เกิดอาการอย่างนี้ไหมเวลาเล่นบอล........

(1/7) > >>

Ido:
ข้อแพลง  
ข้อต่าง ๆ ของคนเรามีโอกาสเกิดการแพลงได้ทั้งสิ้น เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน ขอยกตัวอย่างข้อเท้าแพลง แต่หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของทุกข้อต่อที่แพลงจะคล้าย ๆ กัน
ข้อเท้าแพลง เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเดินสะดุดก้อนหิน ขอบถนนหรือพื้นที่ไม่เรียบ หรือขึ้นลงบันไดแล้วพลาดเป็นต้น สำหรับในกลุ่มที่เล่นกีฬาก็พบได้บ่อยเช่นกัน จากการวิ่งแล้วล้มลง หรือปะทะกันแล้วล้มลง
ข้อเท้าของคนเรา นอกจากมีกระดูกมาประกอบกันเป็นข้อต่อแล้ว ยังมีเอ็นยึดข้อโดยรอบ ข้อเท้าแพลงหมายถึง การที่เอ็นยึดข้อถูกยืดมากเกินไป จนกระทั่งมีการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อ มีเลือดออก บวมมากน้อยแลัวแต่ว่าฉีกขาดมากเพียงใด ถ้าฉีกขาดมากจะทำให้ข้อเท้าไม่แข็งแรง และ การรักษาอาจต้องใช้วิธีผ่าตัดเพื่อไปเย็บซ่อมเยื่อหุ้มข้อที่ฉีกขาด

สำหรับการรักษาข้อเท้าแพลงเบื้องต้นใช้หลักการดังนี้

ให้ลดหรือหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาให้หยุดเล่น ถ้าหากกำลังเดินอยู่ก็ให้หยุดนั่งพักก่อน เพื่อดูว่าการบาดเจ็บจากข้อเท้าแพลงมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด
ใช้ความเย็นประคบส่วนที่เจ็บหรือส่วนที่บวม เพื่อลดความเจ็บปวดและจะช่วยทำให้เลือดออกน้อยลง เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการบวมก็จะน้อยลงด้วย ดังนั้นการหายจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สำหรับการใช้สิ่งที่ร้อนๆ ไปนวดจะยิ่งทำให้บวมมากขึ้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงใน ระยะ 24-48 ชั่วโมงแรก
ใช้ผ้าพันส่วนที่บวมเพื่อให้ข้อที่บวมอยู่นิ่งๆ และไม่บวมมากขึ้น
ให้ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดความเจ็บปวดและลดอาการบวม
ทั้ง4ข้อ เป็นหลักการรักษาเบื้องต้น ถ้ามีอาการรุนแรงก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะในบางกรณีอาจต้องเข้าเฝือกหรืออาจต้องผ่าตัดเย็บซ่อมเอ็นยึดข้อที่ขาด

ตะคริว 
ตะคริว คือภาวะที่กล้ามเนื้อหดเกร็งเองโดยที่เราไม่ได้สั่งให้เกร็งหรือหดตัว แต่กล้ามเนื้อนั้นหดเกร็งเองเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมให้กล้ามเนื้อมัดนั้น ๆ คลายตัวหรือหย่อนลงได้ ถ้าหากไม่ได้รับปฏิบัติที่ถูกต้อง กล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวหรือหดเกร็งจะค่อย ๆ คลายตัวทีละน้อยไปเอง แต่กว่าจะหาย คนที่เป็นตะคริวก็จะมีความเจ็บปวดค่อนข้างมาก

สาเหตุของตะคริวอาจเกิดความล้ากล้ามเนื้อจากการใช้งานติดต่อเป็นเวลานาน หรืออาจเกิดจากการกระแทก ทำให้เกิดการฟกช้ำต่อกล้ามเนื้อ หรือบางท่านเชื่อว่าอาจเกิดจากภาวะไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย

กล้ามเนื้อที่พบว่าเป็นตะคริวได้บ่อยคือกล้ามเนื้อน่อง กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และกล้ามเนื้อหลัง แต่ที่คนส่วนใหญ่เป็นกันคือกล้ามเนื้อน่อง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นมีหลักการดังนี้ ท่านจะต้องค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อออกให้อยู่ในความยาวที่ปกติของกล้ามเนื้อนั้น ๆ และให้ยืดกล้ามเนื้ออยู่จนกระทั่งหายปวด อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที แล้วลองปล่อยมือดูอาการว่ากล้ามเนื้อนั้น ๆ ยังเกร็งอยู่หรือไม่ ถ้ายังมีอยู่ ให้ทำซ้ำอีกจนกระทั่งปล่อยมือแล้วไม่มีการเกร็งตัว ถือว่าเพียงพอแล้ว

ขอยกตัวอย่างหากเกิดตะคริวที่น่อง ให้ท่านรีบเหยียดเข่าให้ตรง และรีบกระดกปลายเท้าขึ้น อาจทำเองหรือให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ช่วยก็ได้ ถ้าท่านทำเองอาจก้มไปเอามือดึงปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ประมาณ 1 - 2 นาที จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องปวดได้เป็นอย่างดี การบีบนวดขณะกล้ามเนื้อเกร็งตัวไม่ควรทำ แต่ถ้าหากกล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว อาจบีบนวดโดยใช้มือบีบนวดไล่จากเอ็นร้อยหวายขึ้นไปจนถึงข้อเข่า ใช้ทิศทางเดียว เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของเลือดกลับไปสู่หัวใจได้ดีขึ้น

