะหนีไม่พ้นการ
ยิงประตูของ "เจ้าโล้นทองคำ" มาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 5 ไปครอง

    
    เจเนอเรชั่นต่อมา Mercurial Vapor II ถูกเปิดตัวในช่วงกลางปี 2004 ก่อนศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส
หลังจากที่ทำตลาดในเจเนอเรชั่นก่อนหน้ามาครบ 2 ปี  อย่างไรก็ตาม  การเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาที่
เกิดขึ้นกับ Mercurial Vapor II นั้นดูจะไม่มีอะไรโดดเด่นมากมายนัก  หลายคนยังสับสนเสียด้วยซ้ำว่า
อันไหนคือ Mercurial Vapor I และอันไหนคือ Mercurial Vapor II  เพราะเมื่อดูจากภายนอกแล้ว  มันมี
แค่ลายเส้นสายของตัวรองเท้าเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม  ตัวรองเท้ายังเป็นการลงสีแบบสีล้วน  รูปแบบ
ปุ่มยังเหมือนเดิม  วัสดุของตัวรองเท้ายังเป็นหนังสังเคราะห์ที่เรียกว่า ไนกี้สกิน (Nike Skin) เช่นเดียวกับ
เจเนอเรชั่นแรกอยู่ดี

   
   Mercurial Vapor III ได้ถูกเปิดตัวออกสู่สาธารณะชนในช่วงระยะเวลาเดียวกับ 2 เจเนอเรชั่นที่ผ่านมา
คือ ก่อนศึกทัวร์นาเมนท์ฟุตบอลใหญ่ๆ  คราวนี้เป็นคิวของ ฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมันนี  ความ
เปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นในเจเนอเรชั่นนี้  ก็คือการเปิดเผยชื่อ "เทจิน ไมโครไฟเบอร์"
(Tejin microfiber)
ซึ่งเป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ที่ใช้ผลิตเป็นตัวรองเท้ารุ่นนี้ (และพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
จนทุกเจเนอเรชั่นปัจจุบัน) ออกมาให้ทุกคนได้รู้จัก  รวมถึงลักษณะของผิวหน้าสัมผัสที่มีการเคลือบผิวด้วย
สารบางอย่าง  ทำให้หน้าสัมผัสดูเงางาม  และมีความเหนียว  ดึงดูดกับลูกฟุตบอลได้ดีขึ้น  ดีไซน์การออกแบบ
และการลงเฉดสีก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก  รวมถึงเรื่องของรูปร่างรูปทรงรองเท้าที่ดูจะเรียวยาว  
สง่างาม  ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ เด่นอันหนึ่งของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไปแล้ว  เชื่อหรือไม่ !? Mercurial Vapor
III
เป็นรองเท้าฟุตบอลเพียงไม่กี่รุ่น  ที่ปัจจุบันมีราคาค่าตัวสูงขึ้นกว่าราคาป้าย  ในขณะที่รองฟุตบอลรุ่นอื่นๆ
ซีรี่ย์อื่นๆ ยิ่งนานไป ราคาก็จะยิ่งตกลง  และ Mercurial Vapor III ก็ถือเป็นเจเนอเรชั่นสุดท้ายที่ "โล้นทองคำ"
หลุยซ์ นาซาริโอ้ เด ลิม่า โรนัลโด้
เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์จรวดซีรี่ย์นี้

   
   หลังจากที่ "โล้นทองคำ" หมดหน้าที่การเป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าสายพันธุ์จรวดทางเรียบจากไนกี้
ลงไปแล้ว  ก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องตลกหรือฟ้าลิขิตมาอย่างไร  เพราะผู้ที่จะมารับช่วงต่อในฐานะพรีเซนเตอร์หลัก
ก็มีนามสกุลว่า "โรนัลโด้" เหมือนกัน นั่นก็คือ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดอส ซาสโตส อเวโร่" หรือที่รู้จัก
กันในชื่อ "คริสเตียโน่ โรนัลโด้"  นักฟุตบอลซุปเปอร์สตาร์  ผู้ที่เป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์
Mercurial Vapor
ในปัจจุบันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  และดูเหมือนว่านักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกรายนี้  จะต้อง
รับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับรองเท้าฟุตบอลยอดฮิตจากไนกี้  ไปอีกนานแสนนาน

   3 เจเนอเรชั่นถัดมา  ได้แก่ Mercurial Vapor IV, Mercurial Vapor V และ Mercurial Vapor VI ถือได้ว่า
เป็นช่วงที่ไนกี้นั้นได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวตนของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้อย่างชัดเจนและหนักหน่วง  เพราะ
ทั้ง 3 เจเนอเรชั่นซึ่งถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วง เมษายน 2007, กุมภาพันธ์ 2009 และกุมภาพันธ์ 2010
ตามลำดับ  ได้มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมจุดเด่นต่างๆ ในแต่ละเจเนอเรชั่นอย่างไม่มีน้อยหน้ากันเลย  

   
   เริ่มต้นที่เจเนอเรชั่น Mercurial Vapor IV ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลอันดับแรกที่ไนกี้ได้ประยุกต์เอาวัสดุ
คาร์บอนไฟเบอร์
  มาใช้เป็นส่วนของพื้นรองเท้าเป็นครั้งแรก  และได้มีการเพิ่มรุ่นในการทำตลาดในระดับ "โครตท็อป" ภายใต้ชื่อรุ่นกว่า Mercurial Vapor IV SL และเป็นเจเนอเรชั่นแรกที่มีการปล่อยรองเท้าฟุตบอล
แบบ ลิมิเต็ต อิดิชั่น รันตัวเลขนั่นคือ Mercurial Carbon SL ที่จำนวน 2008 คู่ทั่วโลก  ทำให้เจเนอเรชั่นนี้มี
เฉดสีของรองเท้ามากสีสุด แถมแต่ละเฉดสียังเป็นสีที่โดดเด่นสะดุดตาทั้งสิ้น  และยังได้เพิ่มรองเท้าระดับล่างสุด
เข้ามาทำตลาดอีก 1 รุ่น ในชื่อกว่า Victory

   
   สำหรับ Mercurial Vapor V ก็มีการวิวัฒนาการการเพิ่มเส้นใยเหล็กกล้า  แบบเดียวกับที่ใช้ทำสะพานแขวน  
มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรองเท้า  พร้อมกับทำตลาดในชื่อรุ่นว่า Mercurial Vapor SuperFly ในฐานะ
รองเท้าฟุตบอลระดับ "โครตท็อป" โดยยังคงมีพื้นรองเท้าเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์  ที่ได้ต่อยอดมาจาก
Mercurial Vapor IV SL 

   
   เจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor VI เองก็มีความเปลี่ยนแปลงจนสร้างเสียงฮือฮาและคำวิพากษ์วิจารณ์
จากบรรดาสาวก  ด้วยการที่ไนกี้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของปุ่ม FG ที่เคยใช้มาทั้ง 5 เจเนอเรชั่นแรก  ไปเป็น
รูปแบบแนววางปุ่มแบบใหม่ทั้งหมด  จุดเด่นอยู่ที่ปุ่มกลมด้านหน้าจำนวน 2 ปุ่ม  ที่ไนกี้เคลมเอาไว้ว่ามัน
จะสามารถยุบตัวลงไปได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร  ทำให้รองเท้าสามารถปรับตัวให้เข้ากับความแข็งของ
พื้นสนามได้หลากหลายมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม  เทคโนโลยีดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะรุ่น Mercurial Vapor
SuperFly (II)
ซึ่งเป็นรองเท้าระดับโครตท็อปเท่านั้น  ส่วนเส้นใยเหล็กกล้าฟลายไฟว์และชุดพื้นจากวัสดุ
คาร์บอนไฟเบอร์  ก็ยังคงยกชุดจากเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้มาให้ได้ใช้งานไม่ขาดหาย  ส่วนอีกหนึ่งความ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor VI ก็คือการเปลี่ยนชื่อรุ่นของรองเท้าระดับรองๆ
ลงไปใหม่ทั้งหมด  เท่านั้นยังไม่พอ  เพราะจะเห็นได้ว่าจากเจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor V มาเป็น
Mercurial Vapor VI อายุการตลาดได้ถูกตัดทอนลงเหลือ 1 ปีเท่านั้น  ตามกระแสรองเท้าฟุตบอลสมัยใหม่
ที่เปลี่ยนโฉมกันเร็วกว่าเดิม

   
   Mercurial Vapor VII ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 7 ของรองเท้าฟุตบอลสายจรวดทางเรียบ  ได้ถูกเปิดตัวอย่าง
เป็นทางการในช่วงเดือน เมษายน 2011  โดยเฉพาะเจเนอเรชั่นนี้ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่ใช้รูปแบบการวาง
ปุ่ม FG ในรูปแบบที่ 2 เช่นเดียวกับ Mercurial Vapor VI และก็ถือเป็นเจเนอเรชั่นสุดท้ายที่ใช้รูปแบบปุ่ม
ดังกล่าวต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า สาวกรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ผิดหวังต่อความเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนาของ
เจเนอเรชั่นนี้เป็นอย่างมาก  เพราะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงขึ้นมาก็คือลวดลายและการลงสีที่แตกต่างจากเดิมแค่นั้น !!  
โดยไนกี้เล่นเอาลวดลายตรงส้นที่เน้นการลงสีที่โดดเด่นสะดุดตา  มาใช้โฆษณาและโปรโมทรองเท้าว่า  ความ
โดดเด่นดังกล่าวจะทำให้เพื่อนร่วมทีมสามารถเห็นคุณ(ผู้สวมใส่)ก่อนสิ่งอื่นใดในสนามเป็นอันจบ !!  ส่วนรุ่น
และระดับรองเท้ายังคงมีเหมือนกันกับ Mercurial Vapor VI ทุกประการ

   
   ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  กับ
เจเนอเรชั่นของ Mercurial Vapor VIII ซึ่งเปิดตัวและทำตลาดในเดือนเมษายน 2012  ถือได้ว่ารองเท้าโฉมนี้
มีวิวัฒนาการในการพัฒนาที่ชัดเจนหลากหลายด้านมากที่สุดเลยก็ว่าได้  เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ
การวางปุ่ม FG ใหม่ทั้งหมด  เพื่อให้ศักยภาพในการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วขึ้น, ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่มีหนังบาง
ที่สุดเท่าที่ไนกี้เคยผลิตรองเท้าฟุตบอลออกมาสู่ตลาด  ทำให้ Mercurial Vapor VIII เป็นเจเนอเรชั่นแรกที่มี
น้ำหนักตัวรองเท้าต่ำกว่า 200 กรัม (ไม่นับรวม Mercurial Carbon SL)  และไนกี้ยังได้ยกเลิกการผลิต
รองเท้าฟุตบอลระดับโครตท็อป Mercurial Vapor SuperFly ออกไปจากเจเนอเรชั่นนี้  เท่านั้นยังไม่พอ
ยังมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า All Condition Control (ACC) อีกด้วย  และรู้หรือไม่ว่า
เฉดสีที่แสนจะโดดเด่นของรองเท้าฟุตบอลตระกูลนี้   ที่แต่ละเจอนเรชั่นมีเฉดสีต่างๆ ออกมาจำหน่ายมาก
มายนับไม่ถ้วน  แต่กับ Mercurial Vapor VIII ไนกี้ได้ออกเฉดสีมาทำตลาดเพียงแค่ 6 เฉดสีเท่านั้น !! ถือเป็น
เจเนอเรชั่นที่มีเฉดสีของรองเท้าน้อยที่สุดเลยก็ว่าได้  และ Mercurial Vapor VIII ยังเป็นเจเนอเรชั่นที่มีอายุ
การทำตลาดเพียงแค่ 7 เดือน ถือได้ว่าสั้นที่สุดเท่าที่รองเท้าฟุตบอลเคยทำมา  

   
   มาถึงเจเนอเรชั่นปัจจุบันที่เราจะทำการรีวิวทดสอบกันในวันนี้  นั่นก็คือไนกี้ Mercurial Vapor IX ซึ่งถูก
เปิดตัวเร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมๆ  เพราะไนกี้ได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่เดือนแรกของปี 2013
สำหรับรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์จรวดเจเนอเรชั่นนี้  ได้รับการเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่อย่างโดดเด่นสะดุดตา  
โดยเฉพาะการเล่นเฉดสีแบบไลสีทูโทน  แถมยังวาววับสะท้อนแสงเตะตา  บนผิวสัมผัสหนังสังเคราะห์แบบใหม่
ที่มีรอยบุ๋มเหมือนกับผิวของลูกกอล์ฟ  ซึ่งไนกี้ได้โปรโมทว่าจะสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพของการสัมผัสบอล
ได้ดีขึ้น  และยังลดแรงเสียดทานได้ตามลักษณะของอากาศพลศาสตร์อีกด้วย  ทั้งนี้ยังเอาคอนเซ็ปของรถยนต์
ซุปเปอร์คาร์ อย่าง แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ มาทำการโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่อลังการ  ภายใต้นิยามของ
คำว่า "Be Fast Be Mercurial"

   ในเจเนอเรชั่น Mercurial Vapor IX นี้  ยังได้มีการลดสายการผลิตของรองเท้าบางรุ่นออกไป  โดยทางไนกี้
ได้ตัดรองเท้าฟุตบอลระดับล่าง  ที่เคยทำตลาดในชื่อว่า Mercurial Glide ออกไป  ส่วนรองเท้าระดับรองท็อป
ก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก Mercurial Miracle มาเป็นชื่อ Mercurial Veloce  ดังนั้นเมื่อนับรวมทั้งหมดแล้ว  ไนกี้ได้
ให้ตัวเลือกในเจเนอเรชั่นนี้ไว้ทั้งหมด 3 รุ่น 3 ระดับ  อย่างไรก็ตาม  เรื่องของเทคโนโลยีเด่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
ตัวรองเท้า  ยังคงยกชุดมาจาก Mercurial Vapor VIII ทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของปุ่ม FG  และพิกัด
น้ำหนักตัวของรองเท้า

