"Hand On!" อาดิดาส adiPure 11Pro II "Make the play or make way"

ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiPure 11Pro II






   
   รองเท้าฟุตบอลอีกหนึ่งซีรี่ย์  ที่อาดิดาสถือโอกาสเปิดตัวเจเนอเรชั่นใหม่พร้อมกับคอลเลคชั่น SAMBA 2014
ก็คือ adiPure 11Pro II รองเท้าฟุตบอลสายพันธุ์คลาสสิค ที่แฝงด้วยกลิ่นอายของความทันสมัย  ในบทความ
"Hand On!" วันนี้ SiamBoots จะพารองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้  มาแนะนำให้กับคุณผู้อ่านทุกท่านได้ทำความรู้จักกัน

   อาดิดาส ได้ทำตลาดเจเนอเรชั่นแรกของซีรี่ย์ adiPure 11Pro มาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี เข้าให้แล้ว  และ
คราวนี้ก็ถึงเวลาอัพเกรดโฉมหน้าค่าตา และรายละเอียดอื่นๆ เพื่อให้รองเท้าพันธุ์เก๋าได้สดใหม่  ตามกระแส
ของการเปลี่ยนแปลงของรองเท้าฟุตบอลในปัจจุบัน  และด้วยการแข่งขันของตลาดรองเท้าฟุตบอลในปัจจุบัน
ที่รุนแรงเสียเหลือเกิน  อาดิดาสจึงได้ตัดสินใจเปิดตัวเจเนอเรชั่น adiPure 11Pro II โดยดึงเอาคอลเลคชั่น
SAMBA 2014 ซึ่งโดดเด่น และได้รับการจับตามอง  มาเป็นแรงหนุนในการโปรโมทเจเนอเรชั่นใหม่ของรองเท้า
พันธุ์เก๋าโฉมใหม่นี้ไปในคราวเดียวกัน

   
   แม้จะไม่มีการโปรโมทแบบแยกเดี่ยว  แต่ด้วยเฉดสีสุดโดดเด่นที่อาดิดาสเลือกใช้ให้กับ adiPure 11Pro II
ที่เรียกได้ว่าเป็นการก้าวข้ามคำนิยามของรองเท้าประเภทคลาสสิค  จึงทำให้ adiPure 11Pro II สีม่วงแปลกตา
ในคอลเลคชั่น SAMBA 2014 นั้นได้รับการจับตามองตั้งแต่ภาพหลุด ก่อนที่จะถูกเปิดตัวแบบจริงจังกันเลยทีเดียว
และที่ได้เห็นกันว่า อาดิดาสได้ตั้งสโลแกนให้กับรองเท้าฟุตบอลแต่ละซีรี่ย์เอาไว้  โดยคำว่า "Make the play
or make way"
 เป็นคำที่อาดิดาสได้ตั้งให้เป็นสโลแกนของรองเท้าฟุตบอลคู่นี้

   วันนี้ SiamBoots จะขออนุญาตพารองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro II คู่นี้  มาเปิดฝากล่อง  แนะนำตัว
พร้อมทั้งสำรวจดูว่ารองเท้าโฉมใหม่รุ่นนี้มีจุดเด่นและเทคโนโลยีตรงไหนน่าสนใจ  คุณจะได้อะไรจากการเป็น
เจ้าของรองเท้ารุ่นนี้บ้าง  โดยเราได้รั[สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลคู่นี้มาจาก บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด
อย่างเป็นทางการ เหมือนเดิม !!

   
   ทันทีที่เปิดฝากล่องสีดำ ที่ถูกคาดด้วยแถบสีขาวของอาดิดาสขึ้นมา  สิ่งแรกที่จะได้พบคือห่อกระดาศสีขาว
ซึ่งห่อรองรับรองเท้า adiPure 11Pro II เอาไว้อยู่  พอได้ยกแผ่นกระดาษขึ้น ก็จะได้พบกับตัวรองเท้าวางตะแคง
สลับหัวท้าย เช่นเดียวกับรองเท้ารุ่นอื่นๆ ตามปกติ