เอ็นข้อเข้าขาด
ข้อเข่าเป็นข้อต่อที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะเป็นข้อขนาดใหญ่ที่รับน้ำหนักร่างกายของคนเราทั้งหมด จึงมีการเปลี่ยนแปลงเกิดความเสื่อมขึ้นได้ง่ายกว่าข้ออื่นๆ ข้อเข่านอกจากจะมีเอ็นยึดข้ออยู่ภายนอกแล้ว ยังมีเอ็นอยู่ภายในข้อเข่าเพื่อยึดให้ข้อเข่ามีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นด้วย
เอ็นข้อเข่ามีการฉีกขาดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บจากกีฬา ที่พบได้บ่อยได้แก่นักฟุตบอล นักรักบี้ การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจรที่พบได้บ่อย ได้แก่อุบัติเหตุของรถมอเตอร์ไซด์ การหกล้มของผู้ที่เล่นสเกตน้ำแข็ง หรือของผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากๆ
อาการของผู้ที่เอ็นข้อเข่าขาดในระยะแรกคือ ข้อเข่าบวมเพราะมีเลือดออกภายในข้อเข่า และจะเดินหรือเล่นกีฬาต่อไปไม่ได้เพราะมีความปวด ผู้ป่วยควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ข้อเข่าซึ่งเอ็นข้อเข่าขาดนี้จะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เล่นกีฬาที่จะต้องการทรงตัวหรือพลิกตัวโดยมีข้อเข่ารับน้ำหนักไม่ได้ และอาจมีข้อเข่าอักเสบบวมเกิดขึ้นได้บ่อยๆ การเสื่อมของข้อเข่าจะเร็วกว่าคนปกติ
สำหรับการรักษากรณีเอ็นข้อเข่าขาด ถ้าต้องการกลับไปเล่นกีฬาหนักแบบเดิม จะต้องอาศัยการ ผ่าตัด เพื่อซ่อมและเสริมเอ็นข้อเข่าที่ขาดไปแล้ว ให้กลับมามีข้อเข่าที่แข็งแรง ทั้งนี้การปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์ และการนำกายภาพบำบัดมีความสำคัญมากเท่ากับการผ่าตัด หากท่านไม่ปฏิบัติตามจะได้ข้อเข่าที่ไม่ดีสมบูรณ์เท่าเดิม
สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรักษาโดยการผ่าตัด จะต้องดูแลรักษาตนเองโดยการบริหารกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรงมากขึ้น และต้องไม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวขึ้นมากเพื่อ ประคับประคองเข่าข้างที่บาดเจ็บไม่ให้เสื่อมเร็ว เพราะจะเป็นปัญหาต่อไปเมื่ออายุมากขึ้น


ข้อหลุด/ข้อเคลื่อน
ข้อ หรือข้อต่อ (joint) เกิดจากการประกอบกันขึ้นของปลายกระดูกอย่างน้อย 2 ชิ้น ข้อต่อในร่างกายคนเรามีมากมายหลายร้อยข้อ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ข้อที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ข้อศอก ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า และข้อที่ยึดติดแน่นและรวมกัน เช่น กะโหลกศีรษะ

โดยทั่วไปแล้วข้อต่อเกิดจากกระดูกสองท่อนมาต่อกัน โดยมีเอ็นหรือพังผืดยึดเอาไว้ อาจมีช่องข้อหรือไม่มีก็ได้ การฉีกขาดของเอ็น หรือพังผืดที่ยึดจะทำให้เกิดข้อเคลื่อนขึ้นได้

ข้อเคลื่อน ภาษาอังกฤษเรียกว่า dislocation of joint หมายถึง การหลุดของข้อออกจากแนวปกติ ทำให้กลายเป็นข้อที่ไม่มั่นคง ดังนั้นข้อเคลื่อนจึงเป็นภาวะที่ปลายกระดูกหรือหัวกระดูกสองอัน ที่มาชนกันประกอบกันขึ้นเป็นข้อ เคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เคยอยู่ ทำให้เยื่อหุ้มข้อนั้นมีการฉีกขาดหรือมีการยืดของเอ็น กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เนื้อเยื่อ และเส้นประสาท บริเวณนั้นมีการฉีกขาดหรือชอกช้ำไป

ความไม่มั่นคงของข้อสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

ระดับที่ข้อหลวมเพียงเล็กน้อย
ระดับที่ผิวข้อเคลื่อนออกจากกัน แต่ยังมีบางส่วนสัมผัสกันอยู่
ระดับที่ผิวข้อเลื่อนหลุดออกจากกันทั้งหมด
การที่ข้อต่อเคลื่อนหรือข้อต่อหลุด หมายถึง มีแรงมากกระทำที่ข้อนั้นอย่างรุนแรง จนทำให้เยื่อหุ้มข้อหรือบางคนเรียกว่าเอ็นยึดข้อ ซึ่งมีหน้าที่ในการให้ความแข็งแรงของข้อต่อนั้นๆ ฉีกขาด จนข้อเคลื่อนหรือหลุดออกจากกัน เมื่อมีข้อเคลื่อน ข้อหลุด จะต้องมีการฉีกขาดของเยื่อหุ้มข้อเสมอ



ข้อเคลื่อน ยังสามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 3 ประเภทคือ

เยื่อหุ้มข้อฉีกขาด แล้วมีปลายกระดูกอันหนึ่งหลุดออกมาข้างนอก
มีการฉีกขาดของเยื่อหุ้มข้อเป็นช่องเล็กมาก แต่กระดูกที่ดันผ่านช่องเล็กนั้นออกมาอยู่ข้างนอก ทำให้เกิดเป็นลักษณะคล้ายๆกับการกลัดกระดุม
การที่ข้อที่หลุดยังอยู่ในเยื่อหุ้มข้อ
สาเหตุ