   
   "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" ยังคงเป็นผู้ที่รับหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์หลักให้กับไนกี้ Mercurial Vapor IX แบบ
ไม่ต้องสงสัย  แต่ยังมีนักฟุตบอลซุปเปอร์สตาร์อีกคนหนึ่งที่ไนกี้ได้เลือกมาใช้เป็นพรีเซนเตอร์หลักร่วมด้วย
นั่นก็คือ "เนย์มาร์" นักฟุตบอลดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนี้  ซุปเปอร์สตาร์ทั้ง 2 คนนี้  ถือเป็นผู้ที่จะถ่ายทอด
ภาพลักษณ์ความสามารถของรองเท้าฟุตบอลพันธุ์ซุปเปอร์คาร์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็ว
ลีลาการเล่นที่สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ในทุกวินาทีที่อยู่ในสนาม  รวมถึงความโดดเด่นที่ผู้ชมทั้งสนามจะต้อง
จับตามองตลอดเวลา  และยังรวมถึงความคมและความดุดันในการทำประตู  ซึ่งทั้งหมดนี้คือภาพลักษณ์ที่ไนกี้
ต้องการจจะถ่ายทอดให้คนได้รู้จักกับ Mercurial Vapor IX

   
   นอกจากนี้ยังมีบรรดานักฟุตบอลระดับโลกมากมายหลากหลายคนที่ได้รับการเซ็นสัญญาให้เป็นพรีเซนเตอร์
สำหรับการโปรโมท Mercurial Vapor IX  ไม่ว่าจะเป็น ธีโอ วัลคอตต์, ราฮีม สเตอร์ริ่ง, ฟรองค์  ริเบรี่
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, ซูดาน ซาคิรี่, ดิดิเยร๋ ดร็อกบา และ เอด็อง อาซาร์
 เป็นต้น ดูรายชื่อดาวเตะ
แต่ละคนแล้ว  ล้วนแต่เป็นบรรดานักฟุตบอลสไตล์จรวดทางเรียบ  ที่มีทั้งความเร็ว  ความแข็งแกร่งและความ
ดุดันในการจู่โจมคู่แข่งทั้งสิ้น  ซึ่งสามารถสื่อถึงภาพลักษณ์ของ Mercurial Vapor IX ได้อย่างชัดเจนที่สุดแล้ว
ถือได้ว่าไนกี้ชาญฉลาดกับการเซ็นสัญญาบรรดาพรีเซนเตอร์เหล่านี้เข้ามาแสดงศักยภาพให้กับรองเท้าฟุตบอล
สายพันธุ์ซุปเปอร์คาร์รุ่นนี้

   
   คลิปวีดีโอชิ้นหนึ่งที่ไนกี้ผลิตออกมาร่วมโปรโมท Mercurial Vapor IX ก็ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจ  ทึ่งใน
เรื่องของแนวคิดและเทคนิคการถ่ายทำมากๆ ก็คือผลงานที่ชื่อว่า Mercurial Vapor Trail  โดยผมจะไม่ขอ
สารยายถึงเนื้อเรื่องในคลิปดังกล่าว  เอาเป็นว่าใครยังไม่เคยได้ชมก็คลิกชมได้จากด้านบนนี้เลย
   
   และนี่คือประวัติคร่าวๆ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์จรวดทางเรียบของไนกี้  ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งรุ่นที่มีอายุ
อานามในวงการมาอย่างยาวนานมาก  กันพอหอมปากหอมคอ  และเน้นลงลึกกับที่เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด
Mercurial Vapor IX ที่เราจะรีวิวทดสอบการใช้งานในวันนี้  
  
   ข้อมูลของรองเท้าฟุตบอลรุ่น Mercurial Vapor IX

   เรามาพบกับตัวของไนกี้ Mercurial Vapor IX ที่เราจะใช้ทดสอบกันในนี้เลยดีกว่า  โดยจะขอเริ่มตั้งแต่
เปิดฝากกล่อง  ดูซิว่าเมื่อท่านจับจองเป็นเจ้าของรองเท้ารุ่นนี้มาแบบครบกล่อง  ในกล่องสีส้มของไนกี้จะมี
อะไรบรรจุมาให้บ้าง  แล้วก็มาทำความรู้จักและสำรวจทุกส่วนของรองเท้ากันแบบ "Hand On!" ก่อนที่เราจะ
สวมใส่ลงสนามทดสอบในช่วงถัดไป

   
   กล่องรองเท้าฟุตบอลสีส้มที่คุ้นเคยคุ้นหน้าค่าตากันเป็นอย่างดี  เพราะหลังๆ มานี้  มีมาให้เปิดกันจนถี่เหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม  นี่ถือเป็นกล่องสีส้มกล่องแรกสำหรับปี 2013 นี้เลยที่เราจะได้มาเปิดกัน  พอได้เปิดฝากล่องบนออก
ก็พบกับกระดาษสีขาว  ห่อม้วนตัวรองเท้าเอาไว้จนมองไม่เห็นตัวรองเท้าเลย  หากไม่ค่อยๆ คลี่แผ่นกระดาษออก
ทีละแผ่นๆ  และเมื่อทำเช่นนั้น  ก็จะได้เจอตัวกับเจ้า Mercurial Vapor IX สีแสด นอนตัวตะแคงวางสลับหัวท้าย
กันอยู่

   
   หลังจากนั้นขอรื้อทุกซอกทุกมุมภายในกล่องดูเสียหน่อย  ว่านอกจากตัวรองเท้าแล้ว  ยังมีอะไรแถมพิเศษ
มาให้อีกหรือไม่  ซึ่งก็เป็นไปตามคาด  เพราะที่ด้านล่างสุดของกล่องจะพบกับถุงใส่รองเท้าแบบกระเป๋า
สะพายหลังแถมมาให้ตามมาตรฐานของรองเท้าระดับท็อปของไนกี้  โดยถุงที่ให้มากับรองเท้าคู่นี้มาในเฉดสี
เขียวสะท้อนแสงโครตแสบตาเลย  แสบตากว่าสีแสดของตัวรองเท้าอีก    ส่วนสเปคอื่นๆ ของตัวถุงใบนี้  วัสดุ
จะเป็นผ้าร่ม บางๆ สัมผัสลื่นๆ ด้านในมีช่องสำหรับใส่ของเล็กๆ และมีซิปให้รูดปิด  ตามปกติที่คุ้นเคยกันดี

   
   มาเริ่มต้นสำรวจตัวรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสของ
ซีรี่ย์นี้กันเลยดีกว่า  ประเดิมด้วยการจับขึ้นมาวางไว้บนมือ  ลองชั่งน้ำหนักกะเกณฑ์เปรียบเทียบกับเจเนอเรชั่น
ที่แล้ว  พบว่าน้ำหนักของรองเท้าไม่ได้หนีจากเดิมมานัก  หากยังจำกันได้ที่เราเคยรีวิว Mercurial Vapor VIII
เวอร์ชั่นปกติ  จับเอาขึ้นเครื่องชั่งน้ำหนักจะได้ 187 กรัม ส่วน Mercurial Vapor VIII CR นั้นมีน้ำหนักตัวอยู่ที่
192 กรัม  และตัวเลขน้ำหนักตัวของ Mercurial Vapor IX ที่ปรากฏขึ้นมา  นั้นอยู่ที่ 192 กรัม !!! ซึ่งเป็นน้ำหนัก
เดียวกับ Mercurial Vapor VIII CR พอดิบพอดี  และหมายความว่า Mercurial Vapor IX มีน้ำหนักตัวที่สูง
ว่า Mercurial Vapor VIII นิดนึง  โดยรองเท้ามีขนาดไซด์ 27.5 cm เท่ากันทั้งหมด
   
   เรื่องของรูปร่างรูปทรงนั้นก็ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลรูปทรงเรียวยาวเหมือนเดิม  โดยตอนกลางจะคอตเว้า
เข้ารูป  ให้ลักษณะดูกระชับจับถนัดมือ  ถือเป็นสไตล์ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ไปแล้ว

   
   มาดูกันต่อที่วัสดุหน้าผ้าและตัวรองเท้าของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX ซึ่งใช้หนังสังเคราะห์เอกสิทธิ์พิเศษ
เฉพาะไนกี้  ที่นำมาใช้กับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก  ก่อนที่จะยังคงพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ
จนถึงเจเนอเรชั่นปัจจุบันนี้  นั่นคือ หนังสังเคราะห์เทจิน ไมโครไฟเบอร์ (Tejin microfiber) หนังสังเคราะห์
ที่มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของน้ำหนักที่เบา  สามารถรีบให้บาง  มีความทนทาน  ป้องกันน้ำและความชื้นได้เป็น
อย่างดี  ซึ่งเรียกได้ว่าวัสดุประเภทนี้แทบจะเป็นซิกเนเจอร์ของรองเท้ารุ่นนี้ไปแล้ว

    อย่างไรก็ตาม  การพัฒนาความสามารถของหนังสังเคราะห์เลื่องชื่อตัวนี้  ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ทีมนักออกแบบ
รองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ต้องทำ  โดยหนังสังเคราะห์ของ Mercurial Vapor IX นั้นได้ถูกทำให้มีพื้นผิวสัมผัสคล้าย
ผิวของลูกกอล์ฟ  ที่มีรอยบุ๋มเต็มไปหมด  เพื่อเพิ่มพื้นผิวสัมผัสให้สามารถสัมผัสกับลูกฟุตบอลได้ดียิ่งขึ้น  โดย
เฉพาะส่วนของครึ่งหัวด้านหน้า  ยังมีการเคลือบผิวหน้าผ้าด้วยสารยึดติด  ลองใช้นิ้วมือสัมผัสดูจะพบว่าให้สัมผัส
ที่เหนียวหนึบกว่าด้านหลัง  และจะทำให้ลักษณะของเฉดสีส่วนหน้านี้มีลักษณะเงางาม คล้ายสีเมทัลลิกยังไงยังงั้น

   
   (http://mech2262.drupalgardens.com/content/dimple-effect-golf-balls-vs-ping-pong-balls)

   ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีอีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของพื้นผิวตะปุ่มตะปั่มเหมือนลูกกอล์ฟเช่นนี้  ก็คือการลดแรงต้าน
อากาศหรือค่า Cd (Coefficient of Drag) เพื่อให้ Drag Force มีค่าน้อยที่สุด หรือที่ตามหลักอากาศพลศาสตร์
เรียกว่า Dimple Effect ซึ่งแนวคิดของการลดค่า Cd เช่นนี้  เป็นแนวคิดที่จำเป็นมากสำหรับรถซุปเปอร์คาร์  
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม ไนกี้ ถึงต้องดึงเอา แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ มาเป็นส่วนหนึ่งของการ
โปรโมทรองเท้ารุ่นนี้

   
   ส่วนพื้นผิวหน้าสัมผัสของตอนกลางของตัวรองเท้า  หรือส่วนที่เป็นเฉดสีอีกเฉดสีหนึ่งนั้น  ผิวสัมผัสจะไม่มี
การเคลือบสารดึงดูดเหมือนส่วนหน้า  ลองใช้นิ้วมือสัมผัสจะรู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าตรงบริเวณนี้มีผิวที่ลื่นกว่า
และลักษณะของเฉดสีจะดูไม่เงางามเหมือนกับตรงหัวรองเท้า  

   ความนุ่มของหนังตัวรองเท้าโดยภาพรวม  ของรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX คู่นี้  มีความนุ่ม
ที่ไม่ค่อยแตกต่างกับเจเนอเรชั่นที่แล้วมากนัก  แต่ที่แตกต่างกันก็คือความหนาของหนัง  ที่ดูจะมีความหนา
มากกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วเล็กน้อย  

   
   ส่วนพื้นที่ตอนท้ายของตัวรองเท้าทางฝั่งข้างเท้าด้านใน  มีกราฟฟิกตัวอักษรว่า "NIKE" ขนาดเบ้อเร่อ 
ลากยาวจากตรงกลางมาจนถึงสุดส้นเท้า  พร้อมกับการลงสีอีกเฉดสีหนึ่ง  "เพื่อสร้างความโดดเด่นในยาม
ที่อยู่ในสนาม  และให้เพื่อร่วมทีมสามารถเห็นคุณได้ก่อนสิ่งอื่นใด"  รู้สึกว่าข้อความที่มีความหมายเช่นนี้  
จะคุ้นๆ ว่าไนกี้เคยใช้โปรโมท Mercurial Vapor VII มาแล้ว  ก่อนที่จะหายไปตอน Mercurial Vapor VIII
แล้วก็ถูกจับกลับมาใช้งานในครั้งใน Mercurial Vapor IX ที่เรากำลังทำความรู้จักกันอยู่นี้

   เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายยังคงเป็นแบบภายใน (Internal Heel Counter) เข้ารูปฝังอยู่ด้านใน
ของส้นเท้า  

   
   ลักษณะของเชือกรองเท้าแบบมาตรฐานที่ติดตัวเจ้า Mercurial Vapor IX มาจากแหล่งกำเนิด  จะเป็นเชือก
ที่มีเนื้อผ้าหนา  เส้นไม่แบนไม่กลม  ไม่นิ่มไม่แข็ง  ถูกร้อยมาตามรูตรงแนวกึ่งกลางของหลังเท้า  ตามที่เราต่างก็
คุ้นเคยกันดี   ทั้งนี้จะเห็นว่าตรงกลางลิ้นรองเท้า  มีตราสัญลักษณ์ ACC หรือ All Conditions Control ระบุ
เอาไว้  ซึ่งเทคโนโลยีพิเศษชิ้นนี้ของไนกี้  คือการเคลือบตัวรองเท้าด้วยสารพิเศษ  ทำให้สามารถควบคุมลูก
ฟุตบอลได้ดีในสภาวะเปียกชื้น  ซึ่งศักยภาพตรงนี้ถือว่าได้รับการยอมรับมาจากผู้ใช้งานมาแล้ว