   สิ่งที่พบภายในกล่อง  นอกเหนือจากแผ่นกระดาษให้ข้อมูลการดูแลรักษารองเท้าและตัวรองเท้าทั้งสองข้างแล้ว
ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ  มีเพียงเท่านี้จริงๆ  อ่อ..ด้านในของตัวรองเท้า  อาดิดาสยังใส่ดันทรงกระดาษแข็งมาให้
อีกด้วย  ในขณะที่รองเท้ารุ่น adiZero F50 2014 แบบหนังสังเคราะห์ ในคอลเลคชั่น SAMBA ที่เพิ่งจะ Hand On!
กันไป  จะเป็นแค่ก้อนกระดาษปั้นกลมๆ ยัดมาเป็นดันทรงให้กับรองเท้าเท่านั้น  

   
   adiPure 11Pro II ในเฉดสีคอลเลคชั่น SAMBA ซึ่งถือเป็นเฉดสีเปิดตัวสำหรับเจเนอเรชั่นนี้  มีรหัสเฉดสี
อย่างเป็นทางการว่า Blast Purple/Running White/Vivd Berry โดยมีพื้นที่สีหลักเป็นสีม่วง เกือบทั้งหมด
จะแตกต่างก็คือแถบสามขีดสีขาว ซึ่งตัดกันได้แบบโดดเด่น  และเชือกรองเท้าสีชมพู  ที่ช่วยเอื้อให้ฟีลลิ่ง
ของรองเท้าฟุตบอลพันธุ์เก๋าคู่นี้ดูหวานเข้าไปอีก

   โดย ณ วันที่ผมดำเนินการเขียนบทความนี้  รองเท้าฟุตบอลอาดิดาส adiPure 11Pro II ที่ได้รับการสนับสนุน
มานั้น  เป็นไซด์ 10.0 US , 9.5 UK , 44 Fr และ 28.0 cm ซึ่งใหญ่กว่าไซด์มาตรฐานที่ผมรับการรีวิวอยู่ ครึ่งไซด์
แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  ผมจึงต้องขอจับเอารองเท้าไซด์นี้ขึ้นช่างน้ำหนักเปรียบเทียมกับรุ่นอื่นๆ ของอาดิดาส
ที่เป็นไซด์ 9.5 US , 9.0 UK , 43 1/3 Fr และ 27.5 cm  ตัวเลขที่ปรากฏออกมาคือ 274 กรัม/ข้าง

   ส่วนน้ำหนักตัวของรองเท้าฟุตบอลระดับท็อป  ในซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาสเป็นดังนี้

   - Nitrocharge 1.0 228 กรัม
   - Predator® Lethal Zones 240 กรัม
   - adiPure 11Pro 232 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังสังเคราะห์ 163 กรัม
   - adiZero F50 2013 เวอร์ชั่นหนังแท้ 202 กรัม

   จะเห็นได้ว่า อาดิดาส adiPure 11Pro II ถึงแม้ว่าไซด์ที่เอามาชั่งน้ำหนัก จะใหญ่กว่าเจเนอเรชั่นเก่า adiPure 11Pro
อยู่ครึ่งเบอร์  แต่ตัวเลขน้ำหนักกลับโดดขึ้นจาก 232 กรัม ไปเป็น 274 กรัม เลยทีเดียว  ต่อให้ลดไซด์มาเป็น 27.5 แล้ว
เอามาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกันอีกที  ยังไงๆ adiPure 11Pro II ก็ต้องมีน้ำหนักตัวมากกว่าแบบเลี่ยงไม่ได้
   
   
   อาดิดาส adiPure 11Pro II ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิค-ทันสมัย (Modern heritage)
ลักษณะเดียวกับเจเนอเรชั่นที่แล้วอย่าง adiPure 11Pro  แต่ดูเหมือนว่าเจเนอเรชั่นใหม่นี้จะมีดีไซน์ที่ดู
เรียบง่ายลงมากว่าเดิมเล็กน้อย  เนื่องจากหน้าสัมผัสบริเวณหัวรองเท้า   ใช้รูปแบบแนวเดินด้ายเย็บเป็น
รูปทรงข้าวหลามตัด  จึงช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้หนังของตัวรองเท้ารุ่นนี้  แลดูมีความฟูและหนานุ่ม
ตามอารมณ์ที่รองเท้าประเภทคลาสสิคควรจะเป็น

   ในเรื่องของลักษณะรูปร่างรูปทรง  อาดิดาส adiPure 11Pro II เป็นรองเท้าฟุตบอลสายคลาสสิคที่มี
ลักษณะรูปทรงเรียวยาว เช่นเดียวกับกับรองเท้าฟุตบอลซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาสเอง

   
   อาดิดาสยังคงใช้ หนังวัวกระทิง (Taurus Leahter) มาผลิตเป็นหน้าผ้าและตัวรองเท้าแบบครึ่งท่อน ทางฝั่ง
หัวรองเท้า  ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เพื่อการสัมผัสกับลูกบอล  เท่าที่ลองจับสัมผัสหนังวัวกระทิงของรองเท้ารุ่นนี้ดู
ผมรู้สึกได้ว่า ลักษณะหนังวัวกระทิง มีความหนาและนุ่ม กว่าเจเนอเรชั่นที่แล้วพอสมควร  ทั้งนี้ยังรวมถึงความฟู
ของหนัง ซึ่งได้อานิสงค์มาจากลักษณะแนวเดินด้ายเย็บแบบนี้  หากได้ลองลองออกแรงกดๆ บีบๆ ด้วยมือ  
จะรู้สึกถึงฟีลลิ่งที่หนานุ่มขึ้น จนรู้สึกได้  นี่คงเป็นสาเหตุหลักที่รองเท้ารุ่นนี้มีน้ำหนักตัวสูงขึ้นกว่าเดิม

   
   นอกจากนี้  อาดิดาส adiPure 11Pro II ยังมีบริเวณหน้าสัมผัสที่หัวรองเท้ากว้างและลึกพอสมควร  สังเกตได้
จากจุดเริ่มต้นของแนวร้อยเชือกที่อยู่ลึกเข้าไป  ในขณะที่ฝั่งข้างเท้าด้านนอกและข้างเท้าด้านใน  มีลักษณะ
ความโค้งที่สมดุล  ช่วยทำให้โดยภาพรวมของพื้นที่สัมผัสบอลบริเวณหัวรองเท้า  ค่อนข้างจะเรียบและเปิดกว้าง
ดั่งที่เห็นตามภาพด้านบน

   
   ถัดเข้ามาที่ข้างเท้า..แถบสามขีด อันเป็นเครื่องหมายทางการค้าของอาดิดาส  ทั้งฝั่งข้างเท้าด้านในและ
ข้างเท้าด้านนอก  จะเป็นวัสดุประเภทหนังสังเคราะห์  ผิวเรียบ เงาและหนึบ(เล็กน้อย)  ถูกเย็บติดกับตัวรองเท้า
ด้วยด้ายเย็บตามขอบ  ส่งผลให้งานตรงส่วนนี้ดูดีเอาเรื่องเลยทีเดียว

   ส่วนวัสดุด้านข้างตัวรองเท้าของ adiPure 11Pro II นั้น  อาดิดาสจะใช้หนังลูกวัว (Calf-skin leahter)
ตัดเย็บต่อมาจากหนังวัวกระทิงที่เป็นส่วนหัวรองเท้า  โดยลักษณะชิ้นหนังส่วนนี้  จะไม่หนาและไม่นุ่มเท่ากับ
หนังวัวกระทิงที่หัวรองเท้า

   
   อาดิดาส adiPure 11Pro II ยังคงเป็นรองเท้าฟุตบอลประเภทที่หลังเท้าเปิดโล่ง  แนวร้อยเชือกเดินตรงกลาง
แบบสมดุล  ระยะห่างระหว่างรูร้อยเชือกสองฝั่งนั้นห่างมากที่สุดในบรรดารองเท้าฟุตบอลของอาดิดาส

   เชือกรองเท้าที่อาดิดาสให้มาเป็นเส้นเชือกแบบแบน  เพื่อป้องกันจังหวะรบกวนการสัมผัสบอลบริเวณหลังเท้า  
เนื้อผ้าของเส้นเชือกนิ่มพอประมาณ  โดยเส้นเชือกจะเป็นแบบเส้นใหญ่  หน้ากว้างเท่ากันตลอดทั้งเส้น  ไม่เหมือน
กับเชือกรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ของอาดิดาส  ที่จะเป็นเส้นเชือกจะนิ่มและฟูออกเฉพาะตรงปลายเชือกเท่านั้น

   สำหรับคอลเลคชั่น SAMBA ของ adiPure 11Pro II  จะเห็นได้ว่าลิ้นของรองเท้าจะเป็นลิ้นแบบไล่เฉดสี
โดยเริ่มจากสีม่วง เข้ากับสีหลักของตัวรองเท้าเอง  ก่อนที่จะไล่สลับเฉดสีในช่วงบน  เป็นสีส้ม สีเหลือง และ
สีชมพู  เฉกเช่นกับลักษณะลิ้นรองเท้าของรองเท้าซีรี่ย์อื่นๆ ในคอลเลคชั่นนี้