สาเหตุอาจเกิดจากความพิการแต่กำเนิด เกิดจากพยาธิสภาพ หรือเกิดจากการกระแทกที่บริเวณข้อ
ข้อเคลื่อน ข้อหลุด พบได้บ่อยในกีฬาที่มีการปะทะกัน เช่น รักบี้ ฟุตบอล ฯลฯ เกิดจากการที่หัวกระดูกหลุดออกจากเบ้า อาจหลุดออกเป็นบางส่วน หรือหลุดออกโดยสมบูรณ์ จะมีการฉีกขาดของเอ็น พังผืด และเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบข้อต่อตรงตำแหน่งที่หลุด ทำให้มีอาการปวด บวม เคลื่อนไหวไม่ได้ ติดขัด หรือถืงแม้เคลื่อนไหวได้ แต่ก็เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ รูปร่างของข้อจะเปลี่ยนไป
ที่พบได้บ่อยจากการเล่นกีฬา คือ ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อนิ้วมือ กระดูกสะบ้าหลุด ตัวอย่างเช่น ข้อไหล่หลุดจะพบว่า บริเวณไหล่ที่เคยนูน จะแบนราบลงเป็นเส้นตรง เหมือนไม้บรรทัด และไม่สามารถเอื้อมมือข้างนั้น ไปแตะบ่าด้านตรงข้ามได้ ข้อศอกหลุด จะพบว่า ส่วนข้อศอกนั้นนูนบวมขึ้น มองจากด้านหน้าจะพบว่า ต้นแขนยาวกว่าปลายแขน แต่ถ้ามองมาจากทางด้านหลัง จะพบว่า ต้นแขนสั้นกว่าปลายแขน เป็นต้น
เกิดจากการถูกตี หกล้ม หรือการเหวี่ยง การบิด หรือกระชากอย่างแรงที่ข้อนั้น หรือเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน
อาการของโรค

อาการและอาการแสดงที่สำคัญของข้อเคลื่อน ได้แก่ ปวดมาก บวมรอบๆ ข้อ กดเจ็บ มีอาการฟกช้ำ รูปร่างของข้อที่ได้รับอันตรายเปลี่ยนรูปไปจากเดิมและความยาวของแขนหรือขาข้างที่ได้รับบาดเจ็บอาจสั้นหรือยาวกว่าปกติ เคลื่อนไหวข้อนั้นไม่ได้ตามปกติ

อาการข้อเคลื่อนที่พบได้บ่อย

บวม, ปวด, กดเจ็บบริเวณข้อ
ข้อมีรูปร่างผิดปกติไปจากเดิม สีของบริเวณข้อที่ได้รับบาดเจ็บเปลี่ยนไปจากเดิม
การเคลื่อนไหวข้อทำไม่ได้ หรือทำได้น้อยมาก ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อได้ตามปกติ
มีการหดสั้นของอวัยวะ เช่น แขน หรือขา
อาจคลำพบปลายหรือหัวกระดูกที่เคลื่อนออกมา
การที่ข้อเคลื่อน อาจมีอันตรายต่อเส้นประสาท และหลอดเลือดใกล้เคียง
การปฐมพยาบาลผู้ป่วยข้อเคลื่อน

ใช้วัสดุที่หาได้หนุนหรือประคองข้อ และกระดูกที่เคลื่อนให้อยู่ในท่าที่สบาย หรือเจ็บน้อยที่สุดก่อนพบแพทย์ โดยให้พักข้ออยู่นิ่งๆ
ถ้าเป็นข้อเคลื่อนครั้งแรก อย่าพยายามดึงให้เข้าที่เอง
ให้ข้อนั้นอยู่นิ่ง ๆ ประคบด้วยน้ำแข็งบริเวณข้อ หลักสำคัญคือต้องประคบด้วยความเย็น
ใช้ผ้าพยุงหรือดามไว้ ให้ส่วนนั้นให้อยู่ในท่าพัก
นำส่งโรงพยาบาล การทิ้งไว้นานจะทำให้การดึงเข้าที่ลำบาก และถ้านานเกินไปอาจต้องทำการผ่าตัด
การปฐมพยาบาลเมื่อมีข้อเคลื่อนหรือหลุดเกิดขึ้น อย่าพยายามดึงเข้าที่เอง เพราะอาจเกิดอันตรายถึงกระดูกหักได้ หรือบางรายอาจมีกระดูกหักชิ้นเล็กๆ ร่วมด้วย จึงควรเอกซเรย์ให้เห็นชัดเจน ก่อนที่จะดึงเข้าที่ หรือบางรายอาจต้องผ่าตัดรักษา สิ่งแรกที่ควรทำคือ ให้ข้อนั้นอยู่นิ่งๆ ในท่าที่เป็นอยู่ อาจจะใช้มืออีกข้างช่วยประคองในกรณีที่เป็นไหล่ หรือข้อศอก จากนั้นประคบด้วยน้ำแข็ง เพื่อให้เลือดออกน้อยที่สุด แล้วรีบมาพบแพทย์ให้จัดการรักษาโดยทันที

ข้อเคลื่อนและข้อหลุดทุกชนิดที่เกิดจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬา

การบาดเจ็บที่ทำให้ข้อเคลื่อน หรือหลุดจากการเล่นกีฬานั้น มักจะเป็นที่ ข้อไหล่ ข้อศอก และข้อนิ้วมือ
ผู้ป่วยจะเจ็บปวด บวม ที่บริเวณข้อต่อเนื่องจากเลือดที่ออก เพราะมีการฉีกขาด ของเยื่อหุ้มข้อ และเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ ข้อ
อย่าพยายามดึงเข้าที่เอง เพราะนอกจากจะยาก เนื่องจากกล้ามเนื้อรอบข้อหดเกร็งแล้ว ยังจะไปทำอันตรายเนื้อเยื่อที่ดีอีก
ถ้าทำไม่ถูกต้องจริงๆ จะทำให้อาการมากขึ้นไปอีก
ควรพยุง หรือประคองอวัยวะส่วนนั้น แล้วรีบส่งพบแพทย์ต่อโดยเร็ว เพื่อที่จะเอกซเรย์ดูว่า มีกระดูกแตก หรือหักอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจมีกระดูกแตกขึ้นเรื่อยๆ ร่วมด้วย จากนั้นจึงค่อยดึงเข้าที่ต่อไป
ต้องนำส่งสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล
หลักการปฐมพยาบาลบาดเจ็บจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬา

เริ่มจากการตรวจร่างกาย เพื่อประเมินลักษณะ ความรุนแรงของบาดแผล หรือการบาดเจ็บที่ได้รับ รวมทั้งซักถามอาการจากนักกีฬา เช่น บวม หรือกดเจ็บ มีอาการปวดขณะเคลื่อน หรือขยับส่วนนั้นๆ หรือไม่ หลังจากได้ข้อมูลการบาดเจ็บแล้ว ให้เริ่มทำการปฐมพยาบาล โดยปฏิบัติตามอักษรภาษาอังกฤษ ในคำว่า "RICE" โดยที่