   
   มาสำรวจกันต่อที่ส่วนของหุ้มส้นด้านใน  แม้ว่ารองเท้าฟุตบอลระดับท็อปคลาสของไนกี้ซีรี่ย์อื่นๆ จะใช้หุ้มส้น
แบบหน้าผ้ากำมะหยี่ที่ฟูและนุ่ม  แต่สำหรับรองเท้าฟุตบอลซีรี่น์จรวดทางเรียบซีรี่ย์นี้นั้น  หุ้มส้นแบบหน้าผ้า
หนังสังเคราะห์ผิวเรียบๆ
  ด้านในยัดฟองน้ำเฉพาะส่วนครึ่งด้านบน  ยังคงถูกเอามาใช้กับ Mercurial Vapor IX
เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน  สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากคุณสมบัติในการระบายความร้อนที่ดีกว่า  ซึ่งเหมาะกับ
รองเท้าฟุตบอลที่เน้นการเคลื่อนที่เป็นหลัก  โดยปลายด้านบนของหุ้นส้นจะไม่สูงเหมือนกับรองเท้าฟุตบอล
ของทางฝั่งอาดิดาส  ดังนั้น  เมื่อสวมใส่แล้ว  ปลายหุ้มส้นจะอยู่ที่ระดับตอนล่างของแนวเอ็นร้อยหวายเท่านั้น

   
   เช่นเดียวกับแผ่นรองพื้นด้านในซึ่งสามารถถอดแยกออกมาจากตัวรองเท้าได้  ก็ยังคงเป็นแผ่นรองพื้นที่ผลิต
จากโฟม EVA ทั้งแผ่น  บางๆ  ด้านใต้ไม่มีการเสริมแนววัสดุพิเศษหรือจะช่วยรองรับแรงแทก  เฉดเช่นโฟม
Poron เหมือนกับรองเท้าระดับท็อปซีรี่ย์อื่นๆ ของไนกี้เอง  โดยตลอดทั่วทั้งแผ่นก็ยังได้ถูกเจาะรูพรุน  เพื่อให้
แผ่นรองพื้นชุดนนี้มีน้ำหนักตัวเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้  เรียกได้ว่าเป็นสไตล์ของแผ่นรองพื้นสำหรับรองเท้า
ฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วอย่างแท้จริง

   
   ส่วนพื้นผิวหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้น  ที่จะสัมผัสกับเท้าของผู้สวมใส่นั้น  จะมีลักษณะเป็นหน้าผ้าเส้นใยไนล่อน
สัมผัสไม่หนึบเหมือนกับแผ่นรองพื้นที่มีการเคลือบผิวด้วยสารเพิ่มแรงดึงดูด  เหมือนกับแผ่นรองพื้นของรองเท้า
ระดับท็อปคลาสในซีรี่ย์อื่นๆ ของไนกี้ อีกเช่นกัน  เรียกได้ว่าแผ่นรองพื้นด้านในของ Mercurial Vapor IX นั้น
ยกชุดมาแบบเดิมเป๊ะ  ไม่มีเปลี่ยนแปลง

   
   ลงมาด้านล่างกันบ้าง  นั่นคือส่วนของชุดพื้นนอกและปุ่มแบบ FG ของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX  รองเท้า
พันธุ์ซุปเปอร์คาร์   หลักๆ ของชุดพื้นนั้นโดดเด่นด้วยวัสดุประเภทไฟเบอร์กลาส (Fiberglass) เป็นวัสดุหลัก
ซึ่งจะถูกผสมด้วย คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbonfiber) ลงไปในชั้นล่าง  ซึ่งวัสดุทั้งสองชนิดนี้  ถือเป็นวัสดุขั้น
สูงทางด้านวิศวกรรม  มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องของความทนทานแข็งแรง  มีน้ำหนักเบา  เป็นวัสดุประเภทแข็งทื่อ
ดังนั้น  จึงส่งผลให้การดีดตัวหรือสปริงของฝ่าเท้านั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

   และที่เห็นเป็นเส้นใยที่เงินเป็นตารางๆ นั้น  ก็จะเป็นเส้นใยไฟเบอร์กลาสชั้นนอกสุด  ที่จะทำหน้าที่เพิ่มความ
ยืดหยุ่นให้กับชุดพื้น  ทั้งนี้จะเห็นว่าตอนกลางของชุดพื้นนั้น  จะมีลักษณะเป็นนูนเป็นสันขึ้นมา  ซึ่งตรงนี้จะ
ทำหน้าที่คล้ายเป็นกระดูกสันหลังของชุดพื้น  ทั้งหมดจะถูกครอบด้วยกรอบพลาสติก TPU อีกชั้นหนึ่ง  หรือที่
เห็นมีส่วนของพลาสติกสีดำนั่นแหละ  เพื่อเป็นตัวยึดระหว่างชุดพื้นกับตัวรองเท้า  และเป็นโครงสร้างสำคัญของ
ฐานปุ่ม

   
   ก่อนที่จะมาดูปุ่มรองเท้าส่วนหน้ากัน  ผมอยากให้คุณผู้อ่านสังเกตเพิ่มเกี่ยวกับชุดพื้นที่เป็นวัสดุไฟเบอร์กลาส
ของส่วนหน้านี้นิดนึง  จะเห็นได้ว่าเนื้อของวัสดุนั้นจะมีสีที่สม่ำเสมอเป็นแบบเดียวกับชุดพื้นส่วนกลาง  ในขณะ
ที่เจเนอเรชั่นที่แล้วนั้น  จะไม่เข้มเท่านี้  จึงน่าสนใจว่าบางทีทีมพัฒนาของไนกี้  ได้เพิ่มสัดส่วนการผสมวัสดุ
ประเภทคาร์บอนไฟเบอร์ลงไปยังพื้นส่วนหน้าตรงนี้ด้วย

   กลับมาโฟกัสกันที่ชุดพื้นแบบ FG ของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX กันต่อ  รูปแบบของปุ่มยังเหมือนเดิม  คือ
เป็นปุ่มใบมีด  หน้าตัดแคบ  รูปทรงตามยาว วางตัวตามองศาที่แตกต่าง  เพื่อให้ศักยภาพในการเคลื่อนที่ด้วย
ความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนามที่ดีเยี่ยม  ปลายปุ่มจะเป็นปุ่มใส  ที่ถูกฉีดขึ้นรูปด้วยพลาสติก TPU ต่อยอดขึ้น
มาจากฐานปุ่มเป็นเนื้อเดียวกัน  จำนวนปุ่มทั้งหมดของปุ่มส่วนหน้านี้นับได้เพียง 6 ปุ่ม เท่านั้น

   
   ก่อนที่จะไปปิดท้ายกันที่คู่ปุ่มหลัง  เรามาดูบริเวณหัวรองเท้ากันเพิ่มเติมก่อนนิดนึง  แม้ว่าเจเนอเรชั่นที่แล้ว
อย่าง Mercurial Vapor VIII ในเฉดสีหลังๆ นั้น  จะมีการเพิ่มแถบพลาสติกเพื่อป้องกันหัวเปิด  ตลอดแนว
โค้งของหัวรองเท้า  แต่พอมาเริ่มต้นในเจเนอเรชั่นใหม่นี้  จะไม่มีแถบป้องกันหัวเปิดตามแนวหัวรองเท้า  
ก็ต้องดูว่าในเฉดสีต่อๆ ไปนั้น จะมีการเพิ่มเข้ามาอีกครั้งหรือไม่  อย่างไร

   และที่เห็นเป็นหนามๆ หรือฟันปลา  ที่ส่วนของชุดพื้นด้านหน้าสุด  นั้นเรียกว่า Toe-off Traction Spikes
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะกับพื้นสนามและส่งแรงจากพื้นสนาม  ในจังหวะที่ผู้ใช้สปรินซ์
ตัววิ่งด้วยปลายเท้า  ซึ่งพื้นสัมผัสตรงนี้จะถูกกดลงไปสัมผัสกับพื้นผิวของสนามได้โดยตรง  

   ทั้งนี้  ผมได้ลองจับเอาส่วนหัวของ Mercurial Vapor IX และ Mercurial Vapor VIII มาวงเทียบกันแล้ว
พบว่า หัวรองเท้าของ Mercurial Vapor IX คู่ที่เรากำลังทำความรู้จักกันอยู่นี้  มีระดับที่ต่ำลงกว่าเดิม
ดังนั้น  การสัมผัสระหว่างปุ่มรองเท้ากับพื้นสนามจึงสามารถทำได้ง่ายกว่าเดิมนั่นเอง

   
   มาปิดท้ายกันที่ปุ่มคู่หลัง  ซึ่งยังคงมาในแบบคู่ดูโอแค่ 2 ปุ่ม  แต่เป็น 2 ปุ่ม ที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดในบรรดา
ปุ่มทั้งหมด 8 ปุ่ม ของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX ที่มีปุ่มแบบ FG เช่นนี้  โดยปุ่มคู่หลังนี้ได้มีการเจาะรูตรงกลาง
เพิ่มการยึดเกาะและลดน้ำหนักตัวโดยรวมของรองเท้าลงไป  ฐานปุ่มค่อนข้างแข็งแรงมาก  เพราะมีการเชื่อมโยง
ด้วยครีบของชุดพื้นถึง 3 แฉก  ยึดมาตั้งแต่ตอนกลางของปุ่มเลยทีเดียว  เพราะเมื่อไนกี้ใช้ปุ่มหลังแค่ 2 ปุ่ม ดังนั้น
ปุ่มคู่นี้จะต้องรับภาระการลงน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่  ในจังหวะที่ผู้สวมใส่ยืนเต็มเท้า  

    อย่างไรก็ตาม  มีคำถามจากบรรดาสมาชิกของ SiamBoots พอสมควรว่า "ความแข็งแรงของฐานปุ่มและปุ่ม
ของรองเท้ารุ่นนี้ดีขึ้นไหม ?"  ตรงจุดนี้หลังจากที่ผมได้จับสัมผัสเปรียบเทียบดูแล้ว  เรียนตามตรงว่ายากที่จะ
ให้คำตอบ  เพราะไม่สามารถวัดเปรียบเทียบออกมาได้เป็นตัวเลข  และเท่าที่ได้ลองจับและออกแรงกระทำกับปุ่ม
แล้วนั้น  ก็ไม่รู้สึกว่าแตกต่างจากเดิมสักเท่าไหร่  หรือเรียกได้ว่าแทบจะเป็นฟีลลิ่งเดียวกันเลยก็ว่าได้  ที่ว่า
กันว่าชุดฐานปุ่มและปุ่มของรองเท้าคู่นี้  ดูแข็งแรงขึ้น  อาจจะเป็นเพราะวัสดุฐานปุ่มที่ใช้สีดำทึบ  จึงทำให้มัน
ดูหนาและแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้
   
   
   เดี๋ยวก่อนที่จะกล่าวจบบทความนี้  ผมมีเรื่องที่สังเกตได้สำหรับ ไนกี้ Mercurial Vapor IX เมื่อพลิกมาดู
ที่ป้ายบอกไซด์และแหล่งผลิตของรองเท้ารุ่นนี้กัน  อันดับแรกเลย  ป้ายบอกไซด์รองเท้านั้นย้ายจากข้าง
ตัวรองเท้าด้านใน  มาอยู่ที่ใต้ลิ้นรองเท้าแล้วนะครับ  แต่ที่พิเศษไปว่านั้นคือ  "Made in Bosnia !!!!!!!!!!"
ซึ่งตอนนี้ผมได้รับการยืนยันจากเพื่อนๆ สมาชิกหลายท่านที่ชิงตัดหน้าครอบครองรองเท้ารุ่นนี้ไปก่อนแล้ว
ว่า Mercurial Vapor IX ของเขาก็ Made in Bosnia เหมือนกัน  และ ณ ตอนนี้ก็ยังไม่พบ Made in China
เลย  นั่นจึงหมายความได้ว่า  ไนกี้ Mercurial Vapor IX ได้ถูกย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ  น่าจะถูกใจบรรดาคนเล่นรองเท้าฟุตบอลเป็นยิ่งนัก !!