   อ่อ..ลืมบอกไปว่า  แนวกลางขิงลิ้นรองเท้า  จะมีความหนาและนุ่มกว่าด้านข้าง  เนื่องจากอาดิดาสได้บรรจุ
วัสดุจำพวกโฟมเอาไว้  เพื่อช่วยสร้างความนุ่มในการสัมผัสบอลด้วยหลังเท้าอีกด้วย

   
   นอกจากนั้น..อาดิดาสได้เพิ่มเติมรูร้อยเชือกให้กับ adiPure 11Pro II อีก 1 คู่  เพื่อเป็นอ็อฟชั่นให้กับผู้ที่
อยากได้การผูกเชือกรองเท้าที่แน่นกระชับมากเป็นพิเศษ

   
   เกราะป้องกันส้นเท้าและเอ็นร้อยหวายของอาดิดาสadiPure 11Pro IIเป็นเกราะแบบเข้ารูป โดยมีวัสดุประเภท
พลาสติกแข็ง  ฝังเอาไว้ภายในส่วนโค้งของแนวส้นเท้า (Internal Heel Counter)  เพื่อช่วยลดความเทอะทะ
และเป็นไปตามสมัยนิยม  โดยความสูงของชิ้นพลาสติกแข็งด้านใน  จะให้การปกป้องขึ้นมาประมาณครึ่งหนึ่ง
ของความสูงส้นรองเท้า

   การดีไซน์ส่วนท้ายของ adiPure 11Pro II ที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้  อาดิดาสได้เลือกใช้การพิมพ์ตัวอักษร
ขนาดใหญ่ว่า "11pro" ลงบนพื้นผิววัสดุประเภทหนังสังเคราะห์ที่เงา วาววับและสะท้อนแสง  ช่วยส่งเสริมให้
ภาพลักษณ์ของส้นเท้าดูมีความทันสมัยขึ้นมาพอสมควร    

   
 
  มาดูที่หุ้วส้นด้านในของรองเท้ารุ่นนี้กันบ้าง  โดยวัสดุที่เอามาใช้ทำเป็นหน้าสัมผัสของหุ้มส้นด้านในนั้น  เป็นวัสดุ
หนังสังเคราะห์  ผิวเรียบสนิท  แต่หน้าสัมผัสค่อนข้างฝืด  เพื่อทำให้สามารถจับยึดกับข้อเท้าของผู้สวมใส่ได้แบบ
ไม่ลื่นไถล  โดยด้านในของแนวหุ้มส้น  อาดิดาสได้บุวัสดุจำพวกโฟมหรือฟองน้ำเอาไว้  เพื่อทำให้หุ้มส้นสามารถ
กระชับเข้ารูปกับลักษณะข้อเท้าและส้นเท้าของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี  ช่วยให้การสวมใส่ที่สบาย  และลดปัญหา
อาการกัดส้นได้อีกด้วย

   โดยส่วนที่บุโฟมเอาไว้นั้น  จะเน้นตรงบริเวณกลางส้นเท้าเลย  มีโฟมบรรจุเอาไว้ตั้งแต่ปลายบนสุดที่หุ้มแนว
เอ็นร้อยหวาย  ไล่ลงมาจนเกือบจะถึงด้านล่าง  เว้นเอาไว้ประมาณ 15% ของความสูงทั้งหมด  เนื่องจากเป็น
บริเวณที่ชนกับชิ้นพลาสติกแข็งซึ่งเป็นเกราะป้องกันการกระแทกส้นเท้านั่นเอง  ส่วนปีกทั้งสองข้าง  แทบจะไม่มี
การบุโฟมเอาไว้เลย  โดยจะเป็นพื้นผิวแข็งจากวัสดุเกราะกันกระแทกที่เป็นชิ้นพลาสติกไปเต็มๆ

   
   แผ่นรองพื้นด้านในของรองเท้าฟุตบอล อาดิดาส adiPure 11Pro II นั้นยกชุดมาจากเจเนอเรชั่นที่แแล้ว
เกือบจะ 100%  เริ่มจากวัสดุที่เป็นโฟม EVA ฉีดขึ้นรูปทั้งชิ้น  ชั้นโฟมไม่บางและไม่หนาจนเกินไป  แต่จุดเด่น
อยู่ที่เนื้อโฟมซึ่งมีลักษณะเนื้อแน่มาก  และความหนาของแผ่นรองพื้นนั้นหนาเท่ากันตลอดทั้งแผ่น  