R ใช้แทนคำว่า Rest
I ใช้แทนคำว่า Ice
C ใช้แทนคำว่า Compression
E ใช้แทนคำว่า Elevation
รายละเอียดของการปฏิบัติตามแนวทาง RICE มีดังนี้

การพัก (Rest) การใช้งานส่วนของร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บทันที ให้หยุดพักการเล่นกีฬาโดยเฉพาะในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการบาดเจ็บ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญ ควรมีการให้พักการใช้งาน ส่วนใหญ่แล้วการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายต้องการเวลาพักประมาณ 48 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง

การใช้ความเย็น (Ice) โดยการประควบเย็น ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการมีเลือดออกบริเวณเนื้อเยื่อ ลดบวม และอาการปวดได้ ระยะเวลาการประคบเย็นต้องกระทำให้เหมาะสมกับบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ โดยทั่วไปการประคบเย็น ให้ประคบนานครั้งละ 10 ถึง 20 นาที หยุดประคบ 5 นาที ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่บวม หรือทำวันละ 2 ถึง 3 ครั้ง



วิธีที่นิยมใช้ในการประคบเย็น ได้แก่

การใช้เป็นถุงเย็น (ice pack) ซึ่งจะคงความเย็นได้ประมาณ 45-60 นาที และต้องมีผ้าห่อไว้ ไม่ให้ถุงเย็นสัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง การใช้ถุงใส่น้ำแข็ง ผ้าชุบน้ำเย็น ในกรณีที่ไม่มีถุงเย็น หรือบริเวณของการบาดเจ็บกว้างเกินขนาดของถุงเย็น
การพ่นด้วยสเปรย์เย็น (cooling spray) อาจใช้ลดปวดเฉพาะที่ได้ชั่วคราว สามารถใช้ได้กับบริเวณที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่ไม่หนา เช่น คาง สันหมัด ข้อเท้า
การพันผ้ายืด (Compression bandage) เพื่อกดไม่ให้มีเลือดออกในเนื้อเยื่อมาก มักใช้ร่วมกับการประควบเย็น เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งสองด้านร่วมกัน การพันผ้ายืดควรพันให้กระชับส่วนที่บาดเจ็บ และควรใช้ผ้าสำลีผืนใหญ่รองไว้ให้หนาๆ โดยรอบ ก่อนพันด้วยผ้ายืด ควรพันผ้ายืดคลุมเหนือ และใต้ต่อส่วนที่บาดเจ็บ

การยก (Elevation) ส่วนของร่างกายที่ได้รับการบาดเจ็บ ให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อให้เลือดไหลกลับสู่หัวใจได้สะดวก เช่น การนอนวางขา หรือเท้าบนหมอน ในกรณีที่นั่ง ให้วางเท้าบนเก้าอี้ เป็นต้น ในกรณีบาดเจ็บรุนแรง ควรยกสูงไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง นอกจากนี้ การยกส่วนของร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บ ให้สูง ยังช่วยในการลดการกดของน้ำหนักเซลล์ที่หลั่งออกมาสู่เนื้อเยื่อบริเวณนั้น
ทำให้ลดการบวมลงได้

ข้อควรหลีกเลี่ยง

ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนในรูปแบบต่างๆ ในระยะแรก (48 ชั่วโมง) ของการบาดเจ็บ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว มีเลือดออกในบริเวณนั้นเพิ่มขึ้น นำไปสู่การบวมของเนื้อเยื่อโดยรอบ และจะมีอาการปวดมากขึ้น การหายจะช้าลง

แนวทางการรักษา การเข้าเฝือก

ระยะเวลาในการรักษา เช่น การเข้าเฝือกให้ข้อต่ออยู่นิ่งๆ อาจแตกต่างกันตามวัยต่างๆ แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้การรักษาเป็นรายๆ ไป
เมื่อได้รับการรักษาด้วยการดึงให้ข้อที่เคลื่อนหรือหลุดกลับเข้าที่แล้ว จำเป็นต้องให้เวลากับเยื่อหุ้มข้อต่อนั้นๆ ในการเชื่อมติดกัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรงเหมือนเดิม ซึ่งปกติเวลาโดยเฉลี่ยจะประมาณ 3-6 สัปดาห์ขึ้นไป
ถ้าหากไปรีบร้อนใช้งานข้อต่อนั้นๆ เร็วก่อนกำหนด โอกาสที่จะทำให้เกิดข้อเคลื่อนหรือข้อหลุดซ้ำมีได้มาก จนบางทีถ้าหลุดบ่อยๆ อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่ข้อไหล่หลุดซ้ำซากในนักกีฬา นักมวย เป็นต้น
สิ่งสำคัญหลังจากที่ดึงข้อต่อเข้าที่แล้ว คือ การยึดตรึงให้ข้อต่อนั้นอยู่นิ่งๆ นาน 3 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เอ็น พังผืด และเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อต่อติดกันเป็นปกติเหมือนเดิม ถ้าไม่ยึดหรือตรึงข้อต่อ หลังจากที่ดึงเข้าที่แล้ว จะทำให้เอ็น พังผืด หรือเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดนั้น ติดกันไม่ได้ หย่อน ยืด และหลวม ทำให้มีการหลุดของข้อต่อนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีกในระยะต่อๆ มา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงอะไรเลย ที่พบบ่อยๆ คือ ข้อไหล่
การผ่าตัดในบางกรณีก็จำเป็นที่จะต้องรับการรักษาโดยการผ่าตัด เพื่อให้ข้อที่เคลื่อนหลุดกลับมาแข็งแรงดังเดิม

บางครั้งการหลุดของข้อไหล่ในครั้งต่อๆ มา ตัวนักกีฬาเอง สามารถดึง หรือขยับเข้าที่เองโดยง่าย เช่น นักมวย พอชกๆ ไปเกิดไหล่หลุด จึงถอยหลังออกมาจากคู่ชก แล้วขยับไหล่ให้เข้าที่ จากนั้นจึงชกต่อไป หรือนักกีฬาบางคนแค่เหวี่ยงมือไปทางด้านหลัง ข้อไหล่ก็หลุดแล้ว เป็นต้น พวกที่ข้อต่อหลุดซ้ำๆ หลายหนนี้ สามารถรักษาให้หายได้โดยวิธีผ่าตัดเท่านั้น