   Feeling

   
   ได้เวลามาลองสวมใส่ Mercurial Vapor IX สีพระอาทิตย์ตกดินเสียที  แต่ก่อนที่จะลงสนามทดสอบการ
ใช้งาน  ผมจะขอมาวิเคราะห์ฟีลลิ่งเดียวกับการสวมใส่  เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับการเลือกขนาดไซด์รองเท้า
ที่เหมาะสมกับเท้าก่อนดีกว่า  แน่นอนว่า 9.5 US , 8.5 UK , 43 FR หรือ 27.5 cm คือขนาดไซด์มาตรฐานที่
ผมได้ยึดถือเป็นหลักสำหรับการทดสอบมาโดยตลอด

   หลังจากที่สวม Mercurial Vapor IX เข้าไปที่เท้า  โดยเท้าของผมได้สวมถุงเท้าฟุตบอลมาตรฐานของไนกี้
เอาไว้อยู่  ทำการดึงกระชับแนวร้อยเชือกให้ดึงแน่นแล้วก็ผูกปมเชือกรองเท้าแบบหูกระต่างตามปกติ  ฟีลลิ่ง
แรกเลยที่รู้สึกได้ก็คือบริเวณหุ้มข้อและส้นเท้านั้นใส่สบายขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเดิม Mercurial Vapor VIII นิดนึง
แต่จะเห็นได้ว่าเกิดช่องว่างระหว่างตัวรองเท้ากับข้อเท้าให้ได้เห็นบ้าง..เหมือนเดิม

   
   และแม้ว่าจะดึงกระชับแนวร้อยเชือกให้แน่นหนาเพียงใด  แต่ด้วยความที่หนังของตัวรองเท้านั้นหนาขึ้นกว่า
เจเนอเรชั่นก่อน  จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวรองเท้าลู่กระชับเข้ารูปกับทรงของเท้าได้น้อยลง  เห็นได้จากการที่มี
ส่วนข้างเท้าด้านนอกบางส่วนมีลักษณะนูนเป็นลอนขึ้นมา  และเกิดช่างว่างระหว่างลิ้นรองเท้าด้านในขึ้น

   แต่ในเรื่องของฟีลลิ่งความกระชับ  ไนกี้ Mercurial Vapor IX ยังให้การบีบกระชับบริเวณตอนกลางของเท้า
ได้ดีมากเหมือนเดิม  แม้ลักษณะเท้าของผมเองนั้นจะเป็นลักษณะของคนเท้าบาน  หน้าเท้ากว้างตามาตรฐาน
ของคนไทย  หลังเท้ามีโหนกนูนสูงขึ้นมาระดับกลางๆ  ดังนั้นในเรื่องของฟีลลิ่งการเข้ารูปเท้าทางด้านกว้าง
นั้นถือว่าสามารถเลือกรองเท้าตรงไซด์ได้  ถ้าลดไซด์ลงไปกว่านี้  คงจะแน่นจนปวดหลังเท้าและฝ่าเท้ามาก
เกินควร

   
   ทางด้านยาวยังต้องยอมรับว่า ไนกี้ Mercurial Vapor IX นั้นมีขนาดโอเวอร์ไซด์ตามยาวอยู่ประมาณ 0.5 cm
เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน  จะสังเกตได้จากพื้นที่หัวรองเท้าที่เหลือมากพอสำหรับการวางนิ้วหัวแม่มือลงไปได้ตาม
ภาพด้านบน  ซึ่งจะว่าไปแล้ว  ก็เป็นการโอเวอร์ไซด์ตามปกติของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ตามลักษณะของรองเท้าฟุตบอลที่มีรูปร่างรูปทรงเรียวยาว  และแม้หัวรองเท้าจะดูเรียวยาว  แต่นิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้ว
ของผมก็วางตัวเรียงกันตามปกติ  แบบแน่นพอดีกับพื้นที่ด้านใน  ไม่โดนบีบมากเกินไปจนต้องมาวางตัวขี่กัน
   
   
   โดยภาพรวมยังคงต้องยอมรับว่า ไนกี้ Mercurial Vapor IX เป็นรองเท้าฟุตบอลรุ่นหนึ่งที่ใส่เข้าไปที่เท้า
แล้วเข้ารูปสวยงามที่สุดรุ่นหนึ่งเลยก็ว่าได้  สำหรับคำแนะนำในการเลือกไซด์รองเท้ารุ่นนี้  สำหรับใครที่เคย
ใช้งานรองเท้าซีรี่ย์นี้มาก่อน  โดยเฉพาะเจเนอเรชั่นที่แล้ว Mercurial Vapor VIII ก็สามารถเลือกไซด์เดิม
ได้เลยโดยไม่ต้องไปลอง  แต่ถ้าใครยังไม่เคยคบหาใช้งานรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้มาก่อน  ก็จะแนะนำว่า
น่าจะสามารถเลือกซื้อรองเท้ารุ่นนี้แบบตรงไซด์คงจะดีกว่า  

   โดยเฉพาะท่านใดที่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างตามปกติของคนไทย  ไม่ได้เรียวยาวสวยงาม
เหมือนเท้าไก่  ก็เลือกตรงไซด์ไปเลยแม้ว่าหัวรองเท้าจะเหลือนิดนึง  แต่ทางด้านข้างก็แน่นพอที่จะบีบล็อคไม่ให้
เท้าเกิดการลื่นไถลหรือเคลื่อนที่ไปยังหัวรองเท้าที่เหลือพื้นที่อยู่  แต่สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองเท้าเรียวยาวมากๆ
ก็อาจจะลองลดไซด์ลงได้ครึ่งไซด์  แต่อันนี้คงต้องขอให้ไปลองใส่จนกว่าจะแน่ใจว่าด้านข้างไม่บีบมากจนเกินไป  
ไม่อย่างนั้นอาจจะมีอาการปวดฝ่าเท้าและหลังเท้าได้เวลาใช้งาน

   Testing  

   
   ไหนๆ ก็เลือกขนาดไซด์รองเท้าที่เหมาะสมได้แล้ว  ก็ถึงเวลาที่จะลงสนามทดสอบศักยภาพการใช้งานของ
เจ้าซุปเปอร์คาร์แห่งสนามฟุตบอล ไนกี้ Mercurial Vapor IX เสียที  มาตรฐานการวิพากษ์วิจารณ์ยังคง
ยึดในรูปแบบเดิม  แบ่งเป็นหัวข้อแต่ละหัวข้อ  มีการดึงเอารองเท้าฟุตบอลรุ่นที่เกี่ยวข้องมาพูดเปรียบเทียบ
กับบ้าง  สำหรับสนามที่ใช้ในการทดสอบยังคงเป็นสนามฟุตบอลหญ้าเทียม Winning 7 ย่านปิ่นเกล้าที่เดิม
เพื่อเป็นการควบคุมให้คุณภาพของสนามในการทดสอบเป็นสนามเดียวกันกับการทดสอบรองเท้าฟุตบอล
รุ่นอื่นๆ  มาร่วมกระทืบคันเร่งของรองเท้าฟุตบอลสัญชาตญาณรถซุปเปอร์คาร์ไปด้วยกันเลย

   ความสบายในการสวมใส่

   
   ก่อนที่จะทดสอบในด้านของการเล่นกับลูกบอล  เรามาดูกันที่เรื่องของความสบายในการสวมใสกันก่อน
ดีกว่า  กับจังหวะการลองเคลื่อนที่ไปบนพื้นสนามโดยไม่เน้นความเร็ว  เพื่อดูปฏิกิริยาที่ตัวรองเท้ากระทำกับ
เท้าเป็นหลัก

   หลังจากที่ได้ลองดูแล้วพบว่า ไนกี้ Mercurial Vapor IX ให้ความสบายบริเวณหุ้มส้นและข้อเท้าที่ใส่
สบายขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นเดิมเล็กน้อย
  ไม่บีบมากจนอึดอัด  และก็ไม่หลอมจนเกินไป  อาจจะเพราะมีช่อง
ว่างเกิดขึ้นเล็กน้อยระหว่างข้อเท้ากับตัวรองเท้า ส่วนของหุ้มส้นก็เป็นอีกจุดหนึ่ง  ซึ่งผมรู้สึกได้ว่าอาการกัดส้น
นั้นลดน้อยลงไป
แม้จะเป็นการใช้งานครั้งแรกสุดก็ตาม   อย่างไรก็ตาม  เรื่องของอาการกัดส้นเท้าผมยังไม่ขอ
ฟันธงว่ามันหายไปจากรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ไปถาวรแล้ว  เพราะถ้าจับเอามานั่งพินิจพิเคราะห์เปรียบเทียบกับ
Mercurial Vapor VIII
มันก็เป็นหุ้มส้นแบบเดียวกันเป๊ะ  บางทีสาเหตุที่ส้นเท้าของผมไม่รู้สึกว่าถูกกัด  อาจจะ
เป็นเพราะส้นเท้าผมได้ถูก อาดิดาส adiZero F50 2013 ซึ่งผมรองเท้าฟุตบอลที่เพิ่งรีวิวทดสอบไปก่อนหน้านี้  
กัดจนด้านและชินไปแล้วก็เป็นได้

   
   เมื่อถึงจังหวะที่ต้องเคลื่อนที่บนพื้นสนามอย่างต่อเนื่อง  ในครั้งแรกที่สวมใส่เจ้า Mercurial Vapor IX 
ก็ได้เจอกับอาการบีบข้างเท้าและหลังเท้าเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะหลังเท้าที่ถูกแรงบีบกดจนรู้สึกได้
ถึงอาการปวดเลยทีเดียว  ซึ่งก็รวมถึงความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนดังกล่าวด้วย  พบว่าความร้อนสะสมด้านใน
รองเท้านั้นมีมากขึ้นๆ  ในขณะที่การระบายความร้อนออกมานั้นดูจะทำได้ยากกว่าเดิม   สาเหตุตรงนี้คงมา
จากลักษณะของหนังรองเท้าที่มีชั้นหนังที่หนาขึ้น  เป็นผลให้การปรับเข้ารูปกับลักษณะเท้าของผู้สวมใส่
ในการใช้งานครั้งแรก  นั้นยังต้องอาศัยเวลาการใช้งานไปสักพัก  พอจะกะคร่าวๆ ได้ว่า Mercurial Vapor IX
จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับเข้ารูปกับทางของผู้สวมใส่นานกว่า Mercurial Vapor VIII ถึง
สองเท่าตัว  ซึ่งผมต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 30 - 40 นาที  สำหรับการสวมใส่ในครั้งแรก  เพื่อให้ตัวรองเท้า
สามารถปรับตัวเข้ารูปกับเท้าของผมได้  หลังจากนั้นอาการทั้งหมดก็จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง

   ฟีลลิ่งที่ส่งผลต่อความสบายในการสวมใส่ของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX  โดยรวมแล้วยังถือว่าไม่แตกต่าง
จากเจเนอเรชั่นที่แล้ว  ดีขึ้นในเรื่องของหุ้มข้อเท้าและหุ้มส้นที่สบายขึ้นนิดหน่อย  แต่กลับต้องอาศัยระยะเวลา
การใช้งาน  เพื่อให้ตัวรองเท้าปรับรูปร่างให้เข้ากับรูปเท้าของผู้สวมใส่ที่มากขึ้น  เพื่อให้อาการบีบกลางเท้า
และปวดหลังเท้าหายไป 

   คะแนน
   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10


   การรองรับแรงกระแทก

   
   การทดสอบระบบรองรับแรงกระแทกจากพื้นสนามของรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX ซึ่ง
ปัจจัยหลักอยู่ที่แผ่นรองพื้นด้านในรองเท้า  นั้นผมแทบจะยกบทวิเคราะห์วิจาณ์มาจากเดิมทั้งหมดได้เลย
เพราะไนกี้เองไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรืออัพเกรดอะไรให้กับแผ่นรองพื้นที่ผลิตจากโฟม EVA ซึ่งไร้วัสดุหรือ
เทคโนโลยีพิเศษที่จะช่วยรองรับหรือผ่อนแรงกระแทกจากพื้นสนามเลย  ทำให้ความสามารถในการรองรับ
และผ่อนแรงกระแทก  เมื่อวิเคราะห์เฉพาะชุดแผ่นรองพื้น  ยังถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร
มากมายนัก

   ในขณะที่ปุ่มรองเท้าแบบ FG ซึ่งมีจำนวนปุ่มที่น้อยมาก เพียงแค่ 7 ปุ่ม  หน้าตัดปุ่มแคบ  ก็ส่งผลให้การ
กระจายน้ำหนักและสมดุลนั้นน้อยกว่ารองเท้าฟุตบอลที่มีปุ่ม FG รูปแบบอื่นๆ ทั้งหมด  เรียกได้ว่าถ้ามีจังหวะ
การเผลอกระแทกลงน้ำหนักทั้งตัวลงไป  จะรู้สึกได้ถึงแรงสะเทือนจากพื้นสนามที่สะท้อนขึ้นกลับมาได้เลย
ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องในกรณีที่เกิดว่าผู้สวมใส่เกิดฟิตจัด  วิ่งพล่านทั่วสนามไม่มีหยุดเลย  ทีนี้จะเริ่ม
รู้สึกได้ถึงอาการล้าของแข้งขาและข้อเข่าที่มาเร็วกว่าชาวบ้านเขา  

   ไนกี้คงต้องยืดอกยอมรับกันตรงๆ ว่า เจ้า Mercurial Vapor IX รองเท้าซุปเปอร์คาร์รุ่นนี้  ช่างมีช่วงล่าง
ที่ให้อารมณ์แข็งๆ ไม่ต่างจากรถสปอร์ต  การรองรับแรงกระแทกยังทำได้ไม่ดีนัก  เมื่อมองเปรียบเทียบกัน
ในคลาสทั้งหมด  คงต้องลงความเห็นว่าอาดิดาส adiZero F50 2013 ที่ใส่แผ่นรองพื้นแบบ Comfort นั้นมี
ศักยภาพในการผ่อนแรงกระแทกจากการเคลื่อนที่ที่เหนือกว่าพอสมควรเลยล่ะ  ทีนี้...ถ้าคุณผู้อ่านยังยืนยัน
ว่าตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจยังเป็น Mercurial Vapor IX อยู่  แต่ก็คำนึงถึงการรองรับและผ่อนแรงกระแทก
ด้วย  อาจจะเพราะข้อเข่าไม่ค่อยดี หรืออะไรก็แล้วแต่  ก็คงต้องคำนึงถึงสนามฟุตบอลที่ท่านใช้งานเป็นหลัก
แล้วล่ะ  ไอพวกสนามฟุตบอลหญ้าเทียมต้นทุนถูก  เหมือนเอาพรมหญ้าเทียมมาปูลงบนพื้นคอนกรีตแข็งๆ
โดยไม่มีการลงพื้นหลายชั้นตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น  ถือเป็นอะไรที่ควรจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้งานสนาม
ประเภทนี้ไปเลย  หรือไม่ก็หนีไปเล่นสนามฟุตบอลหญ้าจริงที่มีหญ้าฟูๆ นุ่มๆ เต็มพื้นที่  ก็จะทำให้รองเท้า
ฟุตบอลรุ่นนี้ไม่ด้อยในเรื่องของระบบการรองรับแรงกระแทกสักเท่าไหร่

   คะแนน
   - การรองรับแรงกระแทก 6/10


   การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม

   
   มาต่อกันที่หัวข้อการทดสอบการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนามซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ
รองเท้าฟุตบอลสายความเร็วซีรี่ย์นี้มาโดยตลอด  สำหรับเจเนอเรชั่นนี้จะมีอะไรที่แตกต่างจากเดิมหรือไม่  ไป
ทดสอบพร้อมๆ กันเลย