   
   อย่างไรก็ตาม  หน้าสัมผัสของแผ่นรองพื้น อาดิดาส adiPure 11Pro II ไม่เหมือนกับเจเนอเรชั่นที่แล้วเลย
โดยแผ่นรองพื้นที่เห็นกันอยู่นี้  จะมีหน้าสัมผัสแบบหน้าผ้าไนล่อน  ผิวสัมผัสไม่ฝืดมากนัก  แตกต่างจากโฉมเก่า
ซึ่งจะใช้วัสดุจำพวกหน้าผ้ากำมะหยี่  ทั้งนี้..ยังมีดีไซน์การตกแต่งแบบไล่เฉดสี  เริ่มจากด้านหน้าสีม่วง  ก่อนจะ
ไล่มาเป็นหลากหลายเฉดสี  ตามคอนเซ็ปของคอลเลคชั่น SAMBA 2014 นั่นเอง

   
   แต่ประเด็นที่น่ามึนงง คือ adiPure 11Pro II กลับเป็นรองเท้าฟุตบอลเพียงซีรี่ย์เดียวในบรรดารองเท้าฟุตบอล
ของอาดิดาสทั้ง 4 ซีรี่ย์ ที่ถูกยกเลิกช่องใส่อุปกรณ์ จับความเร็วอัจฉะริยะ miCoach SPEED_CELL™  ซึ่งจะเป็น
ช่องว่างอยู่ที่ใต้แผ่นรองพื้นออกไปแล้ว !!  พื้นด้านล่างไม่มีช่องว่างอีกต่อไป  เป็นเพียงชิ้นวัสดุคล้ายกระดาษอัด
สีขาว วางเอาไว้ !?

   
   อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด ของอาดิดาส adiPure 11Pro II นั้นก็คือลักษณะของชุดพื้น ช่วงล่าง
และปุ่มรองเท้าแบบ FG

   เริ่มจากชุดพื้นทั้งแผง  ที่ยกเลิกการใช้ชุดพื้นแบบ Sprintframe มาใช้ชุดพื้นแบบใหม่ที่อาดิดาสได้ตั้งชื่อว่า
"Comfort frame" ซึ่งอาดิดาสได้ให้ข้อมูลว่าชุดพื้นแบบใหม่นี้  จะช่วยสร้างสมดุลในการลงน้ำหนัก  และการ
กระจายแรงที่ดีกว่า  เพื่อให้เหมาะต่อการเคลื่อนที่แบบรอบตัว  ไม่ได้เน้นการสปรินซ์ด้วยความเร็ว  ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่ควรจะเป็นตัวตนของรองเท้าฟุตบอลประเภทคลาสสิคแบบนี้  

   ลักษณะภายนอกของชุดพื้น Comfort frame ที่ใต้ฝ่าเท้าของ adiPure 11Pro II นั้น  จะเป็นการฉีดขึ้นรูป
จากวัสดุพลาสติก TPU สีขาวขุ่นสลับกับใส  ถูกออกแบบให้มีลักษณะราบเรียบตลอดทั้งแผง โดยเฉพาะช่วงกลาง
ที่มีเพียงเส้นสายนูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย (นี่จึงเป็นสาเหตุที่ต้องตัดช่องใส่ miCoach SPEED_CELL™ ออกไป)  

   และบางช่วงของชุดพื้นจะมีส่วนวัสดุสีทึบ แปะทับบนชุดพื้นอีกชั้นนึง  ดูแล้ววัสดุดังกล่าวน่าจะให้ความยืดหยุ่น
กว่าวัสดุชุดพื้นหลัก  ถูกออกแบบส่วนเว้าส่วนโค้งให้สอดรับกับโครงสร้างอื่นๆ  นี่จึงน่าจะเป็นไฮไลท์ของการทำให้
ชุดพื้นรองเท้ารุ่นนี้  มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ได้ในทุกรูปแบบ  ให้สมกับชื่อเรียกที่ว่า
Comfort frame นั่นเอง

   
   ปุ่มรองเท้าด้านหน้ามีทั้งหมด 8 ปุ่ม  แบ่งออกเป็นตามแนวขอบด้านนอก 4 ปุ่ม  ขอบด้านใน 3 ปุ่ม  และ
ปุ่มตรงกลางฝ่าเท้า 1 ปุ่ม  โดยปุ่มทุกปุ่มมีลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมแบบลบมุม  และมีขนาดเท่ากันทั้งหมด
เพียงแต่วางตัวในองศาที่แตกต่างกันเล็กน้อย  เพื่อเสริมประสิทธิภาพการยึดเกาะกับพื้นสนามที่หลากหลาย
มากขึ้น  ทั้งนี้..ยังสังเกตได้ว่า  พื้นที่หน้าตัดของปุ่ม adiPure 11Pro II นั้นน้อยกว่าเจเนอเรชั่นก่อน  จึงน่าจะ
เป็นการยืนยันว่า  รองเท้าโฉมใหม่นี้จะให้การยึดเกาะกับพื้นสนามที่ดีขึ้น
  