สังสัยกระดูกหัก
กระดูกของคนเราค่อนข้างแข็ง เพราะเป็นโครงของร่างกาย ดังนั้น กระดูกจะหักได้ต้องมีแรงมากระทำค่อนข้างรุนแรง ยกเว้นในกระดูกของคนสูงอายุ กระดูกจะบางลง แข็งแรงน้อยลง จะหักง่ายแม้มีแรงมากระทำไม่แรงก็ตาม ส่วนใหญ่คนไข้ที่กระดูกหักจะมีประวัติหกล้มมือยันพื้น สะโพกกระแทกพื้น ตกจากที่สูง สิ่งของที่หนักตกลงมากระแทก เล่นกีฬา รถมอเตอร์ไซด์คว่ำ รถยนต์ได้รับอุบัติเหตุ เป็นต้น

ถ้าสังสัยกระดูกหักในกรณีไม่มีแผลเลือดออก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวด บวม เพราะมีเลือดออกจากกระดูกที่หัก ถ้ากระดูกหักแล้วมีการเคลื่อนที่ของปลายกระดูกที่หักจะทำให้ร่างกายส่วนนั้นผิดรูปไป เช่นข้อมือหักก็จะเห็นข้อมือบิดเบี้ยวไป รูปร่างไม่เหมือนเดิม หรือแขนหัก บางครั้งจะเห็นแขนตรงที่หักโก่งเป็นมุมได้อย่างชัดเจน แต่ถ้ากระดูกหักแล้วไม่เคลื่อนที่ออกจากกัน อาจจะไม่ผิดรูปร่างไป มีแต่ปวดบวม และถ้ากดไปบริเวณนั้นจะมีอาการเจ็บด้วย บางทีคนไข้เองหรือผู้ที่มาช่วยเหลือ อาจจะรู้สึกว่าปลายกระดูกที่หักมีการเสียดสีกัน ส่วนกรณีที่หักแล้วมีบาดแผลเลือดออก บางครั้งจะเห็นกระดูกทะลุออกมานอกเนื้ออย่างชัดเจน ซึ่งกระดูกหักชนิดมีแผลทะลุออกมานี้ ค่อนข้างจะรักษายากและมีผลแทรกซ้อนทำให้เกิดการติดเชื้อของกระดูกได้ง่าย

สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ท่านสามารถช่วยได้ โดยหาไม้หรือวัสดุที่แข็งมารองส่วนที่หักและพันดามไว้ให้อยู่นิ่ง ๆ ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ให้เอาหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ชั้น มาม้วนให้กลมเป็นแท่ง ๆ จะทำให้มีความแข็งแรงพอที่จะใช้ดามแขนขาได้

ในกรณีที่สงสัยว่าจะกระดูกหัก ผู้ป่วยควรจะถูกนำไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย บางครั้งแพทย์อาจจะต้องเอ๊กซเรย์กระดูก เพื่อดูว่ากระดูกหักแล้วเคลื่อนที่มากน้อยแค่ไหน เพื่อเตรียมการรักษาที่ถูกต้อง ต่อไป


..........................................................  ดูแลตัวเองซักนิด  จะได้เตะบอลไปนาน ๆ ............................................

ป๋อม - แป๋ม:
ขอบคุณมากๆเลยครับ  ;D ;D ;D

patty:
ดีครับ ข้อมูลละเอียดมาก อยากให้อ่านกันเยอะๆ
เพราะบางทีเห็นคนเป็นตะคริวเพื่อนวิ่งไปให้นอนราบ ยกขาเหยียดตรงกดปลายเท้าอย่างเคร่งครัดพร้อมกับบีบนวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นตะคริว ซึ่งมันไม่ถูกต้อง
จริงๆแล้วสิ่งที่เขียนไว้ข้างบนดีมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวพวกเราที่เล่นบอลบ่อยมากๆ
แล้วส่วนมากยังไม่รู้วิธีป้องกันหรือปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีเลย
*เป็นข้อมูลที่อยากให้ปักหมุดหรือแยกหมวดไปเลย รวมถึงต่อยอดเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับความปลอดภัยจาการเล่นกีฬา เช่น..
   การวอร์มร่างกายก่อนเล่นกีฬาเพื่อลดอาการบาดเจ็บหรืออ่อนล้า...ฯลฯ
อาจจะรวมเป็นหมวดการดูแลรักษารองเท้า และ การดูแลรักษาเจ้าของรองเท้าจาการเล่นกีฬา ไปเลยก็ได้
ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ....ฝากไว้นิดหน่อย ;)

Nattapan:
 ;Dเยี่ยมมากครับ
ขอบคุณมากจริงๆ
แต่เคยสังเกตเหมือนกัน
เวลาที่ข้อพลิกแล้ว เหมือนมันไม่เหมือนเดิมน่ะครับ

Ido:
 สายธิดา ลาภอนันตสิน
วาสนา เตโชวาณิชย์
สาขากายภาพบำบัด
โครงการจัดตั้งคณะสหเวชศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
 