   ขอเปิดที่ประเด็นของลักษณะตัวรองเท้า  ที่มีผิวแบบตะปุ่มตะปั่มคล้ายผิวของลูกกอล์ฟ  โดยตามหลักของ
อากาศพลศาสตร์แล้ว  ผิวแบบนี้จะช่วยลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของอากาศ  ทำให้การเคลื่อนที่ของ
วัตถุสามารถทำได้รวดเร็วมากขึ้น  ตามที่ผมได้ยกข้อมูลทางทฤษฎีมาอธิบายคร่าวๆ ตั้งแต่ช่วง "Hand On!"
ไปแล้ว  ทีนี้  เรามาลองใช้งานจริงเลยว่าจะมีผลต่อความเร็วของรองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX
คู่นี้หรือไม่  

   หลังจากที่ลองทดสอบใช้งานดูแล้ว  พบว่าผิวสัมผัสลักษณะแบบคล้ายลูกกอล์ฟเช่นนี้  ไม่ได้ช่วยให้
การเคลื่อนที่นั้นทำได้รวดเร็วมากขึ้นจนรู้สึกได้
หรือบางทีอาจจะเรียกว่าไม่แตกต่างจากผิวเรียบๆ แบบ
เดิมของ Mercurial Vapor VIII เลยก็ว่าได้  แม้ว่าตามหลักการของอากาศพลศาสตร์นั้นถูกพิสูจน์ออกมา
จนเป็นทฤษฎีบทไปเรียบร้อยแล้ว  ว่าลักษณะพื้นผิวของวัตถุแบบนี้จะช่วยให้การเคลื่อนที่ทำได้รวดเร็วขึ้น
แล้วทำไมกับรองเท้าฟุตบอลถึงไม่เป็นแบบนั้น !?  ก็เพราะว่าสิ่งที่เคลื่อนที่ไปกับรองเท้าฟุตบอลด้วย  และถือ
เป็นเป้าที่มีขนาดใหญ่กว่าก็คือ "ตัวคน" ยังไงล่ะครับ  ตัวคนนี่แหละที่ยังคงต้านลมเหมือนเดิม  และเป็นเป้า
ที่มีขนาดใหญ่กว่ารองเท้ามากๆ  ต่อให้รองเท้าจะลดแรงเสียดทานของอากาศลงได้มากแค่ไหน  แต่ตัวคน
ก็ไม่สามารถลดแรงต้านของอากาศลงได้  ดังนั้นเรื่องของอากาศพลศาสตร์ในการเคลื่อนที่  จะไม่ได้ช่วย
ให้ไนกี้ Mercurial Vapor IX ทำให้คนสวมใส่รองเท้ารุ่นนี้มีสปีดต้นที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

   แต่ถ้ามองเฉพาะการเคลื่อนที่ของรองเท้า เช่น จังหวะการสับขาหลอก  หรือคลึงบอลไป-มา เพื่อหลอกล่อ
คู่แข่ง  ตรงจุดนี้แม้จะไม่ได้มีการทดสอบตรวจวัดออกมาเป็นตัวเลข  แต่จากการทดลองใช้งานมาแล้ว  ผม
มีความรู้สึกได้ว่าผิวแบบลูกกอล์ฟของตัวรองเท้า Mercurial Vapor IX ส่งผลให้การเคลื่อนที่เฉพาะเท้า
นั้นทำได้ว่องไวขึ้นกว่าเดิมจริง  แม้จะไม่ได้มากมายจนรู้สึกแตกต่างอะไรชัดเจน  แต่ก็ถือว่ามีผลไปในด้าน
ที่ดีสำหรับรองเท้าประเภทความเร็วเช่นนี้

   
   ในเรื่องการตอบสนองของชุดพื้นและช่วงล่างที่ยังคงมาในรูปแบบเดิมทั้งหมด  ทำให้ Mercurial Vapor
IX
เป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีการยึดเกาะพื้นสนามที่ดีมาก  ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า  หรือเปลี่ยน
ทิศทางแบบฉับพลันไปทางซ้าย-ขวา หน้า-หลัง  ปุ่มรองเท้าทุกปุ่มต่างก็ถูกออกแบบมาให้มีหน้าที่เฉพาะตัว  
เมื่อทำงานร่วมกัน  จึงสามารถรองรับการเคลื่อนที่แบบ 360 องศา ได้เป็นอย่างยอดเยี่ยม  นี่ยังรวมถึงจำนวน
ปุ่มรองเท้าที่มีเพียงแค่ 7 ปุ่ม  กับลักษณะพื้นที่หน้าตัดของปุ่มแต่ละปุ่มที่แคบ  วางตัวตามแนวยาว  ปุ่มรองเท้า
สามารถจิกลงไปเกาะยังพื้นสนามได้จมมิด  ทำให้การยึดเกาะกับพื้นสนามทำได้อย่างสุดยอด  

   โครงสร้างของชุดพื้นก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้การเคลื่อนที่นั้นทำได้อย่างรวดเร็ว  โดยเฉพาะลักษณะ
ตอนกลางของชุดพื้นที่มีโครงสร้างนูนขึ้นมา  ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้แรงดีดและการสปริงของฝ่าเท้า
นั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง  และเมื่อรวมกับวัสดุประเภทไฟเบอร์กลาสที่มีส่วนผสม
ของคาร์บอนไฟเบอร์  ทำให้คุณสมบัติของชุดพื้นทั้งแผง  มีความแข็ง  สามารถดีดคืนตัวได้ดีเมื่อมีการ
โค้งงอจากการวิ่ง    

   สรุปได้ว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนามยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญของรองเท้า
ฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX ที่เหนือว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ซีรี่ย์อื่นๆ ทั้งหมดที่ทำตลาดอยู่ ณ
ตอนนี้  แม้ว่าเรื่องของตัวเลขน้ำหนักตัวจะสูงกว่า อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์
ส่งผลให้ความเร็วในการสปรินซ์ออกตัววิ่งไปด้านหน้านั้นสู้ไม่ได้  แต่ถ้ามององค์ประกอบทั้งหมด  
รองเท้าสีโดดเด่นจากไนกี้คู่นี้กลับให้ศัยกภาพการเคลื่อนที่ที่ดีกว่าในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยน
ทิศทางแบบฉับพลับ  สามารถรองรับพิสัยการเคลื่อนที่แบบรอบตัว 360 องศา  การยึดเกาะกับพื้นสนามที่
ยอดเยี่ยมมากๆ ซึ่งส่งผลดี  ต่อการสับขาหลอกล่อคู่แข่ง  ตามแบบฉบับที่รองเท้าฟุตบอลประเภทนี้ควร
จะเป็น

   คะแนน
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 10/10


   ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน

   
   ในเมื่อ Mercurial Vapor IX เป็นรองเท้าฟุตบอลที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยิ่ง
ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ฟีลลิ่ง  ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งาน  เพราะต้องไม่ลืมว่ารองเท้า
ฟุตบอลประเภทที่ใช้เมื่อเน้นการเคลื่อนที่เป็นจุดแข็ง  ความกระชับที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในแต่ละก้าว
ที่สปรินซ์ออกตัววิ่ง  จะทำให้เป็นรองเท้าประเภทความเร็วที่สมบูรณ์แบบ

   สำหรับความกระชับหลักๆ ของ Mercurial Vapor IX นั้นจะอยู่ที่ตอนกลางของเท้า  ทั้งแรงบีบกระชับ
ทางด้านข้าง  และแรงกดลงบนหลังเท้า  ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้สวมใส่เน้นการเคลื่อนที่โดยใช้
ปลายเท้าสปรินซ์ออกตัว  ในขณะที่หุ้มข้อเท้าและส้นที่เหมือนจะสบายขึ้น  ก็ไม่ได้มีผลด้านลบต่อการสร้าง
ความมั่นใจ  ตรงกันข้ามเลย  มันกลับช่วยลดความอึดอัดหรือความไม่สบาย  ส่งผลให้เราไม่ต้องมากังวล
และเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นใจ  ในขณะที่ความกระชับบริเวณหุ้มข้อและส้นเท้าก็ถือว่ามาในระดับที่กำลังดี
ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป  ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX ได้อย่างนึงเลย

   
   อย่างไรก็ตาม  ลักษณะการเข้ารูปกระชับกับเท้าของ Mercurial Vapor IX ยังทำได้ไม่แนบกระชับ
ทุกสัดส่วน หรือดีเท่ากับเจเนอเรชั่นเดิมอย่าง Mercurial Vapor VIII โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวอร์ชั่น
Mercurial Vapor VIII CR ที่หนังของรองเท้าทั้งสองนั้นบางและนิ่ม ทำให้เข้ารูปกับเท้าได้ดีกว่านี้
ในขณะที่ Mercurial Vapor IX จะเกิดรอยยับของหนังหลังจากการใช้งานมากกว่าด้วย  

   เรื่องของผิวหน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้นที่ไม่ได้เคลือบสารดึงดูดเหมือนกับผิวหน้าสัมผัสแผ่นรองพื้นของ
CTR 360 Maestri III, T90 Laser IV หรือ Tiempo Legend IV  ทำให้รู้สึกได้ว่ามันไม่สามารถดึงดูด
กับฝ่าเท้าที่สวมถุงเท้าได้แบบแน่นสนิท  แต่เนื่องจากตอนกลางของตัวรองเท้าที่บีบล็อคกระชับมากๆ ทำให้
ปัญหาการสไลด์หรือลื่นไถลไปมาของเท้า แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย  แม้ว่าพื้นที่หัวรองเท้าจะเหลือก็ตาม

   โดยภาพรวมยังถือได้ว่า ฟีลลิ่ง  ความกระชับและความมั่นใจเมื่อใช้งานของเจเนอเรชั่นนี้  แทบจะไม่
แตกต่างจากเจเนอเรชั่นเดิมสักเท่าไหร่เลย  ไนกี้ Mercurial Vapor IX ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลที่ช่วยสร้าง
ความกระชับและความมั่นใจได้อย่างยอดเยี่ยม  สมกับตัวตนของการเป็นรองเท้าประเภทความเร็วที่ต้องเน้น
ความมั่นใจได้เป็นอย่างดี
 
   คะแนน
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 9/10

   การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล

   
   เข้าสู่การทดสอบการเล่นกับลูกฟุตบอลบ้าง  โดยจะเริ่มต้นในประเด็น การจับสัมผัสและควบคุมลูกฟุตบอล
ก่อน  หลายคนน่าจะอยากรู้ว่าลักษณะผิวหน้าสัมผัสของ Mercurial Vapor IX ที่มีการเคลือบผิวด้วยสารดึงดูด
บางอย่าง  ทำให้หน้าผ้าดูเงางาม สะท้อนแสง  แต่ก็แฝงไปด้วยความเหนียว (เมื่อเอารองเท้ามาถูกัน) และ
พื้นผิวแบบขรุขระคล้ายลูกกอล์ฟ  จะช่วยเพิ่มความหนึบในการจับลูกบอลได้ดีขึ้นหรือไม่  เมื่อเปรียบเทียบ
กับผิวหน้าสัมผัสสากๆ ของเจเนอเรชั่นที่แล้วจะเป็นอย่างไร

   หลังจากที่ได้ลองใช้ Mercurial Vapor IX จับบอลแรกมาหลายครั้งแล้ว  พบว่าสารที่เคลือบผิวบริเวณ
หน้าสัมผัสของรองเท้า  ทั้งข้างด้านในและด้านนอก  แรกๆ ยังพอที่จะให้การจับบอลแรกที่หนึบเท้าอยู่บ้าง
แต่ดูจะผิดคาดไปหน่อย  เพราะการจับบอลตามทิศทางเฉือนนั้นมีการแฉลบหรือลื่นให้ได้เห็น  จึงดูจะไม่ดี
ขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วที่ลักษณะของหนังไม่ได้มีการเคลือบผิว  ในขณะที่ Mercurial Vapor VIII CR
ซึ่งมีลักษณะหน้าผ้าสัมผัสที่แตกต่างออกไป  นั้นสามารถที่จะจับบอลได้หนึบกว่าพอสมควร  เมื่อลูกบอลถูก
ส่งมาด้วยความแรงในทิศทางตามยาว

   
   แต่ถ้าดูที่ความนุ่มนวลของการจับบอลหรือดูดบอลลง  กลับพบว่า Mercurial Vapor IX นั้นทำได้ดี
ขึ้น  คงจะเป็นเพราะลักษณะของหนังรองเท้าที่หนากว่าเดิม  ทำให้ชั้นหนังมีความหนา  มีระยะในการยุบตัว
และผ่อนแรงมากขึ้น  ดังนั้นถ้าลูกบอลถูกส่งมาตรงๆ  หรือลอยลงมาให้เราใช้หลังเท้าดูบอลลงตรงๆ  รองเท้า
รุ่นนี้จะสามารถจับบอลแรกได้ในระดับที่ดีพอสมควร

   อย่างไรก็ตาม  ความนุ่มในการจับบอลแรกของรองเท้ารุ่นนี้ก็ยังคงไม่สามารถต่อกรกับหนังวัวแท้หนานุ่ม
ของอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ ได้อยู่ดี  รายนั้นให้จากจับสัมผัสบอลแรกที่นุ่มเท้าเกิน
ความเป็นรองเท้าสายพันธุ์ความเร็วไปแล้ว  แต่แน่นอนว่าถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับรองเท้าประเภทหนัง
สังเคราะห์เหมือนกัน  อย่าง adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ ในเรื่องของการจับบอลแรก
ไนกี้ Mercurial Vapor IX ชนะใสๆ