   
   ปุ่มด้านหลังมีทั้งหมด 4 ปุ่ม  โดยทั้ง 4 ปุ่มนี้มีขนาดเท่ากัน  เป็นปุ่มลักษณะสามเหลี่ยมลบมุมเหมือนกัน  
แต่วางตัวในองศาที่แตกต่างกัน  เพียงแต่ปุ่มด้านหลังนี้จะมีขนาดใหญ่และพื้นที่หน้าตัดมากกว่าปุ่มด้านหน้า
เนื่องจากมันต้องทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักตัวของผู้สวมใส่  โดยเฉพาะจังหวะที่ลงน้ำหนักที่ส้นเท้า  การใช้
ปุ่มที่ใหญ่ขึ้น  จะช่วยทำให้ปุ่มสามารถกระจายแรงได้มากขึ้นนั่นเอง

   ด้วยเหตุที่ปุ่มแบบ FG ของ อาดิดาส adiPure 11Pro II คู่ที่เรากำลัง Hand On! กันอยู่นี้  เป็นปุ่มแบบใส
มองทะลุเห็นถึงแกนด้านในทั้งหมด  ทำให้เห็นได้ว่าอาดิดาสไม่ได้ใช้การต่อปลายปุ่มกับฐานปุ่ม (ชุดพื้น)
แบบรองเท้ารุ่น/ซีรี่ย์อื่นๆ  แต่เป็นการฉีดปลายปุ่มขึ้นรูปมาเป็นชิ้นเดียวกันกับฐานชุดพื้นเลย  ซึ่งน่าจะเป็น
การการันตีได้ถึงความแข็งแรงทนทาน ไร้ปัญหาปุ่มหัก ของรองเท้าฟุตบอลรุ่นใหม่คู่นี้ได้อย่างแน่นอน

   
   สำหรับการหาคำตอบเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้งานจริง  ของอาดิดาส adiPure 11Pro II  และเปรียบเทียบ
กับเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้  รวมถึงรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้คุณผู้อ่าน
เลือกซื้อเลือกหารองเท้าฟุตบอลที่เหมาะสมกับความต้องการของท่าน  คงจะต้องขอให้อดใจรอกันสักหน่อย
เนื่องจาก ณ ตอนที่ผมกำลังเขียนบทความ "Hand On!" นี้อยู่  ยังมีรองเท้าฟุตบอลที่รอต่อคิวลงในบทความ
"Boots Testing!" อยู่พอสมควร

   อย่างไรก็ตาม..หากคุณผู้อ่านสนใจจะลองไปสัมผัสและเป็นเจ้าของ รวมถึงทดสอบการใช้งาน อาดิดาส
adiPure 11Pro II
  ซึ่งตอนนี้มีเพียงแค่สีม่วง ในคอลเลคชั่น SAMBA 2014 แบบที่เอามา Hand On! กันนี้
ให้ได้เลือกซื้อเท่านั้น  โดยอาดิดาสยังคงตั้งราคารองเท้าเอาไว้ที่ 5,590 บาท เท่าเดิม  พร้อมวางจำหน่ายที่
ร้านอาดิดาส และ ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  ซึ่งท่านยังสามารถติดตาม ข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางเฟซบุ๊ค
ได้ที่ www.facebook.com/adidasfootball หรือตามทวิตเตอร์ของอาดิดาสเพื่อรับข้อมูลก่อนใครที่ @adidasfootball
  
   ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
   - ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนๆ สมาชิก

   Special Thanks
   - บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด

   *** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกวันที่ 4 ธันวาคม 2013 เวลา 21.00 น. ***

   SiamBoots   
   ขอสงวนสิทธิ์ บทความ  ข้อความและรู้ภาพทั้งหมดในนี้  เป็นทรัพย์สินทางปัญญา
   ของ www.SiamBoots.com และ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น
   "ห้ามนำส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต" 



ขอขอบพระคุณ บริษัท อาดิดาส (ประเทศไทย) จำกัด  
ที่สนับสนุนรองเท้าฟุตบอลรุ่น adiPure 11Pro II