        การได้รับบาดเจ็บขณะเล่นกีฬา เป็นสิ่งที่ผู้เล่นกีฬาทั้งระดับสมัครเล่นและมืออาชีพไม่ปรารถนา ทั้งนั้นหานอกจาก จะต้อง ทำให้ต้องหยุด การออกกำลังกาย หยุดเล่นกีฬานี้ตัวเองรักแล้ว ยังอาจจะต้องสูญเสียเวลา ค่าใช้จ่ายที่จะต้อง ทำการรักษาและ ฟื้นฟู สภาพ ร่างกายให้ กลับเข้าใกล้ปกติอีก ดังนั้นหากเราสามารถป้องกันร่างกายตนเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากการ เล่นกีฬาที่ เรารักได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างสูง การป้องกันนั้นทำได้หลายทางได้แก่ การเตรียมสภาพร่างกายของเราให้พร้อมก่อน ทั้ง สมรรถ ภาพ ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ มีขั้นตอนการอุ่นเครื่องก่อนลงเล่นกีฬาที่ดี และการ cool down หลังการ เล่น กีฬา รวมถึง มีเครื่องป้องกันส่วนของร่างกายก็มีโอกาส จะได้รับบาดเจ็บสูง โดยเฉพาะอย่างสูง เช่น มวย บาสเก็ตบอล ฟุตบอล ควรจะมีอุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์สนับเข่า เป็นต้น หรือในนักกีฬาที่เคย มีการบาดเจ็บของข้อเท้าด้านใดด้านหนึ่งมาก่อนและ สภาพ ยัง ไม่เข้าสู่ปกติ แต่ต้องลงเล่นอีก ควรจะใช้เทปพันรอบข้อเท้าเพื่อเป็นการเพิ่ม ความแข็งแรงให้ข้อเท้า กันการพลิกซ้ำ เป็นต้น   
       บทบาทของนักกายภาพบำบัดในการกีฬานั้น เริ่มตั้งแต่ช่วงการแนะนำที่ถูกต้อง การ warm-up อุ่นเครื่อง การยืดกล้ามเนื้อ ที่ได้ ประสิทธิภาพ  ตลอดจนการตามทีมกีฬา ซึ่งในกีฬาระดับอาชีพหลายๆ ประเภทในนานาประเทศนั้น จะมีนักกายภาพบำบัด ประจำทีม เพื่อตามรักษาขณะซ้อม ช่วยพัน tape ป้องกันการบาดเจ็บขณะเล่น และปฐมพยาบาล รักษาเบื้องต้นขณะแข่งขัน ตลอดจนรักษา นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บ การป้องกันอันดับแรกที่จะกล่าวถึงได้แก่ การอุ่นเครื่อง warm-up ที่ถูกต้อง   
การอบอุ่นร่างกาย (Warming up)   
      การอบอุ่นร่างกายหรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในหมู่นักกีฬาหรือผู้สนใจการออกกำลังกายว่าการ warm up นั้นหมายถึงการบริหาร ร่างกาย ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น การเล่นกีฬาหรือในการแข่งขัน กีฬาเป็นต้น โดยการ อบอุ่นร่างกายที่มีประสิทธิผลคือกิจกรรมที่สามารถทำให้อุณหภูมิกาย อุณหภูมิกล้ามเนื้อ และปริมาณ เลือดที่ไหล เวียนสู่ กล้าม เนื้อที่จะ ใช้ งาน เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะพัก รวมทั้งควรเป็นกิจกรรมที่สามารถเพิ่ม ความยืดหยุ่นของ กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อและ เอ็นข้อต่อร่วมด้วย   
      ซึ่งการอบอุ่นร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ Active warm up และ Passive warm up ดังนี้   
      1. Active warm up คือ การอบอุ่นร่างกายโดยให้มีการทำงานของกล้ามเนื้อที่จะใช้ในการออกกำลังกาย เมื่อกล้ามเนื้อ ทำ งาน หด-คลาย ตัว จะทำให้เลือดไหลเวียนมายังกล้ามเนื้อมากขึ้นมีการเพิ่มการเผาผลาญภายในเซลกล้ามเนื้อเพื่อเกิดพลังงานมากขึ้น จึงทำให้ อุณหภูมิกายและอุณหภูมิกล้ามเนื้อเพิ่มสูงขึ้นเช่น การวิ่งเหยาะอยู่กับที่ เป็นต้น   
      2. Passive warm up คือการอบอุ่นร่างกายที่อุณหภูมิกล้ามเนื้อและอุณหภูมิกายสูงขึ้นจากการได้รับความร้อนจากภายนอกร่างกาย เช่น การอบไอ น้ำ การประคบความร้อน เป็นต้น   
      นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งการอบอุ่นร่างกายออกเป็น การอบอุ่นร่างกายของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย (Whole body warm up) การอบอุ่น กล้ามเนื้อเฉพาะที่ (Local muscle warm up) หรือ การอบอุ่นร่างกายด้วยกิจกรรมที่มี ีลักษณะคล้ายกับกีฬา ชนิด นั้นๆ  (Related or  Specific warm up) และการอบอุ่นร่างกายโดยกิจกรรม  ทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องม ีลักษณะใกล้เคียง กับกีฬา ชนิดนั้นๆ (Unrelated or Non-specific  warm up)   

ประโยชน์ของการอบอุ่นร่างกาย   
     1. ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อเอ็นข้อต่อ และข้อต่อรวมทั้งสามารถลดความเสี่ยงต่อ การเกิดอาการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย   
     2. ลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากการทำงานของหัวใจอย่างหนักทันที   
     3. ส่งเสริมให้ความเร็วในการเคลื่อนไหวดีขึ้น   
     4. ส่งเสริมให้กำลังกล้ามเนื้อและความทนทานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการอบอุ่นร่างกายนี้ยังต้องการผลการวิจัยเพิ่ม เติมเนื่องจากบางการวิจัยพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงกำลังและความทนทานของกล้ามเนื้อภายหลังการอบอุ่นร่างกาย   
      5.ส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อดีขึ้นเนื่องจากการพัฒนาของการรับความรู้สึกของข้อต่อ ขณะเคลื่อนไหว   
     6. ลดความวิตกกังวล และสร้างเสริมความพร้อมทางด้านจิตใจแก่ผู้แข่งขัน   