   
   การรับและส่งบอลด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วรุ่นนี้  ก็ถือว่าได้ทำดี
กว่าเดิม  โดยเฉพาะจังหวะการรับบอลที่มาในทิศทางตรงๆ ด้วยพื้นที่ข้างเท้าด้านในนั้นถือได้ว่าทำได้นุ่ม
เท้าขึ้น  เนื่องจากหนังที่หนาขึ้นกว่าเดิม  เช่นเดียวกับการแปส่งบอล  ก็สามารถทำได้หนักแน่นมีน้ำหนัก
ไม่ใช่อารมณ์ป้อกแป้กเหมือนกับ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  ในขณะที่พื้นที่หน้าสัมผัส
ระหว่างข้างเท้าด้านในกับผิวของลูกบอลก็ทำได้ค่อนข้างจะสอดรับกัน  ทำให้โอกาสที่จะแปส่งบอลแป้ก
ก็น้อยลงตามไปด้วย  เป็นผลดีต่อการควบคุมทิศทางการแปส่งบอลไปทางด้านหน้า  ส่วนการแปส่งบอล
ให้ติดไซร้โค้งนิดๆ ยังพบว่าผิวสัมผัสบริเวณข้างเท้าด้านในของ Mercurial Vapor IX ไม่สามารถให้
แรงเฉือนกับลูกบอลได้ดีเท่ากับ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ และ Mercurial Vapor VIII
CR
  เนื่องจากสารเคลือบผิวที่ให้สัมผัสหนึบๆ นั้น มีเฉพาะส่วนหน้าบริเวณหัวรองเท้า เท่านั้น

   เอาเป็นว่ารองเท้าฟุตบอลไนกี้ Mercurial Vapor IX ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลสายสปีด  นั้นสามารถทำคะแนน
ได้ดีในการทดสอบด้านนี้  จุดเด่นหลักๆ จะอยู่ที่ความหนาของหนังรองเท้า  ทำให้การสัมผัสบอลทำ
ได้นุ่มนวล
  เนื่องจากหนังมีระยะและเวลาในการยุบตัวตอบสนองในจังหวะที่ลูกบอลกระทบ  แต่ความเหนียว
ของผิวสัมผัสที่จะดึงดูดกับลูกฟุตบอล  โดยเฉพาะในจังหวะที่ลูกบอลไม่ได้มาตรงๆ  พบว่ายังทำปฏิกิริยาดึงดูด
กับลูกบอลได้ไม่ดีเท่า Mercurial Vapor VIII CR และ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ นะ
เมื่อหักลบข้อดีข้อด้อย  ก็สรุปลงคะแนนให้ที่ 8 เต็ม 10 เท่ากับ Mercurial Vapor VIII CR ไปแล้วกัน

   คะแนน
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 8/10


   การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า
   
   
   อีกหนึ่งจุดแข็งมากๆ ของรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์นี้ก็คือการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า  ซึ่งก็รวมถึงเจเนอเรชั่น
Mercurial Vapor IX นี้ด้วย  เพราะหลังจากที่ผมมีโอกาสได้ลองควบเจ้าซุปเปอร์คาร์แห่งสนามฟุตบอล
สีเจ็บรุ่นนี้เลี้ยงพาบอลตะลุยเข้าจู่โจมคู่แข่ง  ก็พบว่ายังมีศักยภาพในการควบคุมการเลี้ยงพาบอลที่ดีมาก
ที่สุดเหมือนเดิม

   รู้สึกได้ว่าอานิสงค์ของหนังรองเท้าที่หนานุ่มขึ้น  ก็เป็นผลดีในเรื่องของการกะเกณณ์หรือควบคุมน้ำหนัก
ของการแตะเลี้ยงบอลแต่ละครั้ง  สามารถทำได้อย่างเชื่องเท้ามากขึ้นกว่าหนังบางๆ ของ Mercurial Vapor
VIII
(ส่วน adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ คงไม่ต้องพูดถึงนะ...) การแตะบอลแต่ละครั้ง
แทบจะไม่กระเด้งกระดอนหลุดจากการควบคุม  ทำได้ง่ายขึ้น  นอกจากว่าจะตั้งใจแตะบอลให้ห่างตัวแล้ว
ใช้ความเร็ววิ่งตาม  นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

   เมื่อรวมกับศักยภาพการเคลื่อนที่ของชุดพื้นและปุ่มรองเท้า  ทำให้ไนกี้ Mercurial Vapor IX ดูจะอันตราย
มากสำหรับการใช้งานเพื่อเลี้ยงบอลซอกแซก ซ้าย-ขวา แบบค่อยๆ แตะบอลให้ติดเท้าไปทีละครั้งๆ มากกว่า
การแตะบอลยาวๆ แล้ววิ่งสปีดตามไปเล่นบอลเหมือนกับ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์

   
   เรื่องของการสัมผัสและควบคุมทิศทางของลูกบอล  ผมยังรู้สึกได้ว่าผิวสัมผัสที่มีสารเคลือบผิวและลักษณะ
ตะปุ่มตะปั่มเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสบอล  ยังไม่ทำให้ศักยภาพการควบคุมหรือเปลี่ยนทิศทางลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่
เท้าด้วยความเร็วของ Mercurial Vapor IX ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก  เอาจริงๆ ยังรู้สึกได้ว่าความหนึบที่ผิว
รองเท้ากระทำกับผิวของลูกบอลนั้นอาจะไม่ได้หนึบเว่อร์ ถ้าหากเอาลูกบอลมาถูกับหน้าสัมผัสของรองเท้า
น่ะนะ  แต่เนื่องจากหนังที่หนาและนุ่มขึ้น  ทำให้มีระยะในการยุบตัว  และมีเวลาที่ผิวของรองเท้าจะสัมผัส
ดึงดูดกับลูกบอลมากขึ้น  พอเวลาใช้งาน(ที่เท้า)จริง  ศักยภาพการปรับเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยง
อยู่ที่เท้า  จึงทำได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ

   อย่างไรก็ตาม ลักษณะรอยยับของตัวรองเท้าที่มีลักษณะนูนขึ้นมาบ้าง  ไม่เรียบลู่เข้ารูปกับเท้าเหมือน
เจเนอเรชั่นก่อน  โดยเฉพาะส่วนของหลังเท้าที่ใกล้กับแนวร้อยเชือก  จึงอาจจะมีจังหวะที่มารบกวนการ
แตะเลี้ยงบอลบ้างพอประปราย  และด้วยหนังรองเท้าที่หนาขึ้นกว่าเดิม  จะทำให้ฟีลลิ่งการสัมผัสกับลูกบอล
แบบบางๆ เดิมๆ เต็มเท้า เสียอรรถรสไปบ้าง

   ไปๆ มาๆ แล้วความหนาของหนังรองเท้าที่เพิ่มมากขึ้นของ ไนกี้ Mercurial Vapor IX คู่นี้  ก็ส่งผลทั้ง
ในแง่ดีและไม่ดี  แง่ดีคือทำให้รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดจากไนกี้รุ่นนี้  แตะเลี้ยงบอลได้นุ่มและเชื่องเท้ามากขึ้น
การกะเกณฑ์น้ำหนักของการแตะบอลแต่ละครั้งนั้นไม่ต้องอาศัยความเคยชินก็สามารถทำได้ดี  ส่วนการ
ควบคุมทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  แม้ไนกี้จะโปรโมทโฆษณาลักษณะของหน้าสัมผัสแบบขรุขระ
เหมือนลูกกอล์ฟ  เพื่อเพิ่มพื้นผิวสัมผัส  แต่ก็ไม่ได้รู้สึกชัดเจนว่ารองเท้ารุ่นนี้สามารถเปลี่ยนทิศทางการ
ควบคุมลูกบอลในขณะที่เลี้ยงด้วยความเร็ว  ได้ดีกว่าเดิมสักเท่าไหร่  หนังรองเท้าที่หนาขึ้น  และมีรอยยับ
มากกว่าเดิมนิดหน่อย(เมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว) ทำให้ฟีลลิ่งการเลี้ยงสัมผัสบอล บางๆ เดิมๆ นั้นหายไป
เล็กน้อย  ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงต้องยอมรับอย่างเต็มปากว่า  รองเท้าฟุตบอลไนกี้ ไนกี้ Mercurial Vapor IX
ถือเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีศักยภาพในการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าได้ยอดเยี่ยมสนุก และเมามันส์มากที่สุด
ในปัจจุบัน  ไม่เชื่อลองไปดู คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เนย์มาร์ สิ...

   คะแนน
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 10/10


   ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง

   
   มาต่อกันที่การทดสอบการยิงประตูและเปิดบอลโด่งของไนกี้ Mercurial Vapor IX ดูซิว่าจะมีศักยภาพ
ในการเอาชนะคู่แข่งในจังหวะสุดท้ายด้วยการทำประตูดีหรือไม่  หากย้อนกลับไปที่ Mercurial Vapor VIII
ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่แล้ว  พบว่าข้อด้อยยังอยู่ที่การรักษาสุขภาพเท้า  การลดแรงสะท้อนจากการซัดเต็มแรง
ที่ยังมีอาการระบมหลังเท้ากลับมา  จึงน่าสนใจว่ารองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดจะทำได้ดีกว่าเดิมหรือเปล่า

   ก่อนอื่นมาดูเกี่ยวกับการส่งถ่ายแรง  ซึ่งพบว่ารูปแบบและลักษณะแนววางปุ่มของ Mercurial Vapor IX
นั้นสามารถจิกลงไปยังพื้นสนามได้เป็นอย่างดี  จำนวนปุ่มรองเท้าที่น้อย  ช่วยให้การยึดพื้นสนามทำได้อย่าง
มั่นคงมากๆ  โดยเฉพาะปุ่มแนวขวางตรงกลางฝ่าเท้าที่ไม่ได้ช่วยแค่การสปรินซ์ตัววิ่งไปด้านหน้า  แต่ยัง
ช่วยล็อคไม่ให้เกิดการลื่นไถล  ทำให้การวางเท้าหลักนั้นทำได้อย่างมั่นคง  ในขณะที่โครงสร้างของชุดพื้น  
ก็ให้สปริงฝ่าเท้าได้อย่างยอดเยี่ยม  ทำให้การเอี้ยวตัวและส่งแรงไปยังขาข้างที่จะเตะทำได้อย่างเป็น
ธรรมชาติ
  
   เมื่อการส่งผ่านแรงเตะทำได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว  แรงปะทะที่จะส่งไปยังผิวสัมผัสของลูกบอลจึง
ขึ้นอยู่กับกำลังขาของผู้สวมใส่แล้วล่ะ  ผมเองมีโอกาสได้หวดลูกบอลแบบเต็มๆ แรงแบบนี้หลายครั้งมาก
ทำให้รับรู้ได้ว่าหนังของ Mercurial Vapor IX สามารถช่วยผ่อนแรงสะท้อนจากลูกบอลได้ดีขึ้น
กว่าเดิมจนรู้สึกได้  โดยเฉพาะการหวดกับลูกบอลที่แข็งมากๆ  อาการระบมหรือระคายเคืองหลังเท้า
นั้นจะเกิดช้าลง  ซึ่งถือเป็นผลดีสำหรับบรรดานักเตะที่ชอบยิงประตูด้วยความแรงอยู่บ่อยครั้ง  แต่คง
ต้องยอมรับว่ารองเท้าฟุตบอลน้ำหนักตัวไม่ถึง 200 กรัม  ไม่ได้ส่งผลด้านบวกให้กับความแรงของลูกบอล
ที่ถูกยิงออกไปมากนัก  ยังคงต้องอาศัยกำลังขาของคนเตะเป็นหลัก  

   
   และยังพบว่ารองเท้ารุ่นนี้สามารถสอดหน้าสัมผัสของรองเท้าเพื่อเตะเข้าไปยังใต้ลูกบอลได้ง่ายขึ้น  
สำหรับจังหวะที่ต้องการเปิดบอลโด่ง  เนื่องจากหัวรองเท้าของ Mercurial Vapor IX นั้นถูกออกแบบ
ให้ต่ำกว่า Mercurial Vapor VIII เล็กน้อย  หัวรองเท้าจะไม่เชิดขึ้นนัก  ทำให้การเปิดบอลโด่งข้ามฟาก
ไปให้เพื่อนร่วมทีมนั้นทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

    ส่วนเรื่องของการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้โค้งของลูกบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้า  ก็ถือได้
ว่าผิวหน้าสัมผัสของรองเท้ายังพอช่วยให้เกิดการปั่นไซร้โค้งของลูกบอลให้ได้เห็นบ้าง  และทำได้ง่ายกว่า
อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  เนื่องจากหนังของรองเท้ารุ่นนี้ที่หนาและมีระยะ
ในการยืดหยุ่น  ทำให้การเตะแบบเฉือนๆ  หนังรองเท้ามีระยะเวลาเพียงพอที่จะดึงดูดกับผิวของลูกบอล
ให้มีแรงเฉือนเกิดขึ้น   ในขณะที่รูปทรงของรองเท้าที่มีสัดส่วนโค้งเว้า  โดยเฉพาะทางข้างเท้าด้านใน
น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนที่ถนัดการยิงลูกบอลแบบแปด้วยข้างเท้าด้านใน  เพราะลูกบอลที่ถูกยิงออกไป
จะมีการไซร้โค้งให้ได้เห็นเหมือนกัน

   ไนกี้ Mercurial Vapor IX ยังคงทำได้ตามมาตรฐานเดิม  แทบจะให้ศักยภาพที่ไม่แตกต่างจากเดิม
เลย   แต่มีข้อดีตรงที่การรักษาสุขภาพเท้า  การลดแรงสะท้อนจากการเตะลูกบอลเต็มแรงซึ่งทำได้ดีขึ้น
แต่ก็ไม่ได้ดีมากจนผิดหูผิดตา  ส่วนตัวแล้วผมยังคงติดใจความนุ่มและการยิงเต็มเท้าของอาดิดาส
adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ มากกว่าอยู่ดี  แต่ที่ทาง Mercurial Vapor IX ทำได้เหนือกว่า
เนียนกว่า  และมั่นใจกว่า  ก็คือการวางเท้าหลักที่ทำได้อย่างมั่นคงมากๆ  การส่งถ่ายเทแรงเหวี่ยงของ
ขาข้างที่จะเตะไปยังลูกบอลจึงทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ  ส่วนเรื่องการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้
ให้กับลูกบอลที่ถูกเตะออกไป  รองเท้าฟุตบอลสีตะวันตกดินที่เราทดสอบกันวันนี้  ก็ยังถือว่าทำได้ดีกว่า
adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  แต่ยังคงไม่ได้เหนือกว่าเจเนอเรชั่นเดิมของมันเองอย่าง
Mercurial Vapor VIII และ adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ ที่มีแถบสามขีดช่วยในการปั่นไซร้
ดังนั้นคะแนนการทดสอบที่ 8 เต็ม 10 ก็น่าจะยังเป็นคะแนนที่เหมาะสมเหมือนเดิม

   คะแนน
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10


   การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่

   มาปิดหัวข้อการทดสอบด้วยการป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ซึ่งเป็นการทดสอบการเชิงรับ  ที่ผ่านๆ มา
หัวข้อนี้เป็นข้อด้อยอย่างหนึ่งของรองเท้าฟุตบอลสายความเร็วจากไนกี้ซีรี่ย์นี้  แต่สำหรับ Mercurial Vapor
IX
นั้นให้การป้องกันและลดแรงปะทะในจังหวะการถูกคู่แข่งเปิดปุ่มเข้าใส่ได้ดีขึ้น  เนื่องจากหนังรองเท้า
ที่หนาขึ้น การถูกย่ำใส่จึงรู้สึกเจ็บน้อยลงกว่าเดิม  เมื่อเทียบกับหนังบางๆ ของ Mercurial Vapor VIII

   ส่วนเกราะป้องกันเอ็นร้อยหวายแบบภายใน (Internal Heel Counter) ก็ป้องกันการปะทะได้ไม่ครอบคลุม
ทั้งส้น  เช่นเดียวกับปลายของส้นรองเท้าก็มีระดับต่ำ  ไม่ได้สูงขึ้นไปจนปกปิดแนวเอ็นร้อยหวายมากนัก  
ดังนั้นศักยภาพในเชิงรับของรองเท้ารุ่นนี้  ยังคงเป็นรองอาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้

   คะแนน
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10

   Conclusion  

   
   เห็นตัวเลขคะแนนการทดสอบในหัวข้อต่างๆ ของ Mercurial Vapor IX แล้วก็อย่าได้ตกใจ  เพราะถ้าใคร
ได้อ่านและยังจำคะแนนของ Mercurial Vapor VIII CR ได้  จะรู้ว่าเป็นคะแนนการทดสอบในหัวข้อต่างๆ
ของรองเท้าทั้งรุ่นนี้เท่ากับทุกด้าน   ไม่ได้หมายความว่าศักยภาพการใช้งานจะเหมือนกันแบบก็อปปี้หรือ
เข้าเครื่องถ่ายเอกสารมาแต่อย่างใด  แต่ทั้งสองมีความแตกต่างบางอย่างที่สลับกันบ้าง  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่
ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ไปให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันแล้ว  

   เมื่อคุณผู้อ่านทุกท่านได้รับรู้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ทางด้านศักยภาพการใช้งานของ Mercurial Vapor IX
ผมจะขอใช้ส่วนสุดท้ายของบทความรีวิวนี้  จับเอรองเท้าฟุตบอลบางรุ่นที่เกี่ยวข้อง  มาขึ้นชกเปรียบเทียบ
พร้อมสรุปสาระสำคัญข้อแตกต่างหลักๆ อีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจของคุณผู้อ่าน  ก่อนที่จะ
สรุปถึงตัวตนของ Mercurial Vapor IX อีกครั้ง  และทิ้งท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอแนะที่ส่วนตัวแล้วอยากให้
ทางผู้ผลิตนำไปเป็นข้อมูล  เผื่ออนาคตจะเอามาพิจารณาใช้เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาเจเนอเรชั่น
ใหม่ๆ ในอนาคต ต่อไป

   Mercurial Vapor IX =vs= Mercurial Vapor VIII =vs= Mercurial Vapor VIII CR

   งานนี้มวยคู่แรก  ไม่สิ  ต้องขอใช้คำว่ากลุ่มแรก  คงต้องขอจับเอารองเท้ามาเปรียบเทียบทีเดียวกันถึง 3 รุ่น  
ได้แก่ Mercurial Vapor IX รุ่นใหม่ล่าสุด  กับ Mercurial Vapor VIII และ Mercurial Vapor VIII CR

   
   
   รองเท้าฟุตบอลทั้ง 3 รุ่นนี้  ค่อนข้างจะมีศักยภาพและรูปแบบที่ใกล้เคียงกันมากๆ  แต่จะมีรายละเอียด
บางอย่างที่แตกต่างกันนิดหน่อย  เริ่มต้นที่ไนกี้ Mercurial Vapor IX หลังจากที่ทดสอบการใช้งานไปแล้ว  
พบว่าพระเอกของเราในวันนี้  เป็นรองเท้าที่มีหุ้มส้นซึ่งใส่สบายขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย  แต่ความบีบกระชับ
บริเวณตอนกลางของเท้า  โดยเฉพาะแรงกดบนหลังเท้า  รู้สึกว่าอึดอัดขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อยในครั้งแรก
ที่ใช้งาน  ซึ่งต้องใช้ระยะเวลามากกว่าเดิม  ตัวรองเท้าถึงจะเข้ารูปกับลักษณะเท้าของผู้สวมใส่  ความอึดอัด
ที่เกิดขึ้นจะหายไปเอง

   เรื่องของศักยภาพของการรองรับและผ่อนแรงกระแทกจากการเคลื่อนที่  ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม
เนื่องจากรูปแบบการวางปุ่ม  จำนวนปุ่ม  และแผ่นรองพื้นด้านในรองเท้าเป็นพิมพ์เดียวกันทั้งหมด  ไม่มี
เปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว  เช่นเดียวกับการเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม  ที่รองเท้าฟุตบอลทั้ง 3 รุ่น
นี้  ยังมีศักยภาพในการจิกพื้นสนามได้ดีมากที่สุด   การเคลื่อนที่เปิดกว้างทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นซ้าย-ขวา
หน้า-หลัง  จุดเด่นตรงนี้ยังมีมาให้อย่างครบถ้วนกระบวนความ

   ส่วนเรื่องการเล่นกับลูกบอล  พบว่า Mercurial Vapor IX มีดีขึ้นในเรื่องของความนุ่มจากหนังรองเท้า
ทำให้การจับสัมผัสบอลดูจะนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย  รวมถึงการรับ-ส่งบอลด้วยข้าวเท้าด้านใน  ก็ให้สัมผัสที่
หนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม  แต่ดูจะด้อยกว่าในเรื่องของการแปส่งบอลแบบให้ติดไซด์โค้ง  เพราะพื้นผิว
สัมผัสตรงบริเวณดังกล่าวของรองเท้า  ไม่มีการเคลือบผิวให้เหนียวหนึบเหมือนกับบริเวณหัวรองเท้า
ในขณะที่ Mercurial Vapor VIII และ Mercurial Vapor VIII CR จะมีผิวสัมผัสที่ดึงดูดกับลูกบอลได้
ดีตลอดทั่วทั้งตัวรองเท้า

   การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าเพื่อตะลุยทะลุทะลวงคู่แข่ง  Mercurial Vapor IX นั้นให้การสัมผัสบอลและ
ควบคุมน้ำหนักบอล  เลี้ยงบอลได้เชื่องเท้ากว่าเล็กน้อย  ส่วนการปรับเปลี่ยนทิศทางลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า
แบบกะทันหัน  ก็ยังถือว่าพื้นที่บริเวณหัวรองเท้าที่มีการเคลื่อนผิวให้เหนียบหนึบนั้นก็สามารถตอบสนอง
กับลูกบอลได้ดี  แต่ถ้าเป็นพื้นที่ด้านข้างรองเท้า  ซึ่งไม่มีการเคลือบผิวด้วยสารดึงดูด  จะทำให้บางจังหวะ
ลูกบอลนั้นลื่นออกไปนอกทิศทางที่เราต้องการ  ความแม่นยำจึงลดลง  โดยส่วนตัวแล้ว  ผมชื่นชอบทาง
ด้าน Mercurial Vapor VIII CR มากกว่า  แม้ว่าการควบคุมน้ำหนักจะทำได้ไม่เชื่องเท้าเท่า  แต่หนัง
รองเท้าที่บางกว่า  จะให้อารมณ์การแตะเลี้ยงบอลแบบ บางๆ เดิมๆ และเต็มเท้ากว่า  ในขณะที่ตัวรองเท้า
ซึ่งมีความเหนียวจากการถูกเคลือบด้วยสารดึงดูดทั่วตลอดทั้งตัว  ก็ทำให้สามารถใช้ส่วนไหนก็ได้ในการ
ควบคุมทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้า  ในขณะที่ Mercurial Vapor VIII แบบปกติ  ยังให้การ
ควบคุมทิศทางของลูกบอลที่เลี้ยงอยู่ที่เท้าไม่แม่นยำเท่ากับทั้ง 2 รุ่นที่กล่าวถึง

   และอย่างที่บอก อานิสงค์ของหนังรองเท้าที่หนานุ่มมากขึ้นของ Mercurial Vapor IX  ทำให้มันสามารถ
ลบจุดอ่อนในเรื่องของการรักษาสุขภาพเท้า  จากการเตะหรือยิงลูกบอลแบบสุดแรงเกิด  ลงได้บ้างพอสมควร
การหวดเต็มแรงสามารถทำติดต่อกันได้ถี่มากขึ้น  โดยอาการเจ็บระบมเท้านั้นถูกหน่วงให้รู้สึกช้าลงนิดหน่อย
การเปิดบอลโด่งทำได้ง่ายขึ้น  เพราะหัวรองเท้าที่ต่ำลง  ทำให้การวางเท้าสอดเข้าไปเตะที่ใต้ลูกบอลทำได้
ง่ายกว่าเดิม แต่สิ่งที่ Mercurial Vapor VIII CR ทำได้ดีกว่า  ก็คือเรื่องของการควบคุมทิศทางและปั่นไซร้
โค้ง  ที่ผมยังยืนยันว่าหน้าสัมผัสของรองเท้ารุ่นดังกล่าว  สามารถดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้ดีกว่านิดหน่อย
และยังสามารถใช้ทุกส่วนในการปั่นไซร้โค้งลูกบอลได้เท่าๆ กันอีกด้วย

   โดยรวมแล้วต้องบอกว่า Mercurial Vapor IX กับ Mercurial Vapor VIII CR ค่อนข้างจะมีความใกล้
เคียงกันพอสมควร
  สิ่งที่เจเนอเรชั่นใหม่สีตะวันตกดินที่เราทดสอบกันในวันนี้  จะโดดเด่นกว่าก็คือเรื่อง
ของความหนานุ่มของหนังรองเท้า  การสัมผัสบอลจะนุ่มนวล  การยิงเต็มแรงจะไม่เจ็บเท้ามากนัก  ในขณะที่
Mercurial Vapor VIII CR จะได้ในเรื่องของผิวสัมผัสตลอดตัวรองเท้าที่ดูจะเหนียวหนึบกว่า  ทำให้สามารถ
รองรับต่อการสัมผัสและดึงดูดกับลูกบอลได้แบบรอบตัวเลยทีเดียว  และลักษณะของหนังรองเท้าที่บางกว่า
ทำให้ตัวรองเท้าสามารถลู่กระชับเข้ารูปกับเท้าได้อย่างลงตัวมากกว่า   ส่วนทาง Mercurial Vapor VIII
ซึ่งเป็นหนังสากๆ จะเป็นรองในเรื่องของการดึงดูดกับลูกบอล  แต่ความนุ่มของหนังที่ดูจะน้อยกว่ารุ่นอื่นๆ
ทำให้การรักษาสุขภาพเท้า  การยิงเต็มแรง  จะได้รับแรงสะท้อนมากกว่า

   Mercurial Vapor IX =vs= adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์

    
   ข้ามฟากมาที่แบรนด์อาดิดาสที่มีรองเท้าสายความเร็วรุ่นดังทำตลาดเป็นคู่แข่งรายสำคัญอยู่  นั่นก็คือ
adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์  สาเหตุที่จะขอดึงเอาเวอร์ชั่นนี้มาวัดกัน  ก็เนื่องจากเป็น
วัสดุหนังสังเคราะห์เหมือนกัน  และยังเป็นรองเท้ารุ่นล่าสุดก่อนหน้านี้ที่ผมได้ทำการรีวิวทดสอบไปด้วย

   รองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้  แม้จะเป็นรองเท้าประเภทความเร็วตัวพ่อเหมือนกันทั้งคู่  แต่ต้องยอมรับว่าทั้งสองยัง
มีความแตกต่างกันบางอย่างอยู่  โดยทางอาดิดาสจะเป็นรองเท้าฟุตบอลความเร็วแบบดิบๆ คือ  เน้นที่
ความเบาของรองเท้า  การเคลื่อนที่ไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง  จัดกันแบบวิ่งตัวปลิวไปเลย  แต่ก็ยัง
มีระบบการรองรับแรงกระแทกด้วยชุดพื้นอีกชุดที่แถมมาเป็นทางเลือก  adiZero F50 2013 เวอร์ชั่น
หนังสังเคราะห์
เป็นรองเท้าฟุตบอลที่เย้ายวนให้ผู้สวมใส่อยากจะก้าวขา  ส่งแรงสปรินซ์ออกวิ่งได้
ดีกว่า