การอบอุ่นร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ   
     1. ควรเป็นการอบอุ่นร่างกายแบบ Whole body warm up ร่วมกับ Specific warm up และพบว่าการอบอุ่นร่างกายแบบ Active warm up จะมีประสิทธิผลมากกว่า Passive warm up   
     2. กิจกรรมในการอบอุ่นร่างกายควรมีความหนักปานกลางที่สามารถทำให้อุณหภูมิ กายสูงขึ้นประมาณ 0.5-1 องศาเซลเซียส หรือ อุณหภูมิกล้ามเนื้อสูงขึ้นประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ภายหลังการอบอุ่นร่างกาย   
     3. ภายหลังการอบอุ่นร่างกาย ไม่ควรเกิดอาการล้า (Fatigue) ซึ่งหากเกิดอาการล้าแสดงว่ากิจกรรมที่ใช้ใน การอบอุ่น ร่างกาย นั้น มีระดับความหนักมากเกินไป   
     4. ระยะเวลาในการอบอุ่นร่างกายควรอยู่ระหว่าง 15-30 นาที สำหรับบุคคลทั่วไปการอบอุ่นร่างกายเพียง 15 นาทีก็ เพียงพอ แต่ในนักกีฬาควรทำการอบอุ่นร่างกายประมาณ 30 นาที   
     5. กิจกรรมในการอบอุ่นร่างกายควรประกอบด้วย การยืดกล้ามเนื้อ (stretching) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ Calisthenic movements เพื่อเพิ่มอุณหภูมิกล้ามเนื้อทั่วร่างกายและ Specific warm up เช่น การส่ง-การเลี้ยงลูกบาส ในกีฬาบาสเก็ตบอลการเดาะ บอลในกีฬาฟุตบอลเป็นต้น   
     6. ควรทำการอบอุ่นร่างกายก่อนการแข่งขัน หรือก่อนการออกกำลังกายอย่างหนักเพียงเล็กน้อยหรือก่อนการแข่งขันทันที เพราะผลจาก การอบอุ่นร่างกายนั้นจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดไม่ควรทำการอบอุ่นร่างกายก่อนการแข่งขันล่วงหน้านานนัก ถึงแม้จากผล การศึกษา จะ พบ ว่าผลของการอบอุ่นร่างกายจะไม่สามารถคงอยู่ได้นานถึง 45 นาที หลังการอบอุ่นร่างกาย ก็ตาม   

การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาจากการอบอุ่นร่างกาย   
      เมื่ออุณหภูมิกายและอุณหภูมิกล้ามเนื้อสูงขึ้นจากการอบอุ่นร่างกายจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้   
      1. อัตราเร็วในขบวนการเผาผลาญ (Metabolism) เพิ่มสูงขึ้น   
      2. ความเร็วในการนำกระแสประสาทเร็วขึ้น   
      3. ความหนืดภายในกล้ามเนื้อ (viscous resistance in the muscles) ลดลง   
      4. ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) และไมโอโกลบิน (Myoglobin) มีความสามารถในการจับและปล่อยออกซิเจนได้ มากขึ้น และเร็วขึ้น   
      5. ความต้านทานภายในหลอดเลือดลดลง   
     นอกจากการอบอุ่นร่างกายก่อนการออกกำลังกายอย่างหนักหรือก่อนการแข่งขัน แล้ว ภายหลังการออกกำลังกาย และ/หรือภายหลังการ แข่งขันควรมีช่วงในการค่อยๆปรับลดระดับความหนักของการออกกำลังกายลงช้าๆ ต่อไปประมาณ 5-15 นาที ซึ่งเรียกว่า  Cool down  ทั้ง น ี้เพื่อให้อุณหภูมิกายค่อยๆ ลดลงระบบหัวใจและ หลอดเลือดของร่างกาย ที่ กำลังทำงาน อย่างหนัก ขณะออกกำลังกายค่อยๆ มีการปรับตัว สู่สภาวะพัก หากหยุดการออกกำลังกายอย่าง หนักทันที จะทำให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้เนื่องจากปริมาณเลือดของ ร่างกายส่วน ใหญ่ จะ ไหลเวียน ไปยังกล้ามเนื้อ ขณะออก กำลังกาย หากหยุดออกกำลังกายทันทีทันใด จะทำให้เลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจ น้อยลงโดย เลือด จะคั่งค้าง อยู่ที่หลอด เลือดภายในกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อของขา (Pooling Effect) ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่บีบออก จากหัวใจเพอี๋ส่ง ไป ยังส่วนต่างๆ ของร่างกายลดลงโดยเฉพาะสมอง จึงทำให้เกิด อาการหน้ามืดเป็นลมได้ นอกจากนี้การ Cool down ยัง สามารถ ช่วยป้องกัน การเกิดตะคริว และอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ภายหลังการออกกำลังกายอันเนื่องมาจาก มีการคั่งค้าง ของ เสียจาก ขบวนการ เผาผลาญ ภาย ใน เซลกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นในการออกกำลังกายหรือการแข่งขันกีฬาทุกครั้ง  ควรจะ มีช่วงของการอบอุ่น ร่างกาย ก่อนออกกำลังกาย และการ Cool down ภายหลังการ ออกกำลังกาย เพื่อปรับสภาพร่างกาย ให้พร้อมต่อการออกกำลังกายอย่างหนักและ เพื่อป้องกันอันตราย/บาด เจ็บ ที่อาจ เกิด ขึ้นจากการออกกำลังกาย ส่งผลให้ นักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายสามารถพัฒนา สมรรถภาพ ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ปลอดภัย   

หลักการรักษาการบาดเจ็บของนักกีฬา   
      การรักษาจะแบ่งเป็นการรักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้นในช่วง 48/72 ชั่วโมงภายหลังการได้รับการบาดเจ็บและการรักษาทางกายภาพ บำบัด ในระยะต่อไป   
     การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ประกอบด้วย R.I.C.E.   
      R =  Rest การพักส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บ   
      I =  Ice การประคบน้ำแข็งบริเวณที่บาดเจ็บ   
     C =  Compression การพันผ้ายืดบริเวณที่บาดเจ็บ   
     E =  Elevation การยกส่วนที่ได้รับบาดเจ็บสูง   
     นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เป็นอันตราย สมควรหลีกเลี่ยง ห้ามทำในระยะนี้อย่างยิ่ง ได้แก่   
     H =  Heat  การประคบร้อนบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ   
     A =  Alcohol การดื่มสุรา   
     R =  Running or exercising  การวิ่งหรือการออกกำลังส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ   
     M =  Massage  การนวดส่วนที่บาดเจ็บ   