   แต่สำหรับ ไนกี้ Mercurial Vapor IX นั้นจะเหนือกว่าในเรื่องของการยึดเกาะพื้นสนามที่มั่นคง  ซึ่ง
สามารถครอบคลุมการเคลื่อนที่ทุกรูปแบบ  ทุกองศรอบตัว  แม้ว่าตัวรองเท้าจะไม่ได้เบาหวิวเหมือนกัน
ทางคู่แข่งจากอาดิดาส  แต่มันก็มีจุดเด่นในเรื่องของการเลี้ยงพาบอลไปกับเท้าที่เชื่องเท้า  และควบคุม
การเปลี่ยนทิศทางของลูกบอลได้อย่างรวดเร็วแม่นยำกว่ามาก  ทั้งนี้ยังได้ในเรื่องการเล่นกับลูกบอลที่ดี
ว่า "มาก"  ทั้งการจับบอลแรกที่นุ่มนวล  การแปส่งบอลที่หนักแน่น  การยิงเต็มแรงที่รักษาสุขภาพเท้า
ได้มากกว่า  และยังรวมถึงการควบคุมทิศทางและการปั่นไซร้ลูกบอลที่ถูกเตะออกไปจากเท้าอีกด้วย

   คงต้องบอกว่า ไนกี้ Mercurial Vapor IX จะเป็นตัวเลือกที่ดูจะครบถ้วนการใช้งานมากกว่า  และจะ
ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ต้องการทั้งความเร็วและการเล่นกับลูกบอลได้อย่างแน่นอน  ส่วนทาง
ด้านของ อาดิดาส adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์   จะเหมาะสำหรับผู้ที่อยากได้รองเท้า
ฟุตบอลน้ำหนักเบาหวิว  วิ่งทางตรงยาวๆ เอาไว้แตะบอลไปด้านหน้าแล้วใช้ความเร็วทิ้งห่างคู่แข่ง  
รวมถึงได้ออฟชั่นในกาีรเปลี่ยนชุดพื้น  เพื่อศํกยภาพในการรอบรับแรงกระแทกที่ดีกว่า นั่นเอง

   
   ทั้งหมดที่ผ่านมาน่าจะสามารถบอกถึงตัวตนที่แท้จริงของไนกี้ Mercurial Vapor IX ได้ว่ามันเป็นรองเท้า
ฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วที่ไม่ได้มีแค่ความเบา  เพื่อให้ผู้สวมใส่วิ่งตัวปลิวเพียงอย่างเดียว  แต่ยังมีจุดเด่น
ในเรื่องของการเล่นกับลูกบอลมากมายหลายรูปแบบ  ไปๆ มาๆ แล้ว  บางทีก็เผลอคิดว่ารองเท้ารุ่นนี้ที่สวมใส่
อยู่  ไม่ใช่รองเท้าสายสปีดไปซะงั้น  เพราะมันมีจุดเด่นครอบคลุมหลายด้านเลยทีเดียว ซึ่งผมจะสรุปในย่อหน้า
ถัดไปนี้

   หลังจากที่ได้ใช้เวลาทดสอบ Mercurial Vapor IX ไปนานพอสมควร  นานจนจะครบเดือนอยู่แล้ว  นานจน
สีใหม่จะออกสู่ตลาดแล้วมั้ง   สรุปได้ว่ารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วที่
โดดเด่นทั้งในเรื่องของรูปร่างหน้าตา  และศักยภาพของการใช้งาน  แม้จะไม่ได้เป็นรองเท้าฟุตบอลที่
เบาหวิวกะให้วิ่งตัวปลิว  แต่มันก็เบามากพอที่จะช่วยเค้นความเร็วของผู้สวมใส่ออกมาได้  รวม
กับรูปแบบของชุดพื้นและปุ่มของรองเท้าที่ยึดเกาะพื้นสนามได้ยอดเยี่ยมที่สุด  เท่าที่เคยใช้งาน
รองเท้าฟุตบอลมา  แถมยังสามารถรองรับการเคลื่อนที่ได้ทุกรูปแบบ  ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง หรือ
การสับขาหลอกล่อคู่แข่ง  ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับความกระชับเข้ารูปเท้าในระดับที่สูงมาก  แม้จะ
ไม่ใช่รองเท้าที่ใส่สบาย  แต่ก็สร้างความมั่นใจในแบบที่รองเท้าฟุตบอลประเภทนี้ควรจะเป็น
ข้อดีที่เจเนอเรชั่นนี้มีเพิ่มเติมเข้ามา  ก็คือเรื่องของความนุ่มในการสัมผัสบอล  การส่งบอลที่
หนักแน่นขึ้นกว่าเดิม  และยังรวมถึงการรักษาสุขภาพเท้า  ลดแรงสะท้อนจากการเตะลูกบอลเต็ม
แรง   ในขณะที่หัวรองเท้าที่ต่ำลง  ก็ยังช่วยให้การเปิดบอลโด่งทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


   น่าเสียดายที่การเล่นเฉดสีแบบทูโทน  มีผลทำให้การเคลือบผิวของตัวรองเท้านั้นทำได้ไม่ทั้งหมด  ทำให้
เฉพาะบริเวณส่วนหน้าเท่านั้นที่สามารถดึงดูดกับผิวของลูกบอลได้อย่างเหนียวหนึบ  ในขณะที่ตอนกลาง
ของรองเท้านั้นไม่สามารถทำได้  ส่วนเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสด้วยลักษณะหนังรองเท้าแบบ
ลูกกอล์ฟ  ไม่สามารถทำให้รู้สึกได้ว่าช่วยให้สัมผัสควบคุมลูกบอล  และเพิ่มความเร็วของการ
เคลื่อนที่โดยรวม  ได้ดีขึ้นกว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วแต่อย่างใด  ส่วนศักยภาพในการผ่อนแรงและ
ดูดซับแรงกระแทกจากพื้นสนาม  ก็ยังคงเป็นข้อด้อยหลักๆ ของรองเท้ารุ่นนี้  และควรเลี่ยงการ
ใช้งานกับสนามหญ้าเทียมที่พื้นแข็งโดยสิ้นเชิง


   เชื่อว่าคงไม่มีข้อสงสัยถึงศักยภาพการเป็นรองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วของไนกี้ Mercurial Vapor IX
ที่ผมยังยืนยันว่ารองเท้ารุ่นนี้มีศํกยภาพดังกล่าวแบบ 10 เต็ม 10 ไปเลย  โดดเด่นด้วยความสามารถในการ
เคลื่อนที่ทุกรูปแบบจริงๆ  รวมถึงการเลี้ยงพาบอลตะลุยไปกับเท้าอย่างแม่นยำ  และการควบคุมน้ำหนักได้
ง่ายขึ้น  จริงๆ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ Mercurial Vapor IX มีคุณสมบัติของรองเท้าฟุตบอลประเภทนี้
อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว  

   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าสายสปีด 10/10

   ส่วนประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของความคุ้มค่าสมราคาค่าตัวที่ขยับขึ้นจากเดิม 90 บาท  เป็น 7,690 บาท
ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร ทำไมถึงขึ้นราคา  ทำไมราคารองเท้าถึงเพิ่มสูงขึ้นนิดนึง  บ้างก็เดากันว่าช่วงนี้
น้ำมันขึ้นราคา  ใครว่าไม่กระทบ !? อย่าลืมว่าเจ้า แลมเบอร์กินี่ กัลลาร์โด้ ซุปเปอร์คาร์ที่ไนกี้ดึงเอามา
ใช้เป็นการโปรโมทมันกินน้ำมันโครตๆ เลยนะ  แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำคัญ  เอาเป็นว่าค่าตัวที่ขึ้นในระดับ
ที่ยังเอาไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ได้เช่นนี้  คงไม่ส่งผลประทบต่อจิตใจหรือกระเป๋าสตางค์ของสาวก
Mercurial Vapor แน่นอนแล้วกัน

   ความหนาของหนังสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น  การลงสีแบบทูโทน  รวมถึงการปั๊มหน้าผ้าให้เป็นรอยบุ๋มเหมือน
ลูกกอล์ฟ  สามารถช่วยทำให้รองเท้าฟุตบอล Mercurial Vapor IX ดูหรูหราไฮโซ  น่าจับน่าสัมผัสมากขึ้น
และยังดูน่าจะแข็งแรงทนทานกว่าเดิมอีกด้วย   แต่ที่น่าเป็นห่วงคงจะเป็นเรื่องของบริเวณหัวรองเท้า  ที่อยู่ๆ
ไนกี้ก็เอาแถบกันหัวเปิดออกจากรองเท้ารุ่นนี้ซะงั้น  ทั้งๆ ที่ Mercurial Vapor VIII เฉดสีหลังๆ จะมีมาให้

   ส่วนเรื่องของวัสดุต่างๆ โดยเฉพาะชุดพื้น ช่วงล่าง  ก็ดูสมราคาค่าตัว  กับวัสดุเชิงวิศวกรรมขั้นสูง  ซึ่ง
หาแทบไม่ได้จากรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ  เรื่องของความแข็งแรงของปุ่ม  ตรงขุดนี้ผมไม่สามารถชี้ชัดได้
ว่าปุ่มของ Mercurial Vapor IX แข็งแรงขึ้นกว่าเดิมหรือไม่  แต่เท่าที่จับสัมผัสดูแล้วก็ยังรู้สึกว่าเหมือนเดิม
เพียงแต่การที่ไนกี้ใช้ชุดปุ่มสีดำทมึน  อาจเป็นไปได้ว่าช่วยเสริมภาพลักษณ์ว่าปุ่มแข็งแรงขึ้น  ตามที่หลาย
คนลงความเห็นกันมา

   ดังนั้นผมขอลงคะแนนหัวข้อสุดท้ายให้กับ Mercurial Vapor IX ในระดับที่เท่าเทียมกับ Mercurial Vapor
VIII CR
ก็แล้วกันนะครับ

   - ความคุ้มค่า 8/10

   เอาเป็นว่าถ้าคุณผู้อ่านท่านใดตัดสินใจที่จะเป็นเจ้าของไนกี้ Mercurial Vapor IX ซุปเปอร์คาร์แห่ง
สนามฟุตบอล  ท่านสามารถไปถอยมาไว้ในครอบครองได้ที่ ร้านไนกี้ ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์, ชั้น G
เทอร์มินอล 21, ไนกี้ คอร์เนอร์  ชั้น 3 สยาม พารากอน , ร้านอารี ฟุตบอลคอนเซ็ปต์ สโตร์ ,  เอฟ .บี .ที .
สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และร้านนกแก้ว สนนราคาค่าตัว 7,690 บาท

   ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

   
   สำหรับข้อเสนอแนะที่อยากจะลงเอาไว้ให้เป็นประจักษ์พยาน  เผื่อวันนึงทีมพัฒนารองเท้าฟุตบอลของไนกี้
จะเอาไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาต่อไป  แม้จะเป็นเสียงเล็กๆ  แต่ก็เป็นเสียงจากผู้ที่ได้ใช้งานทดสอบรองเท้า
จริง  แถมยังมีโอกาสได้เปรียบเทียบกับรองเท้าฟุตบอลรุ่นอื่นๆ ในตลาดอีกมากมายด้วย  หวังว่าจะเป็นประโยชน์
ไม่มากก็น้อย

   เรียนตามตรงว่านี่คือ Mercurial Vapor คู่ที่ 3 ในรอบปี !! ที่ผมได้รับมารีวิวทดสอบ  และก็เรียนตามตรงว่า
จุดที่อยากให้ปรับปรุงก็คือเรื่องของระบบการรองรับแรงกระแทก  ยังไงก็ยังอยากให้ไนกี้เอาแผ่นรองพื้นที่มี
โฟมที่หนากว่านี้  หรือมีการเสริมแนววัสดุรองรับแรงกระแทกแบบ Poron เข้ามา  รวมถึงหน้าผิวสัมผัสของ
แผ่นรองพื้นด้วย  ผมยังชื่นชอบผิวหน้าแผ่นรองพื้นที่มีการเคลือบผิวด้วยสารกันลื่น  ทำให้เท้าสามารถยึดเกาะ
กับพื้นรองเท้าได้เป็นอย่างดี  น่าแปลกใจที่ลักษณะผิวหน้าของแผ่นรองพื้นแบบดังกล่าว  กลับมีมาให้ในรุ่น
Mercurial Veloce ซึ่งเป็นรองเท้าระดับรองท็อปซะงั้น

   นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรคอมเมนท์เพิ่มเติม  เพราะถือว่าศักยภาพที่มีกับสิ่งที่ให้มา   เหมาะสมกับการเป็นรองเท้า
ฟุตบอลสายพันธุ์ความเร็วอันดับต้นๆ ของโลกลูกหนังในปัจจุบันแล้ว

   ... แล้วพบกันใหม่ในบทความรีวิวรองเท้าฟุตบอลรุ่นต่อไปนะครับ ...
   
   SiamBoots Testing Point & Rating

   - ความสบายในการสวมใส่ 6/10
   - การรองรับแรงกระแทก 6/10
   - การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและการยึดเกาะพื้นสนาม 10/10
   - การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล 8/10
   - การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า 10/10
   - ความสามารถในการยิงประตูและเปิดบอลโด่ง 8/10
   - ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจเมื่อใช้งาน 9/10
   - การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่ 6/10
   - คุณสมบัติการเป็นรองเท้าประเภท "ความเร็ว" 10/10
   - ความคุ้มค่า 8/10

ความสบายในการสวมใส่            
การรองรับแรงกระแทก              
การเคลื่อนที่และการยึดเกาะพื้นสนาม          
การสัมผัสควบคุม รับและส่งบอล            
การเลี้ยงพาบอลไปกับเท้า          
การยิงประตูและเปิดบอลโด่ง            
ฟีลลิ่ง  ความกระชับ  ความมั่นใจ            
การป้องกันเท้าให้กับผู้สวมใส่              
คุณสมบัติการเป็นรองเท้าความเร็ว          
ความคุ้มค่า            

   

   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด
   - สนามฟุตบอล Winning 7

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 1 มีนาคม 2013 เวลา 00.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต" 

   
   

ขอขอบพระคุณบริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น Mercurial Vapor IX

   
   *** ผู้ผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าท่านใด  ต้องการจะส่งสินค้ามาให้ SiamBoots ร่วมทดสอบ  
   หรือสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ  ในการใช้ประกอบการทดสอบรองเท้า  สามารถติดต่อมาได้ที่
   e-mail : siamboots@hotmail.com

   
Free Hit Counter
Free Hit Counter