วัตถุประสงค์ของการรักษาในช่วงนี้ ได้แก่   
      1.  ลดอันตรายต่อเนื้อเยื่อและลดการอักเสบให้เกิดน้อยที่สุด   
      2.  ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเลือดและของเสียออกจากบริเวณบาดเจ็บที่บวมอยู่เร็วที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด   
      3.  ลดการเกิดพังผืดบริเวณบาดเจ็บ   
      4.  ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานส่วนที่บาดเจ็บได้ดี   
      5.  ทำให้แพทย์ และนักกายภาพบำบัดสามารถวินิจฉัยได้รวดเร็ว มีการบวมน้อยสุด   
      6.  ลดระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการฟื้นฟูร่างกาย   
      7.  ลดความรุนแรงของการได้รับบาดเจ็บ   

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น   
การพัก Rest   
       -  พักการทำกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ   
       -  ถ้ามีการเคลื่อนไหวส่วนที่ได้รับบาดเจ็บนั้นเร็วเกินไป จะก่อให้เกิดการเลือดออกบริเวณนั้นมากขึ้นอีก และมีการหลุด ของลิ่มเลือด ที่ อุดปากบาดแผลทำให้เลือดออกมากขึ้นอาจทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อมากขึ้น   

การประคบเย็น Ice   
       ใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บและเนื้อเยื่อรอบๆ ประมาณ 20-30 นาที ทุกๆ 2 ชั่วโมง อาจใช้ผ้าขนหนูเปียก ห่อน้ำแข็งหรือ ถุง พลาสติก เพื่อลดปวดและบวม ซึ่งมีข้อควรระวังคือ ผู้ป่วยควรมีการรับรู้ความรู้สึกร้อน เย็นปกติ ไม่ควร ใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้สูงอายุ   

การพันผ้ายืด Compression   
      ใช้ผ้ายืดพันอย่างมั่นคงรอบบริเวณบาดเจ็บ บางครั้งอาจใช้ร่วมกันประคบน้ำแข็ง จุดประสงค์เพื่อลดบวม และลดการ เลือดออกบริเวณ บาดแผล ขณะพันผ้ายืดระวังไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอาการชาบริเวณปลายต่อ ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ หากเกิด อาการชาต้องคลายผ้ายืดออก   

การยกบริเวณที่บาดเจ็บ Elevation   
      การยกส่วนที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นสูงเพื่อลดอาการบวมและกระตุ้นให้มีการไหลกลับของของเสียจาก บริเวณที่บาดเจ็บข้อ ห้ามใน ระยะน ี้ ได้แก่ การประคบร้อน (Heat) การดื่มสุรา (Alcohol) เพราะจะทำให้เลือดออกบริเวณบาดเจ็บมากขึ้น การ ออกกำลัง (Running) จะทำให้ บริเวณบาดเจ็บเกิดการอักเสบมากขึ้นตลอดจนห้ามทำการนวด (Massage) บริเวณบาด เจ็บเด็ดขาดในช่วง 48-72 ชั่วโมง   
การรักษาทางกายภาพบำบัดการบาดเจ็บระยะต่อมา   
      ช่วง Promotion of healing   
       ต่อจากช่วงระยะเฉียบพลันจะมาสู่ช่วงที่จะกระตุ้นให้เกิดการสมานแผลของบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ คือ ช่วง ระยะหลังบาดเจ็บ 72 ชั่วโมง จนถึง 6 สัปดาห์ (ระยะเวลาในช่วงนี้อาจเปลี่ยนแปลง ขึ้นกับระดับการรุนแรงของ การ บาดเจ็บ) ระยะนี้จะมีการซ่อมสร้างสังเคราะห์ คอลลาเจน  Proteoglycan ช่วยเร่งขบวนการสมานแผล การทำกาย ภาพบำบัดในระยะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดบวม กระตุ้นให้มีออกซิเจน และ สารอาหารไปเลี้ยงบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวส่วนที่บาดเจ็บเพื่อกันการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อ และกันการ สูญเสียการรับรู ้ Proprioceptive ของข้อต่อเหล่านั้น   
       การรักษาในระยะนี้ได้แก่ การนวดเบาๆ การใช้เครื่องอุลตร้าซาวน์ เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนย้ายอิออน หรือของเหลว ผ่าน Cell membrane การกระตุ้นไฟฟ้า เช่น การใช้กระแสแทรกสอดความถี่ปานกลาง (Interferential) เพื่อลดปวด และบวม การออกกำลังส่วนที่ได้บาดเจ็บ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยถึงข้อจำกัดของการใช้งานส่วนบาดเจ็บ ใน กิจวัตร ประจำวันที่ อาจก่ออันตรายหรือก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นอีกได้ หากผู้ป่วยมีการจำกัดการเคลื่อนไหว ของข้อต่อ นั้น นักกายภาพบำบัดสามารถ ใช้การ Mobilization เพื่อเคลื่อนไหวข้อต่อ รวมถึงการยืด (Stretching) กล้ามเนื้อ บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถ ใช้ งานส่วนนั้นได้ ใกล้เคียงปกติที่สุด   
      ช่วงฟื้นฟู  (Rehabilitation & Remodelling)   
       ในระยะนี้จะเน้นการออกกำลังกายที่เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น ละใช้การยืดกล้ามเนื้อเต็มช่วงการเคลื่อนไหว และใช้การกดขวางใยกล้ามเนื้อ หรือเอ็นที่ได้รับบาดเจ็บ (Deep friction)เพื่อเตรียมกล้ามเนื้อและเอ็นของ นักกีฬา ให้สามารถ กลับไปรับ load ที่จะเกิด ขึ้นขณะเล่นกีฬาประเภทเดิมได้การออกกำลังนี้จะเน้นทั้งส่วนที่ได้รับอันตราย ส่วนอื่นด้วย หากนักกีฬา มีการลงซ้อมกีฬาจะแนะนำการใส่เครื่องช่วยป้องกันอันตรายเช่นการพันผ้าเทป(Tape) หรือ ผ้ายืด (Bandage) ตลอดจนการใช้ Support ต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำอีก
 

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป